สุดสัปดาห์ระทึกขวัญ หนัง Gone Girl ปาดหน้า Annabelle เข้าเส้นชัยหวุดหวิด หนังทำเงินอเมริกาสัปดาห์นี้

US Box Office October 3-5, 2014

(แปล/ เรียบเรียงจาก www.boxofficemojo.com)

เฉือนกันแบบที่ต้องดูภาพถ่ายกันเลยทีเดียว สำหรับแชมป์หนังทำเงินของอเมริกาในสุดสัปดาห์นี้ เมื่อ Gone Girl และ Annabelle บี้กันมาแบบน่าจะกลายเป็นที่หนึ่งประจำสัปดาห์ทั้งคู่

หนังของเดวิด ฟินเชอร์ ที่ดัดแปลงมาจากนิยายฮิตของ กิลเลียน ฟลินน์ คว้าอันดับไปด้วยรายได้เปิดตัว 37.5 ล้านเหรียญ ขณะที่ภาคก่อนของหนัง The Conjuring ทำรายได้เปิดตัวไล่ๆ กันที่ 37.1 ล้านเหรียญ ต่างกันแค่ 378,854 เหรียญ กับรายได้เปิดตัวที่น่าประทับใจในระดับนี้ ทำให้ภาพรวมของอันดับหนังทำเงินดูดีขึ้นมาทันที หนังใน 12 อันดับแรกประจำสุดสัปดาห์นี้ทำเงินรวมกันไปถึง 139.5 ล้านเหรียญ มากกว่าสัปดาห์เดียวกันนี้ของปีก่อน 21% โดยในตอนนั้นหนัง Gravity นำโด่งด้วยรายได้กว่า 55 ล้านเหรียญ และทำให้สุดสัปดาห์นี้กลายเป็นหนึ่งในสุดสัปดาห์ที่ทำเงินมากที่สุดของเดือนตุลาคม

เปิดตัวด้วย 3,014 โรง Gone Girl เปิดตัวด้วยรายได้ 37.5 ล้านเหรียญ และเป็นหนังเปิดตัวสูงสุดของผู้กำกับเดวิด ฟินเชอร์ มากกว่า Panic Room และเป็นหนังเบน อัฟเฟล็คเปิดตัวสูงสุดนับตั้งแต่ Daredevi เมื่อปี 2003 แม้จะทำได้ไม่ดีไปกว่า Shutter Island แต่หนังระทึกขวัญสร้างจากนิยายขายดี มีสไตล์ของผู้กำกับที่ได้รับคำชื่นชมมากที่สุดคนหนึ่งเรื่องนี้ ก็ทำได้ดีกว่าหนังในกลุ่มเดียวกันที่ได้รับคำวิจารณ์ที่ดี ซึ่งเปิดฉายในเดือนตุลาคม ไม่ว่าจะเป็น The Social Network (22.4 ล้านเหรียญ), Argo (19.4 ล้านเหรียญ) และ Captain Phillips (25.7 ล้านเหรียญ)

ความสำเร็จของ Gone Girl มีองค์ประกอบหนุนอยู่ 2-3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นพลังดาราของสองนักแสดงที่ปะหัวของหนัง รวมไปถึงการสร้างฐานแฟนๆ มาอย่างต่อเนื่องของผู้กำกับฟินเชอร์ ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และ Gone Girl ก็เป็นหนังที่เข้ากันดีกับงานอาชญากรรม-ระทึกขวัญของเขา เช่น Seven, Zodiac และ The Girl with the Dragon Tattoo สำหรับอัฟเฟ็คเองก็ก่อร่างสร้างตัวในฐานะดาราแถวหน้ามากพรสวรรค์อีกครั้ง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็ต้องขอบคุณงานอย่าง Argo หรือว่า The Town รวมไปถึงแรงส่งจากการไปรับบทมนุษย์ค้างคาวในหนัง Batman V Superman: Dawn of Justice

แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ตัวเรื่อง ซึ่งเป็นนิยายของกิลเลียน ฟลินน์ ที่มีผู้อ่านมากมายในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และแฟนๆ หนังสือก็อยากเห็นว่า นิยายที่มีกลเม็ดเด็ดพรายขนาดนี้ จะถูกถ่ายทอดบนจอภาพยนตร์ได้ยังไง  สำหรับคนที่ไม่ได้อ่าน การโฆษณาก็ทำได้ดี เช่น สร้างประเด็นว่า ตกลงนิค ดันน์ฆ่าเมียตัวเองหรือเปล่า? ซึ่งโอกาสที่จะได้รู้คำตอบจากหนังถือเป็นสิ่งที่ล่อตา ล่อใจอย่างหนึ่ง

คนดูหนัง Gone Girl หนักไปทางผู้ใหญ่ 75% อายุ 25 ปีขึ้นไป และเป็นผู้หญิงถึง 60% คะแนนบี จากซีนีมาสกอร์ถือว่าอบอุ่นใช้ได้ แต่ดูไปแล้วปากต่อปากน่าจะมีความแข็งแรงกว่าที่คะแนนวาดเอาไว้ ซึ่งจะคล้ายๆ กับ The Wolf of Wall Street ที่ได้คะแนนจากซีนีมาสกอร์ไม่ดี แต่ยืนระยะได้ดีมากๆ เมื่อต้นปีนี้ หากบางทีหนังอาจจะยืนระยะได้ไม่ดีเหมือนๆ Captain Phillips หรือ The Social Network ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เป็นอย่างนั้น อย่างไรก็ตามจากรายได้เปิดตัว มีเค้าว่า Gone Girl น่าจะทำได้ดีกว่า The Curious Case of Benjamin Button (127.5 ล้านเหรียญ) และกลายเป็นหนังฟินเชอร์ที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาล

บี้มาติดๆ ในอันดับ 2 Annabelle เปิดตัวได้อย่างน่าทึ่ง 37.1 ล้านเหรียญจาก 3,185 โรง รั้งอันดับ 6 หนังเหนือธรรมชาติเปิดตัวสูงสุดตลอดกาล และในกลุ่มหนีงที่ออกฉายในช่วงปี-2 ปีนี้ หนังทำรายได้น้อยกว่าหนังเรื่องก่อนๆ ไม่มากนัก ทั้ง The Conjuring (41.9 ล้านเหรียญ) และ Insidious Chapter 2 (40.3 ล้านเหรียญ) ซึ่งหนังสองเรื่องที่ว่ากำกับโดยเจมส์ ว่าน ผู้อำนวยการสร้างของ Annabelle ที่กลายเป็นหนึ่งในชื่อที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ที่อยู่เบื้องหลังหนังสยองขวัญในยุคนี้

Annabelle นั้นไปได้ดีตลอดสุดสัปดาห์ รายได้เมื่อวันศุกร์อยู่แถวๆ 42% ของรายได้ทั้งสามวัน เมื่อเทียบกับหนังภาคต่อของ Paranormal Activity และ Insidious ภาคสอง ทั้งหมดล้วนเป็นหนังที่ทำเงินในช่วงแรกๆ ทั้งนั้น เมื่อรายได้ในวันศุกร์อยู่ราวๆ 50% จากตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า Annabelle อาจจะไปได้ดีกว่าหนังเรื่องที่ว่าเล็กน้อยในระยะยาว โดยสิ่งที่ส่งให้หนังไปได้สวยก็คือ ความเชื่อมต่อกับ The Conjuring ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสยองขวัญที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งการทำการตลาดก็เน้นย้ำตรงจุดนี้ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า “Before The Conjuring, there was Annabelle” และนั่นก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้หนังถูกสร้างขึ้นมาในเวลาไม่ถึง 15 เดือนต่อมา รวมทั้งยังหมายความว่า The Conjuring ยังคงเป็นหนังที่สดอยู่ในความคิดของคอหนังแนวนี้ และหนังภาคต่อแท้ๆ ก็จะออกมาให้ได้ชมกันในเดือนตุลาคมหน้า

ผู้ชมของ Annabelle 51% เป็นผู้หญิง และค่อนมาทางอายุน้อย เมื่อ 54% อายุต่ำกว่า 25 ปี หนังได้คะแนน บี จากซีนีมาสกอร์ ซึ่งเป็นคะแนนที่ดีมากสำหรับหนังแนวนี้ และบ่งชี้ว่า คนดูน่าจะชอบมากกว่านักวิจารณ์ ที่ให้คะแนนแค่ 32% จากเว็บมะเขือเน่า และถึงรายได้จะหล่นฮวบหลังจากนี้  Annabelle ก็น่าจะทำเงินอย่างน้อย 80 ล้านเหรียญ

อันดับ 3 เป็น The Equalizer รายได้ตกแค่ 45% ทำเงินอีก 18.75 ล้านเหรียญ ซึ่งเท่ากับ Non-Stop เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และพอๆ กับหนังที่สร้างจากซีรี่ส์ทีวีเหมือนกัน 21 Jump Street (44%) หนังแอ็คชันเดนเซล วอชิงตันทำเงินไปแล้ว 64.2 ล้านเหรียญ และยังอยู่ในเส้นทางพุ่งสู่ร้อยล้าน

The Boxtrolls รายได้ลดลงน้อยมาก เพียง 31% ทำรายได้สุดสัปดาห์นี้ 12 ล้านเหรียญ ขณะที่หนังแอนิเมชันของไลก้าอย่าง ParaNorman ตก 39% ในช่วงเวลาเท่ากัน ผ่าน 10 วัน The Boxtrolls ทำเงินไปแล้ว 32.1 ล้านเหรียญ และน่าจะทำรายได้สุดท้ายมากกว่า 60 ล้านเหรียญ

The Maze Runner ยังอยู่ในท็อปไฟว์ ด้วยรายได้ 11.6 ล้านเหรียญ ลดลงแค่ 33% จากสุดสัปดาห์ก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนังยืนระยะได้ดีมากๆ สำหรับหนังดัดแปลงจากนิยายผู้ใหญ่วัยเยาว์ รายได้รวมของหนังเป็น 73.6 ล้านเหรียญ และน่าจะทำรายได้ผ่านร้อยล้านได้

เปิดตัว 1,825 โรง หนัง Left Behind ฉบับสร้างใหม่ ทำได้แค่อันดับ 6 ด้วยรายได้ 6.3 ล้านเหรียญ ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับ God's Not Dead ที่ทำไว้ 9.2 ล้านเหรียญ จากการฉายแค่ไม่ถึง 800 โรง แต่ก็ถือว่าเหมาะสม เมื่อดูการโปรโมทที่บางเบามากๆ ขณะที่หนัง Knight & Day ฉบับสร้างใหม่ในสไตล์บอลลีวูด ที่ใช้ชื่อว่า Bang Bang เปิดตัวในอันดับที่ 12 ด้วยรายได้ 1.28 ล้านเหรียญ ถือเป็นหนังเปิดตัวรายได้เยอะสุดสำหรับหนังบอลลีวูดในปีนี้

The Good Lie เปิดตัวเพียง 461 โรงและทำรายได้มากระจึ๋งนึง 841,422 เหรียญ ซึ่งเป็นเรื่องไม่น่าจะเกิดขึ้นได้กับหนังที่จัดจำหน่ายโดยวอร์เนอร์ ที่คงต้องปั้นกันหนักหลังจากนี้ และหนังคงจะจบด้วยรายได้ไม่ถึง 10 ล้านเหรียญ แต่ตัวหนังคงเป็นเพียงแค่น้ำจิ้มสำหรับรีส วิเธอร์สปูน ที่เป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างหลักของ Gone Girl ซึ่งยังมีหนัง Wild ที่ได้รับคำชมมากมายรอเปิดตัวอยู่ในวันที่ 12 ธันวาคม

กับ 17 โรง หนัง Men, Women & Children ของเจสัน ไรท์แมน เปิดตัว 47,553 เหรียญ ซึ่งคิดแล้วโรงละ 2,797 เหรียญเท่านั้น ซึ่งหลอนมากๆ สำหรับหนังที่เปิดตัวด้วยโรงประมาณนี้ เทียบกับ Up in the Air หนังอีกเรื่องของไรท์แมน ตอนนั้นหนังเปิดตัว 78,763 จาก 15 โรงเท่านั้น และถึงจะออกตัวได้อย่างที่เห็น พาราเมาท์ก็ยังคงแผนที่ปล่อยหนังในวงกว้างวันที่ 17 ตุลาคมต่อไป

ไปนอกอเมริกา Gone Girl เปิดตัวในบางตลาดพร้อมอเมริกาแล้ว ด้วยรายได้ 24.6 ล้านเหรียญจาก 39 ตลาด โดยที่อังกฤษทำเงินไป 6.9 ล้านเหรียญ และ 4.6 ล้านเหรียญที่ออสเตรเลีย กลายเป็นหนังเดวิด ฟินเชอร์เปิดตัวสูงสุดในทั้ง 2 ประเทศ หนังไปได้สวยในรัสเซีย (2.95 ล้านเหรียญ) และเยอรมันนี 2.85 ล้านเหรียญ แต่ไปไม่สวยเลยที่เม็กซิโกกับบราซิล เมื่อทำได้ไม่ถึงล้านเหรียญทั้งสองแห่ง โดยหนัง 2 เรื่องก่อนของฟินเชอร์ The Social Network และ The Girl with the Dragon Tattoo ทำรายได้นอกอเมริกา 128 และ 130 ล้านเหรียญตามลำดับ จากผลลัพธ์ที่ออกมา Gone Girl น่าจะทำได้ดีกว่า

Bang Bang หนังบอลลีวูดรีเมค Knight & Day เปิดตัว 24.1 ล้านเหรียญในตลาดนอกอเมริกา ส่วนใหญ่เป็นรายได้ในอินเดียซึ่งทำได้มหาศาลถึง 19.3 ล้านเหรียญ เป็นรายได้เปิดตัวมากเป็นอันดับ 3 สำหรับหนังที่ไม่ใช่ภาคต่อ

ขณะที่อเมริกาจะเปิดตัวในสัปดาห์หน้า บางตลาดก็เล่น Dracula Untold ไปบ้างแล้ว หนังทำเงิน 21 ล้านเหรียญจาก 25 ตลาด ซึ่งทำรายได้ 5 ล้านเหรียญจากการฉาย 4 วันที่เม็กซิโก และพอไปวัดไปวาได้ที่อังกฤษ 2.7 ล้านเหรียญ, เบอรมันนี 2.4 ล้านเหรียญ, ฝรั่งเศส 2.1 ล้านเหรียญ และออสเตรเลีย 1.9 ล้านเหรียญ หนังจะเปิดตัวในรัสเซีย และเกาหลีใต้พร้อมกับอเมริกาในสัปดาห์หน้า

Annabelle เปิดตัวแล้ว 23 ตลาดและทำเงินมา 20 ล้านเหรียญ หนังเปิดตัวได้ดีที่เกาหลีใต้ 3 ล้านเหรียญ และเอาชนะ The Conjuring ได้ที่ออสเตรเลีย (1.7 ล้านเหรียญ), อิตาลี (1.2 ล้านเหรียญ) หนังทำรายได้เป็นกอบเป็นกำก็แถวนี้แหละ ไม่ว่าจะเป็น 2.5 ล้านเหรียญที่อินโดนีเซีย, 2.4 ล้านเหรียญที่มาเลย์เซีย, 1.7 ล้านเหรียญที่ไต้หวัน, 1.2 ล้านเหรียญที่ฟิลิปปินส์ และ 1 ล้านเหรียญที่สิงคโปร์ เมื่อดูจากทุกตลาดที่ฉายแล้ว หนังทำได้ดีกว่า The Conjuring ราว 17% ซึ่งท้ายที่สุดทำเงินไปกว่า 180 ล้านเหรียญ อาจจะเร็วไปหากบอกว่า Annabelle จะทำได้ระดับนั้น แต่ก็ถือว่าเป็นการออกตัวที่ดีทีเดียว

ไม่มีการเปิดตัวในตลาดใหม่ๆ หนัง The Maze Runner รายได้ตก 43% ทำเงินอีก 16.3 ล้านเหรียญ ตอนนี้รายได้นอกอเมริกาเป็น 118.5 ล้านเหรียญ และน่าจะแซง Divergent (137.8 ล้านเหรียญ) เมื่อเข้าฉายในอิตาลี และอังกฤษในสัปดาห์หน้า ขณะที่ The Equalizer ได้เงินมาอีก 14.4 ล้านเหรียญ รายได้รวมตอนนี้อยู่ที่ 39.6 ล้านเหรียญ โดยเปิดตัวในตลาดใหม่แค่ที่ฝรั่งเศส ซึ่งทำรายได้ 2 ล้านเหรียญ พอๆ กับ Taken และ Safe House

อ่านแล้วชอบคลิกไลค์ได้ที่ www.facebook.com/Sadaos นะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่