00 ๑๕๐วิบัติธรรมแห่งเถรวาท(คำนำ)

“พระวินัยคืออายุของพระศาสนา”  ความข้อนี้เป็นทั้งพุทธพจน์และมติของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย นับแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมา  จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่คณะสงฆ์แต่โบรารณ จะให้ความสำคัญต่อพระวินัยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะโดยปริยายใดๆ ก็ตาม  ดังการสวดพระปาฏิโมกข์นับแต่พรรษาที่ ๒๑ แห่งปีพุทธกิจเป็นต้นมานั้น  ย่อมเป็นองค์พยานได้เป็นอย่างดีว่า พระพุทธองค์ทรงเอาพระทัยใส่ต่อ “พระวินัย” ในฐานะที่เป็นเป้าหมายหลัก โดยมีการสวดพระปาฏิโมกข์เป็นพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ  ทรงใช้กระบวนการพิจารณาสำรวมในความบริสุทธิ์แห่งศีลพรตของภิกษุทั้งหลายนั้นเอง เป็นบาทฐานในการเจริญสมถะวิปัสสนา ให้เป็นไปโดยธรรมชาติ  ซึ่งเมื่อพิจารณาในมุมนี้จะเห็นได้ว่า จำนวนสิกขาบทของพระปาฏิโมกข์ ย่อมมิใช่ประเด็นสำคัญอะไรเลย  

    หากแต่เมื่อคำนึงถึงในแง่ของการบริหารคณะสงฆ์แล้ว  ความมั่นคงแน่นอนของหลักการ อันเป็นแกนกลาง เป็นหลักอ้างอิงในการบริหารจัดการหมู่คณะ ก็ย่อมมีความสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเช่นกัน   ดังนั้น  ความกระจ่างแจ้งชัดเจนในข้อที่ว่า ภิกษุทั้งหลายต้องสวดพระปาฏิโมกข์จำนวนทั้งสิ้นกี่สิกขาบท จึงเป็นสิ่งที่จะมาทำให้มีความกำกวมคลุมเครือมิได้ ดังปรากฏหลักฐานเป็นพุทธพจน์ ในคราวที่ตรัสกับภิกษุวัชชีบุตร เมื่อช่วงพรรษาสุดท้ายก่อนพุทธปรินิพพาน ซึ่งระบุถึงพระปาฏิโมกข์เอาไว้อย่างชัดเจนว่า “ประกอบไปด้วย ๑๕๐ สิกขาบทถ้วน”

    แต่ประเด็นปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดในบัดนี้ก็คือ  แล้วเหตุใดภิกษุทั้งหลายในปัจจุบัน จึงสวดพระปาฏิโมกข์จำนวน ๒๒๗ สิกขาบท  ซึ่งต่างไปจากพุทธพจน์ตามที่ปรากฏอยู่ใน วัชชีปุตตสูตรและเสขสูตร นั้นเล่า ?

    บรรดานักคัมภีร์ทั้งหลาย ก็จำต้องยกพระคัมภีร์ขึ้นมาอ้างกันพัลวันว่า  ตามตัวอักษรเท่าที่มีในมหาวิภังค์  ปรากฏสิกขาบทอยู่อย่างชัดเจนนับได้ถึง ๒๒๗ สิกขาบทพอดี  โดยอาจหลงลืมไปว่า แม้พระคัมภีร์เองก็ไม่เที่ยง(อนิจจัง)  คงมีการตกหล่น หรืออาจถูกเพิ่มเติมข้อความขึ้นมา ซึ่งจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม  อีกทั้งยังละเลยเหตุผลที่สำคัญไปอีกประการหนึ่งก็คือ  ที่จริงแล้ว พุทธพจน์จากวัชชีปุตตสูตรและเสขสูตร ได้ตรัสถึงลักษณะ หรือองค์ประกอบของ“ธรรม” ในพระปาฏิโมกข์ ไว้อย่างครบถ้วนและชัดแจ้งดีแล้ว  สามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบได้ว่า“ธรรม” ทั้ง ๒๒๗ ข้อ ตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ สิ่งใดใช่ หรือมิใช่ สิกขาบทในพระปาฏิโมกข์ชั้นดั้งเดิมเมื่อสมัยพุทธกาล

    และด้วยการตรวจสอบความถูกต้องของข้อความต่างๆ ในพระไตรปิฎก  ด้วยข้อความอันเชื่อได้ว่าเป็นพุทธพจน์จากพระไตรปิฎกนี้เอง  กลับทำให้ได้ผลลัพท์เพิ่มเติมขึ้นมาว่า  มีข้อความจากบางพระคัมภีร์ ซึ่งเคยเชื่อถือกันอย่างหลับหูหลับตาว่าเป็นพุทธพจน์แท้และมีความถูกต้อง นั้นมิได้เป็นความจริงเสมอไปเสียแล้ว

    อีกทั้ง  การแปลพระบาลีอันเป็นพุทธพจน์จาก วัชชีปุตตสูตรและเสขสูตร กรณีสิกขาบท ๑๕๐ ถ้วนนี้  ก็ปรากฏว่าเกิดปัญหาข้อขัดแย้งอยู่มิใช่น้อย  ดังการแปลความของนักไวยากรณ์บาลีบางคน  กลับแสดงให้เห็นถึงความงมงายไร้สติ โดยมีอคติเชิงอัตตวิสัย  คือมีความเชื่อโดยสนิทใจและ “ตั้งธง” เอาไว้แต่แรกเสียแล้วว่า  การสวดพระปาฏิโมกข์ ๒๒๗ สิกขาบทในปัจจุบันนี้เท่านั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าถูกต้องชอบธรรม  จากนั้นจึงแปลพระบาลีโดยยึดถือเอามติของอรรถกถาจารย์เป็นหลัก เพื่อลากความเข้า“ทิฐิ”ของตน  โดยมิได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่า เขากำลังมีส่วนทำให้พระบาลีที่แจ่มแจ้งชัดเจนถึงเพียงนั้น ได้กลายเป็นข้อความที่กำกวมคลุมเครือไปอย่างไม่สมควร เพียงเพื่อสนองกิเลสตัณหาทางสติปัญญาแบบโลกๆ ของเขาแต่เพียงฝ่ายเดียว !!!!

    ทั้งนี้ทั้งนั้น  พระปาฏิโมกข์นับแต่สมัยพุทธกาลจะมีจำนวน ๑๕๐ สิกขาบทถ้วนจริงหรือไม่ ?
    โดยมีการเพิ่มเติมขึ้นมาจนมีจำนวน ๒๒๗ สิกขาบทในชั้นหลัง ด้วยกระบวนการอย่างไร ?
    และสุดท้ายก็คือ คณะสงฆ์ไทยในปัจจุบันนี้ จะแก้ปัญญหาข้อขัดแย้งนี้ได้หรือไม่ ?

    ก็ย่อมตกเป็นภาระของพุทธบริษัททั้ง ๔ นี้เอง ที่จะต้องช่วยกันกระตุ้นเตือน และสอดส่องดูแลพระศาสนา ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สืบต่อไปได้อย่างมั่นคง  หาใช่การปล่อยปละละเลย ให้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง หรือคณะใดคณะหนึ่ง ฉกฉวยโอกาส ในการสร้าง“มายาคติ” โดยการแสดงอัตตโนมัติของตน  เสมือนประหนึ่งว่านั่นเป็น“ข้อยุติ”ที่ถูกต้อง ในลักษณาการของเผด็จการทางความคิด อย่างขาดความชอบธรรมแต่อย่างใดไม่

    การตรวจสอบความถูกต้องของพระธรรมวินัยที่แท้จริงนั้น  ย่อมสมควรเป็นไปตามแนวทางที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแนะนำเอาไว้ ตามความจาก มหาปเทส ๔ และ กาลามสูตร  โดยยึดหลักว่า พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์นั้น

    (๑) ต้องเนื่องกับทุกข์และความดับทุกข์เสมอ
    (๒) พุทธพจน์ย่อมต้องสอบทานกันเองได้ โดยไม่มีความกำกวม หรือขัดแย้งกันเอง
    (๓) เมื่อพิจารณาโดยแยบคายในใจแล้ว พบว่าเป็นกุศลและเกิดประโยชน์

    เมื่อใดก็ตาม ที่ข้อธรรมต่างๆ เป็นไปตามองค์ประกอบดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็ย่อมสามารถมั่นใจได้ว่า นั่นเป็นสัตถุสาสน์ คือเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดาอย่างแท้จริง หาใช่การหลงเชื่อตัวอักษรจากพระคัมภีร์ หรือมติของอรรถกถาจารย์ดายไป  อย่างผู้ขาดสติสัมปชัญญะ

    หรือมิใช่ ?

    ข้อความต่างๆ ตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ แต่เดิมเป็นเพียงแค่บทความจากบทความเรื่อง“มหาปรินิพพานสูตร ฉบับตัวกูของกู”เท่านั้น  เหตุที่จำต้องนำแยกออกมาทำการขยายความเพิ่มเติม  ก็เนื่องมาจากความขัดแย้งทางความคิดอันเกี่ยวกับหลักฐานทางพระคัมภีร์ในประเด็น พระปาฏิโมกข์ ๑๕๐ สิกขาบทถ้วน นั้นมีความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง มากเกินไปกว่าจะสามารถอธิบายให้จบสิ้นได้ด้วย บทความเล็กๆ เพียงบทเดียว

    แต่เหนือสิ่งอื่นใด  สิ่งที่ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกให้มากก็คือ  การพิจารณาสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ด้วยวิจารณาญาณอย่างปราศจากอคติ  นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด  เพราะถ้าหากผู้พิจารณาความต่างๆ ยังพินิจพิเคราะห์ด้วยพื้นฐานความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกบิดเบือนไปด้วยแรงผลักดันจาก “อคติ” เสียแล้ว  ข้อเท็จจริงอันเป็นสัจธรรม ก็ย่อมถูกทำให้กำกวมมืดมัวด้วยอวิชชาไปอย่างน่าเสียดาย

    ดังการอ้างอิงตำราควบคู่ไปกับการพิจารณาความ อย่างสมเหตุผลเชิงภววิสัยด้วย  จึงจะนับได้ว่าเป็นการพิจารณา อันประกอบไปด้วยวิจารณาณอย่างแท้จริง  การหลับหูหลับตาอ้างตำราหรือครูบาอาจารย์  โดยมิได้พินิจพิเคราะห์ด้วยสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ นั้นย่อมมิอาจได้ชื่อว่าเป็นความประพฤติของผู้มีปัญญาเลยแม้แต่น้อย

    การให้ความสำคัญต่อมติของอรรถกถาจารย์นั้นย่อมเป็นการดี  หากแต่จะรับเชื่อไปเสียทั้งหมด ย่อมมิใช่การกระทำที่เหมาะสมเป็นแน่  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามติเหล่านั้นจะไปขัด หรือแย้ง หรือมีผลทำให้เป็นการลบล้างความถูกต้องชัดเจนของพุทธพจน์ ก็จำต้องทิ้งไปเสียจึงจะควร

    จนแม้มติความคิดเห็นต่างๆ ตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ก็ยังมีค่าเป็นเพียงแค่“อัตตโนมัติ”ของผู้เขียนเท่านั้น  จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ เลย ที่ท่านทั้งหลายจะต้องเชื่อถือตาม โดยที่มิได้มีการตรวจสอบความถูกต้อง และความสอดคล้องกลมกลืนกับพุทธพจน์ คือพระดำรัส ตามความจากพระไตรปิฎกอย่างรอบคอบถี่ถ้วนเสียก่อน

    หวังเป็นอย่างยิ่งว่า  บทความ “๑๕๐ วิบัติธรรมแห่งเถรวาท”เล่มนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเจริญสติปัญญา และการศึกษาค้นคว้าพระธรรมวินัย ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสฝากฝังเอาไว้กับพุทธบริษัททั้ง ๔ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไปตามสมควรแก่ธรรม นั้นแล
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่