“พระวินัยคืออายุของพระศาสนา” ความข้อนี้เป็นทั้งพุทธพจน์และมติของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย นับแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมา จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่คณะสงฆ์แต่โบรารณ จะให้ความสำคัญต่อพระวินัยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะโดยปริยายใดๆ ก็ตาม ดังการสวดพระปาฏิโมกข์นับแต่พรรษาที่ ๒๑ แห่งปีพุทธกิจเป็นต้นมานั้น ย่อมเป็นองค์พยานได้เป็นอย่างดีว่า พระพุทธองค์ทรงเอาพระทัยใส่ต่อ “พระวินัย” ในฐานะที่เป็นเป้าหมายหลัก โดยมีการสวดพระปาฏิโมกข์เป็นพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ทรงใช้กระบวนการพิจารณาสำรวมในความบริสุทธิ์แห่งศีลพรตของภิกษุทั้งหลายนั้นเอง เป็นบาทฐานในการเจริญสมถะวิปัสสนา ให้เป็นไปโดยธรรมชาติ ซึ่งเมื่อพิจารณาในมุมนี้จะเห็นได้ว่า จำนวนสิกขาบทของพระปาฏิโมกข์ ย่อมมิใช่ประเด็นสำคัญอะไรเลย
หากแต่เมื่อคำนึงถึงในแง่ของการบริหารคณะสงฆ์แล้ว ความมั่นคงแน่นอนของหลักการ อันเป็นแกนกลาง เป็นหลักอ้างอิงในการบริหารจัดการหมู่คณะ ก็ย่อมมีความสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเช่นกัน ดังนั้น ความกระจ่างแจ้งชัดเจนในข้อที่ว่า ภิกษุทั้งหลายต้องสวดพระปาฏิโมกข์จำนวนทั้งสิ้นกี่สิกขาบท จึงเป็นสิ่งที่จะมาทำให้มีความกำกวมคลุมเครือมิได้ ดังปรากฏหลักฐานเป็นพุทธพจน์ ในคราวที่ตรัสกับภิกษุวัชชีบุตร เมื่อช่วงพรรษาสุดท้ายก่อนพุทธปรินิพพาน ซึ่งระบุถึงพระปาฏิโมกข์เอาไว้อย่างชัดเจนว่า “ประกอบไปด้วย ๑๕๐ สิกขาบทถ้วน”
แต่ประเด็นปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดในบัดนี้ก็คือ แล้วเหตุใดภิกษุทั้งหลายในปัจจุบัน จึงสวดพระปาฏิโมกข์จำนวน ๒๒๗ สิกขาบท ซึ่งต่างไปจากพุทธพจน์ตามที่ปรากฏอยู่ใน วัชชีปุตตสูตรและเสขสูตร นั้นเล่า ?
บรรดานักคัมภีร์ทั้งหลาย ก็จำต้องยกพระคัมภีร์ขึ้นมาอ้างกันพัลวันว่า ตามตัวอักษรเท่าที่มีในมหาวิภังค์ ปรากฏสิกขาบทอยู่อย่างชัดเจนนับได้ถึง ๒๒๗ สิกขาบทพอดี โดยอาจหลงลืมไปว่า แม้พระคัมภีร์เองก็ไม่เที่ยง(อนิจจัง) คงมีการตกหล่น หรืออาจถูกเพิ่มเติมข้อความขึ้นมา ซึ่งจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม อีกทั้งยังละเลยเหตุผลที่สำคัญไปอีกประการหนึ่งก็คือ ที่จริงแล้ว พุทธพจน์จากวัชชีปุตตสูตรและเสขสูตร ได้ตรัสถึงลักษณะ หรือองค์ประกอบของ“ธรรม” ในพระปาฏิโมกข์ ไว้อย่างครบถ้วนและชัดแจ้งดีแล้ว สามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบได้ว่า“ธรรม” ทั้ง ๒๒๗ ข้อ ตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ สิ่งใดใช่ หรือมิใช่ สิกขาบทในพระปาฏิโมกข์ชั้นดั้งเดิมเมื่อสมัยพุทธกาล
และด้วยการตรวจสอบความถูกต้องของข้อความต่างๆ ในพระไตรปิฎก ด้วยข้อความอันเชื่อได้ว่าเป็นพุทธพจน์จากพระไตรปิฎกนี้เอง กลับทำให้ได้ผลลัพท์เพิ่มเติมขึ้นมาว่า มีข้อความจากบางพระคัมภีร์ ซึ่งเคยเชื่อถือกันอย่างหลับหูหลับตาว่าเป็นพุทธพจน์แท้และมีความถูกต้อง นั้นมิได้เป็นความจริงเสมอไปเสียแล้ว
อีกทั้ง การแปลพระบาลีอันเป็นพุทธพจน์จาก วัชชีปุตตสูตรและเสขสูตร กรณีสิกขาบท ๑๕๐ ถ้วนนี้ ก็ปรากฏว่าเกิดปัญหาข้อขัดแย้งอยู่มิใช่น้อย ดังการแปลความของนักไวยากรณ์บาลีบางคน กลับแสดงให้เห็นถึงความงมงายไร้สติ โดยมีอคติเชิงอัตตวิสัย คือมีความเชื่อโดยสนิทใจและ “ตั้งธง” เอาไว้แต่แรกเสียแล้วว่า การสวดพระปาฏิโมกข์ ๒๒๗ สิกขาบทในปัจจุบันนี้เท่านั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าถูกต้องชอบธรรม จากนั้นจึงแปลพระบาลีโดยยึดถือเอามติของอรรถกถาจารย์เป็นหลัก เพื่อลากความเข้า“ทิฐิ”ของตน โดยมิได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่า เขากำลังมีส่วนทำให้พระบาลีที่แจ่มแจ้งชัดเจนถึงเพียงนั้น ได้กลายเป็นข้อความที่กำกวมคลุมเครือไปอย่างไม่สมควร เพียงเพื่อสนองกิเลสตัณหาทางสติปัญญาแบบโลกๆ ของเขาแต่เพียงฝ่ายเดียว !!!!
ทั้งนี้ทั้งนั้น พระปาฏิโมกข์นับแต่สมัยพุทธกาลจะมีจำนวน ๑๕๐ สิกขาบทถ้วนจริงหรือไม่ ?
โดยมีการเพิ่มเติมขึ้นมาจนมีจำนวน ๒๒๗ สิกขาบทในชั้นหลัง ด้วยกระบวนการอย่างไร ?
และสุดท้ายก็คือ คณะสงฆ์ไทยในปัจจุบันนี้ จะแก้ปัญญหาข้อขัดแย้งนี้ได้หรือไม่ ?
ก็ย่อมตกเป็นภาระของพุทธบริษัททั้ง ๔ นี้เอง ที่จะต้องช่วยกันกระตุ้นเตือน และสอดส่องดูแลพระศาสนา ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สืบต่อไปได้อย่างมั่นคง หาใช่การปล่อยปละละเลย ให้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง หรือคณะใดคณะหนึ่ง ฉกฉวยโอกาส ในการสร้าง“มายาคติ” โดยการแสดงอัตตโนมัติของตน เสมือนประหนึ่งว่านั่นเป็น“ข้อยุติ”ที่ถูกต้อง ในลักษณาการของเผด็จการทางความคิด อย่างขาดความชอบธรรมแต่อย่างใดไม่
การตรวจสอบความถูกต้องของพระธรรมวินัยที่แท้จริงนั้น ย่อมสมควรเป็นไปตามแนวทางที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแนะนำเอาไว้ ตามความจาก มหาปเทส ๔ และ กาลามสูตร โดยยึดหลักว่า พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์นั้น
(๑) ต้องเนื่องกับทุกข์และความดับทุกข์เสมอ
(๒) พุทธพจน์ย่อมต้องสอบทานกันเองได้ โดยไม่มีความกำกวม หรือขัดแย้งกันเอง
(๓) เมื่อพิจารณาโดยแยบคายในใจแล้ว พบว่าเป็นกุศลและเกิดประโยชน์
เมื่อใดก็ตาม ที่ข้อธรรมต่างๆ เป็นไปตามองค์ประกอบดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็ย่อมสามารถมั่นใจได้ว่า นั่นเป็นสัตถุสาสน์ คือเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดาอย่างแท้จริง หาใช่การหลงเชื่อตัวอักษรจากพระคัมภีร์ หรือมติของอรรถกถาจารย์ดายไป อย่างผู้ขาดสติสัมปชัญญะ
หรือมิใช่ ?
ข้อความต่างๆ ตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ แต่เดิมเป็นเพียงแค่บทความจากบทความเรื่อง“มหาปรินิพพานสูตร ฉบับตัวกูของกู”เท่านั้น เหตุที่จำต้องนำแยกออกมาทำการขยายความเพิ่มเติม ก็เนื่องมาจากความขัดแย้งทางความคิดอันเกี่ยวกับหลักฐานทางพระคัมภีร์ในประเด็น พระปาฏิโมกข์ ๑๕๐ สิกขาบทถ้วน นั้นมีความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง มากเกินไปกว่าจะสามารถอธิบายให้จบสิ้นได้ด้วย บทความเล็กๆ เพียงบทเดียว
แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกให้มากก็คือ การพิจารณาสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ด้วยวิจารณาญาณอย่างปราศจากอคติ นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะถ้าหากผู้พิจารณาความต่างๆ ยังพินิจพิเคราะห์ด้วยพื้นฐานความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกบิดเบือนไปด้วยแรงผลักดันจาก “อคติ” เสียแล้ว ข้อเท็จจริงอันเป็นสัจธรรม ก็ย่อมถูกทำให้กำกวมมืดมัวด้วยอวิชชาไปอย่างน่าเสียดาย
ดังการอ้างอิงตำราควบคู่ไปกับการพิจารณาความ อย่างสมเหตุผลเชิงภววิสัยด้วย จึงจะนับได้ว่าเป็นการพิจารณา อันประกอบไปด้วยวิจารณาณอย่างแท้จริง การหลับหูหลับตาอ้างตำราหรือครูบาอาจารย์ โดยมิได้พินิจพิเคราะห์ด้วยสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ นั้นย่อมมิอาจได้ชื่อว่าเป็นความประพฤติของผู้มีปัญญาเลยแม้แต่น้อย
การให้ความสำคัญต่อมติของอรรถกถาจารย์นั้นย่อมเป็นการดี หากแต่จะรับเชื่อไปเสียทั้งหมด ย่อมมิใช่การกระทำที่เหมาะสมเป็นแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามติเหล่านั้นจะไปขัด หรือแย้ง หรือมีผลทำให้เป็นการลบล้างความถูกต้องชัดเจนของพุทธพจน์ ก็จำต้องทิ้งไปเสียจึงจะควร
จนแม้มติความคิดเห็นต่างๆ ตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ก็ยังมีค่าเป็นเพียงแค่“อัตตโนมัติ”ของผู้เขียนเท่านั้น จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ เลย ที่ท่านทั้งหลายจะต้องเชื่อถือตาม โดยที่มิได้มีการตรวจสอบความถูกต้อง และความสอดคล้องกลมกลืนกับพุทธพจน์ คือพระดำรัส ตามความจากพระไตรปิฎกอย่างรอบคอบถี่ถ้วนเสียก่อน
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความ “๑๕๐ วิบัติธรรมแห่งเถรวาท”เล่มนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเจริญสติปัญญา และการศึกษาค้นคว้าพระธรรมวินัย ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสฝากฝังเอาไว้กับพุทธบริษัททั้ง ๔ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไปตามสมควรแก่ธรรม นั้นแล
00 ๑๕๐วิบัติธรรมแห่งเถรวาท(คำนำ)
หากแต่เมื่อคำนึงถึงในแง่ของการบริหารคณะสงฆ์แล้ว ความมั่นคงแน่นอนของหลักการ อันเป็นแกนกลาง เป็นหลักอ้างอิงในการบริหารจัดการหมู่คณะ ก็ย่อมมีความสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเช่นกัน ดังนั้น ความกระจ่างแจ้งชัดเจนในข้อที่ว่า ภิกษุทั้งหลายต้องสวดพระปาฏิโมกข์จำนวนทั้งสิ้นกี่สิกขาบท จึงเป็นสิ่งที่จะมาทำให้มีความกำกวมคลุมเครือมิได้ ดังปรากฏหลักฐานเป็นพุทธพจน์ ในคราวที่ตรัสกับภิกษุวัชชีบุตร เมื่อช่วงพรรษาสุดท้ายก่อนพุทธปรินิพพาน ซึ่งระบุถึงพระปาฏิโมกข์เอาไว้อย่างชัดเจนว่า “ประกอบไปด้วย ๑๕๐ สิกขาบทถ้วน”
แต่ประเด็นปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดในบัดนี้ก็คือ แล้วเหตุใดภิกษุทั้งหลายในปัจจุบัน จึงสวดพระปาฏิโมกข์จำนวน ๒๒๗ สิกขาบท ซึ่งต่างไปจากพุทธพจน์ตามที่ปรากฏอยู่ใน วัชชีปุตตสูตรและเสขสูตร นั้นเล่า ?
บรรดานักคัมภีร์ทั้งหลาย ก็จำต้องยกพระคัมภีร์ขึ้นมาอ้างกันพัลวันว่า ตามตัวอักษรเท่าที่มีในมหาวิภังค์ ปรากฏสิกขาบทอยู่อย่างชัดเจนนับได้ถึง ๒๒๗ สิกขาบทพอดี โดยอาจหลงลืมไปว่า แม้พระคัมภีร์เองก็ไม่เที่ยง(อนิจจัง) คงมีการตกหล่น หรืออาจถูกเพิ่มเติมข้อความขึ้นมา ซึ่งจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม อีกทั้งยังละเลยเหตุผลที่สำคัญไปอีกประการหนึ่งก็คือ ที่จริงแล้ว พุทธพจน์จากวัชชีปุตตสูตรและเสขสูตร ได้ตรัสถึงลักษณะ หรือองค์ประกอบของ“ธรรม” ในพระปาฏิโมกข์ ไว้อย่างครบถ้วนและชัดแจ้งดีแล้ว สามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบได้ว่า“ธรรม” ทั้ง ๒๒๗ ข้อ ตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ สิ่งใดใช่ หรือมิใช่ สิกขาบทในพระปาฏิโมกข์ชั้นดั้งเดิมเมื่อสมัยพุทธกาล
และด้วยการตรวจสอบความถูกต้องของข้อความต่างๆ ในพระไตรปิฎก ด้วยข้อความอันเชื่อได้ว่าเป็นพุทธพจน์จากพระไตรปิฎกนี้เอง กลับทำให้ได้ผลลัพท์เพิ่มเติมขึ้นมาว่า มีข้อความจากบางพระคัมภีร์ ซึ่งเคยเชื่อถือกันอย่างหลับหูหลับตาว่าเป็นพุทธพจน์แท้และมีความถูกต้อง นั้นมิได้เป็นความจริงเสมอไปเสียแล้ว
อีกทั้ง การแปลพระบาลีอันเป็นพุทธพจน์จาก วัชชีปุตตสูตรและเสขสูตร กรณีสิกขาบท ๑๕๐ ถ้วนนี้ ก็ปรากฏว่าเกิดปัญหาข้อขัดแย้งอยู่มิใช่น้อย ดังการแปลความของนักไวยากรณ์บาลีบางคน กลับแสดงให้เห็นถึงความงมงายไร้สติ โดยมีอคติเชิงอัตตวิสัย คือมีความเชื่อโดยสนิทใจและ “ตั้งธง” เอาไว้แต่แรกเสียแล้วว่า การสวดพระปาฏิโมกข์ ๒๒๗ สิกขาบทในปัจจุบันนี้เท่านั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าถูกต้องชอบธรรม จากนั้นจึงแปลพระบาลีโดยยึดถือเอามติของอรรถกถาจารย์เป็นหลัก เพื่อลากความเข้า“ทิฐิ”ของตน โดยมิได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่า เขากำลังมีส่วนทำให้พระบาลีที่แจ่มแจ้งชัดเจนถึงเพียงนั้น ได้กลายเป็นข้อความที่กำกวมคลุมเครือไปอย่างไม่สมควร เพียงเพื่อสนองกิเลสตัณหาทางสติปัญญาแบบโลกๆ ของเขาแต่เพียงฝ่ายเดียว !!!!
ทั้งนี้ทั้งนั้น พระปาฏิโมกข์นับแต่สมัยพุทธกาลจะมีจำนวน ๑๕๐ สิกขาบทถ้วนจริงหรือไม่ ?
โดยมีการเพิ่มเติมขึ้นมาจนมีจำนวน ๒๒๗ สิกขาบทในชั้นหลัง ด้วยกระบวนการอย่างไร ?
และสุดท้ายก็คือ คณะสงฆ์ไทยในปัจจุบันนี้ จะแก้ปัญญหาข้อขัดแย้งนี้ได้หรือไม่ ?
ก็ย่อมตกเป็นภาระของพุทธบริษัททั้ง ๔ นี้เอง ที่จะต้องช่วยกันกระตุ้นเตือน และสอดส่องดูแลพระศาสนา ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สืบต่อไปได้อย่างมั่นคง หาใช่การปล่อยปละละเลย ให้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง หรือคณะใดคณะหนึ่ง ฉกฉวยโอกาส ในการสร้าง“มายาคติ” โดยการแสดงอัตตโนมัติของตน เสมือนประหนึ่งว่านั่นเป็น“ข้อยุติ”ที่ถูกต้อง ในลักษณาการของเผด็จการทางความคิด อย่างขาดความชอบธรรมแต่อย่างใดไม่
การตรวจสอบความถูกต้องของพระธรรมวินัยที่แท้จริงนั้น ย่อมสมควรเป็นไปตามแนวทางที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแนะนำเอาไว้ ตามความจาก มหาปเทส ๔ และ กาลามสูตร โดยยึดหลักว่า พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์นั้น
(๑) ต้องเนื่องกับทุกข์และความดับทุกข์เสมอ
(๒) พุทธพจน์ย่อมต้องสอบทานกันเองได้ โดยไม่มีความกำกวม หรือขัดแย้งกันเอง
(๓) เมื่อพิจารณาโดยแยบคายในใจแล้ว พบว่าเป็นกุศลและเกิดประโยชน์
เมื่อใดก็ตาม ที่ข้อธรรมต่างๆ เป็นไปตามองค์ประกอบดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็ย่อมสามารถมั่นใจได้ว่า นั่นเป็นสัตถุสาสน์ คือเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดาอย่างแท้จริง หาใช่การหลงเชื่อตัวอักษรจากพระคัมภีร์ หรือมติของอรรถกถาจารย์ดายไป อย่างผู้ขาดสติสัมปชัญญะ
หรือมิใช่ ?
ข้อความต่างๆ ตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ แต่เดิมเป็นเพียงแค่บทความจากบทความเรื่อง“มหาปรินิพพานสูตร ฉบับตัวกูของกู”เท่านั้น เหตุที่จำต้องนำแยกออกมาทำการขยายความเพิ่มเติม ก็เนื่องมาจากความขัดแย้งทางความคิดอันเกี่ยวกับหลักฐานทางพระคัมภีร์ในประเด็น พระปาฏิโมกข์ ๑๕๐ สิกขาบทถ้วน นั้นมีความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง มากเกินไปกว่าจะสามารถอธิบายให้จบสิ้นได้ด้วย บทความเล็กๆ เพียงบทเดียว
แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกให้มากก็คือ การพิจารณาสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ด้วยวิจารณาญาณอย่างปราศจากอคติ นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะถ้าหากผู้พิจารณาความต่างๆ ยังพินิจพิเคราะห์ด้วยพื้นฐานความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกบิดเบือนไปด้วยแรงผลักดันจาก “อคติ” เสียแล้ว ข้อเท็จจริงอันเป็นสัจธรรม ก็ย่อมถูกทำให้กำกวมมืดมัวด้วยอวิชชาไปอย่างน่าเสียดาย
ดังการอ้างอิงตำราควบคู่ไปกับการพิจารณาความ อย่างสมเหตุผลเชิงภววิสัยด้วย จึงจะนับได้ว่าเป็นการพิจารณา อันประกอบไปด้วยวิจารณาณอย่างแท้จริง การหลับหูหลับตาอ้างตำราหรือครูบาอาจารย์ โดยมิได้พินิจพิเคราะห์ด้วยสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ นั้นย่อมมิอาจได้ชื่อว่าเป็นความประพฤติของผู้มีปัญญาเลยแม้แต่น้อย
การให้ความสำคัญต่อมติของอรรถกถาจารย์นั้นย่อมเป็นการดี หากแต่จะรับเชื่อไปเสียทั้งหมด ย่อมมิใช่การกระทำที่เหมาะสมเป็นแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามติเหล่านั้นจะไปขัด หรือแย้ง หรือมีผลทำให้เป็นการลบล้างความถูกต้องชัดเจนของพุทธพจน์ ก็จำต้องทิ้งไปเสียจึงจะควร
จนแม้มติความคิดเห็นต่างๆ ตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ก็ยังมีค่าเป็นเพียงแค่“อัตตโนมัติ”ของผู้เขียนเท่านั้น จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ เลย ที่ท่านทั้งหลายจะต้องเชื่อถือตาม โดยที่มิได้มีการตรวจสอบความถูกต้อง และความสอดคล้องกลมกลืนกับพุทธพจน์ คือพระดำรัส ตามความจากพระไตรปิฎกอย่างรอบคอบถี่ถ้วนเสียก่อน
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความ “๑๕๐ วิบัติธรรมแห่งเถรวาท”เล่มนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเจริญสติปัญญา และการศึกษาค้นคว้าพระธรรมวินัย ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสฝากฝังเอาไว้กับพุทธบริษัททั้ง ๔ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไปตามสมควรแก่ธรรม นั้นแล