นักรบจันทรา ตอนที่ 5

กระทู้สนทนา
เพราะผู้กล้าแสงตะวันบอกว่าเวลาที่เพอลานต้าช้ากว่าแอสนาร์ร่วมสี่ชั่วโมง วันออกเดินทางดาริอุสจึงมีโอกาสเดินเที่ยวในเมืองอีกรอบก่อนเดินทางต่อ ไซเรน่าเขียนจดหมายรายงานกลับไปว่าผู้กล้าแสงตะวันจะไปตรวจสอบที่เพอลานต้าตนจึงจะไปดักหน้าก่อน

    ความจริงไบรอัน แบล็กสโตนเป็นผู้สมคบคิดว่าควรเขียนรายงานส่งไปอย่างไรเพื่อไม่ให้มีปัญหา ให้ทางซีเนียเข้าใจว่าพวกเขาไม่รู้ว่านางอัศวินมังกรเป็นสาย จะได้เดินทางร่วมกันได้อย่างสันติ นางยังเติมเรื่องลงไปอีกด้วยว่าผู้กล้าแสงตะวันบาดเจ็บหนักจากการต่อสู้จึงเดินทางต่อช้า ทั้งที่จริงแล้วตัวนางต่างหากที่ต้องการเวลาพักฟื้น

    “ข้าล่ะแปลกใจจริงว่าเขาทำได้อย่างไร หนังหมีเทียมเนี่ย สัมผัสเหมือนของจริงเลย” ดาริอุสตั้งคำถามขณะโยนห่อของหวานลงถังขยะข้างทาง

    “เจ้ายังไม่เคยเห็นฟาร์มหมี ถือเป็นปศุสัตว์ที่มีความเสี่ยงตายสูงอันดับหนึ่ง เลี้ยงหมีไว้เอาหนังเหมือนงูหรือจระเข้ ยอดคนงานตายสูงลิ่ว”

    “ล้อเล่นแน่” ดาริอุสขมวดคิ้ว

    “ก็ล้อเล่นน่ะสิ” ไบรอันยิ้มกว้าง “เขาถักทอขึ้นจากเส้นใยพืชน้ำที่มีลักษณะคล้ายขนหมีมากๆ แล้วห่อหุ้มด้วยเวทมนตร์อีกชั้นให้เหมือนของจริง ครั้งแรกทำขึ้นเพื่อรณรงค์เรื่องการหยุดล่าหมีเพื่อเอาหนัง ไปๆมาๆก็กลายเป็นธุรกิจส่งออกไปเลย”

    “แล้วมีอะไรที่ข้าต้องรู้ไหม ที่เพอลานต้า”

    “จะเกิดการต่อสู้ขึ้นอย่างรวบรัด โดยรวมแล้วเจ้าก็ทำตัวเหมือนปกติ แค่ดูอยู่ข้างนอกอย่าเข้าร่วมการต่อสู้ด้วย”

    “แต่งานของข้าคือ...”

    “คือการทำตามคำสั่งของข้า” ผู้กล้าแสงตะวันขัด “คราวนี้ข้าสั่งให้เจ้ายืนอยู่หลังข้าแล้วทำตัวเป็นธรรมชาติ ข้าไม่แน่ใจว่าแผนจะเป็นไปด้วยดีหรือไม่...ยายนั่นไม่ยอมให้ข้าเห็นฉากสำคัญทุกทีสิ!” ประโยคสุดท้ายเหมือนไบรอันจะสบถอยู่ในลำคอ

    “ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าแผนสำเร็จหรือไม่”

    “ขอแค่ดำเนินไปขั้นตอนที่วางไว้ข้าก็พอใจแล้ว” ผู้กล้าหนุ่มจับไหล่ดาริอุสให้หยุดบริเวณที่จะใช้มนตร์เคลื่อนย้าย

    ความจริงเวลานี้ยังเร็วไปที่จะดำเนินการตามแผนของพระนางโรเซลฯจอมเผด็จการ ไบรอัน แบล็คสโตนพูดกับตัวเอง ควรรอเวลาอีกสักพักเพื่อความแน่ใจว่าอีกฝ่ายจะทำส่วนของตัวเองได้มากพอเมื่อเขาเข้าไป แต่ไม่มีทางเลือก สาสน์แสดงความกราดเกรี้ยวของพระนางมาถึงเร็วเกินคาด แม้จะบอกว่ายังไม่เจอเจ้าชายมาเวอร์ริคก็ไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอ

    “แล้วเราจะเริ่มงานกันที่ไหนหรือ” ดาริอุสดึงเขาออกจากห้วงความคิด

    “มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับขุนนางชั้นสูงของที่นั่น ข้าต้องไปตรวจสอบตามคำสั่ง” ผู้กล้าแสงตะวันตอบแบบกว้างๆ “พระราชาของที่นั่นยังเป็นเด็กจึงต้องมีผู้สำเร็จราชการแทน นางเป็นพระญาติฝ่ายมารดา คิดว่าปัญหาของเราอยู่ที่จุดนี้ละ”

    ตามแผนดั้งเดิม เขาจะต้องถ่วงเวลาโดยใช้การตามหาเจ้าชายมาเวอร์ริคเป็นข้ออ้าง รอให้นางใกล้หมดทางสู้จึงเข้าไปจัดการปิดปากให้เรียบร้อย หากตอนนี้ยังไม่อาจแน่ใจว่าพระนางโรเซลลิน่า ชัพเพิร์ท ยังมีแรงตอบโต้พวกเขาได้หรือไม่ ทำได้แค่ภาวนาให้ท่านหญิงอ่อนแรงจนไร้ทางต่อต้าน

    ผู้กล้าแสงตะวันคิดขณะใช้มนตร์เคลื่อนย้ายพาผู้ติดตามไปยังเมืองเพอลานต้า...


    “เปลี่ยนจากเย็นมาอุ่นเกือบร้อนแบบนี้ไม่สบายได้ง่ายๆเลยนะ” ดาริอุสบ่นอุบ แสงจากมนตร์เคลื่อนย้ายหายไปแทนที่ด้วยแสงแดดยามเช้าของเมืองทางใต้ อากาศอุ่นหอมกลิ่นดอกไม้ป่าปนดินไหม้ทำให้แทบปรับตัวไม่ทัน

    “รู้ใช่ไหมว่าที่นี่เรียกโรงพักแรมว่าอะไร” ไบรอันนายจ้างเอ่ย ดาริอุสพยักหน้าเพราะเคยมาแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน

    เมื่อเทียบกับแอสนาร์แล้วเพอลานต้าต่างกันออกไป เมืองนี้อยู่เขตอบอุ่นอาคารบ้านเรือนจึงสร้างด้วยไม้เสียส่วนใหญ่ ผู้คนแต่งกายด้วยผ้าแพรบางเบา แล้วก็มีคำเรียกแปลกๆเป็นของตัวเองรวมไปถึงสถาปัตยกรรมจากไม้ที่โดดเด่น

    “ออกเสียงอย่างไรนะ ลีกาน...ลวีกวาน ช่างเถอะ เป็นคำท้องถิ่นเรียกโรงแรมน่ะ ไม่รู้ทำไมเมืองนี้จึงแตกต่างกับเมืองอื่นๆทั้งจักรวรรดิ ทั้งทวีปด้วยซ้ำ มีภาษาเป็นของตัวเอง แต่พูดภาษากลางก็สื่อเข้าใจเหมือนกัน”

    “ก็น่าสนดีไม่ใช่หรือ” ดาริอุสพูดด้วยความรู้สึกสนุก เขายังจำครั้งแรกที่มาเมืองนี้ได้ ภาษาถิ่นทำให้เขาเวียนหัวไปเป็นวัน

    ผู้กล้าแสงตะวันนายจ้างแนะว่าควรเอาของไปเก็บเสียก่อนค่อยคุยกว่าจะทำอะไรเป็นอันดับแรก โรงแรมที่พวกเขาพักเป็นอาคารไม้สองชั้นมีระเบียงทางเดินซับซ้อน รู้สึกได้ถึงความโปร่งสบาย ไม่ว่าจะอยู่ในฤดูหนาวที่มีหิมะตกหรือฤดูร้อนที่แสงแดดแรงกล้า

    “ประเดี๋ยวต้องไปพบพระราชากับผู้สำเร็จราชการก่อน ศัพท์ท้องถิ่นเรียกว่าห้องเต...ฮ้องเท ข้าไม่ถนัดภาษาถิ่นที่นี่จริงๆ”

    “ฮ่องเต้หรือเปล่า” ดาริอุสเสริม เขารู้จักดี เพราะผู้สำเร็จราชการเป็นประธานเครือข่ายการค้าของจักรวรรดิ ในช่วงชีวิตที่อารักขาขบวนคาราวานพ่อค้า ประธานเครือข่ายเป็นคนที่เขาคิดว่ามีชื่อเสียงที่สุด


    พวกเขาไม่ต้องฝ่าห้างร้านและผู้คนอย่างที่ดาริอุสวาดภาพไว้ ซึ่งต้องบอกว่ายุ่งเหยิงและอลหม่าน ผู้คนพูดกันด้วยภาษาท้องถิ่นที่เร็วและเสียงดัง ทางเดินแออัดคลาคล่ำด้วยผู้คนและรถม้าตลอดเวลา ผู้กล้าแสงตะวันใช้มนตร์เคลื่อนย้ายพาไปยืนหน้าประตูทางเข้าราชวังได้ทันที

    ยามเฝ้าประตูผู้สวมเกราะหนังถือหอกยาวเห็นว่าเป็นผู้กล้าจึงคำนับแสดงอาการเคารพแล้วเชิญเข้าไปยังห้องรับรองด้านใน ภายในราชวังให้บรรยากาศต่างกับแอสนาร์ตรงที่ความเข้มขลังที่เกิดจากการตกแต่งด้วยแผ่นไม้ ประตูเลื่อนกรุด้วยหนังมีลวดลายต่างๆ หน้าต่างถูกสลักเสลาเป็นลวดลายงดงาม

    “โดยรวมแล้วก็เหมือนคราวแอสนาร์ หากคราวนี้เจ้าอยู่หลังข้าอย่างเดียว อย่าเอะอะ อย่าโวยวาย หุบปากให้เงียบเหมือนหอยกาบเลยนะ”

    ดาริอุสไม่เข้าใจว่านายจ้างต้องการอะไร แต่คำสั่งก็คือคำสั่ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาจะปิดปากเงียบและอยู่นิ่งๆ

    และแล้วพระราชากับผู้สำเร็จราชการก็เข้ามาพร้อมผู้อารักขา พระราชาหรือฮ่องเต้ของเมืองนี้เป็นเด็กตัวเล็กอายุไม่เกินสิบขวบสวมเสื้อปักลายทองพราวตา ด้านข้างมีคนยืนขนาบอยู่เขาจึงไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สำเร็จราชการกันแน่ ระหว่างหญิงสาวรุ่นเดียวกับเขาซึ่งมีผมสีทองสวยงามใบหน้าเฉยเมย หรืออีกคนหนึ่งซึ่งเขาจำหน้าได้อย่างแม่นยำ

    “คนเมื่อตอนนั้น!” ดาริอุสกระซิบลอดไรฟัน ผู้ชายคนนั้นเขาเคยพบกันที่หุบเขาในแอสนาร์ เป็นผู้สร้างสัตว์ธาตุขึ้นจากน้ำแข็ง! หากตอนนั้นความมืดไม่ได้หลอกตาเขาสาบานว่าเป็นคนเดียวกับที่เห็นตรงหน้า เวเบอร์ เฟียร์เลส!

    เขาคนนั้นเป็นชายผู้มีผมสีทองดวงตาสีพระจันทร์แดงน่ากลัว ท่าทางน่าเกรงขามแม้อายุจะมากกว่าเขาไม่มากนัก ดูเป็นคนรับมือยากสมกับที่ขับเคี่ยวกับผู้กล้าแสงตะวันได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ เพราะได้รับคำสั่งดาริอุสจึงได้แค่คำนับแล้วจ้องตาเขม็ง

    “ขอฝ่าบาททรงพระเจริญ ข้าบาทผู้กล้าแสงตะวันขอแสดงความเคารพแด่ฝ่าบาท” ผู้กล้าแสงตะวันกล่าวเพื่อเปิดการพูดคุย หากไม่รู้จริงๆว่าชายคนนั้นคือเวเบอร์ เฟียร์เลสก็หมายความว่าแสดงละครได้เก่งมาก

    หัวข้อพูดคุยหลักๆก็คือเงื่อนงำเกี่ยวกับเจ้าชายมาเวอร์ริค ผิดกับที่บอกเขาไว้ตอนแรกว่ามีตรวจสอบเรื่องแปลกๆ ส่วนมากคนที่พูดคือเวเบอร์ที่อ้างตัวเป็นผู้อารักขา ส่วนพระนางผู้สำเร็จราชการแม้จะสวยแต่ดูเหมือนหุ่นเชิดมากกว่าคนจริงๆ...


    “คนเดียวกันใช่ไหม”

    นั่นคือคำพูดแรกของดาริอุสเมื่อเดินพ้นประตูราชวัง ผู้กล้าแสงตะวันพยักหน้าอย่างหนักแน่นแล้วใช้มนตร์เคลื่อนย้ายพากลับไปหน้าที่พักโดยไม่พูดอะไรเลยกระทั่งถึงห้อง

    “ข้ามีข้อสันนิษฐานหยาบๆ” ผู้เป็นนายจ้างอรรถาธิบายแก่ผู้เป็นลูกจ้างว่าควรทำอะไรต่อ “ข้าดูออกว่าผู้สำเร็จราชการที่เราเห็นเป็นแค่หุ่นที่สร้างด้วยเวทมนตร์ เจ้าเวเบอร์ เฟียร์เลสนั่นแน่ที่ทำให้เมืองปั่นป่วนด้วยนโยบายแปลกๆอย่างเกณฑ์เด็กเข้าทำงานเหมือง หรือออกคำสั่งให้ผู้หญิงทุกคนทำงานเจียระไนเพชร ต้องเป็นแผนชั่วอะไรสักอย่างของหมอนั่น!”  

    “แล้วตัวจริงอยู่ที่ไหนล่ะ ได้ยินว่าพระนางคือจอมเวทแห่งทิศใต้ไม่ใช่หรือ”

    “เราจะลอบเข้าไปในราชวัง เรารอนางไม่ได้เพราะฝ่ายนั้นรู้แล้วว่าเรามา อย่างไรก็รอไม่ได้ต้องเคลื่อนไหวก่อน” นางที่ว่าคือไซเรน่า ซึ่งจะใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะเดินทางมาถึง เป็นแผนตบตาที่ผู้กล้าแสงตะวันกับนางคิดกันสองคน

    “กรุณาอธิบายแผนด้วย”

    “พวกเราจะเคลื่อนย้ายไปเหนือราชวังชั้นในแล้วหลบซ่อน ข้าสามารถหาแหล่งพลังเวทสูงได้...ข้าสัมผัสได้ว่าผู้สำเร็จราชการตัวจริงยังอยู่ในราชวัง ถูกคุมตัวอยู่ เราต้องไปช่วย”

    คราวนี้ดาริอุสรู้สึกแปลกๆ ผู้กล้าแสงตะวันดูรู้ดีกว่าปกติซึ่งมีท่าขี้โอ่อยู่แล้ว แถมยังร้อนรนโดยไม่บอกสาเหตุ แต่เขาทำได้แค่นิ่งเงียบและทำตามคำสั่ง หากแผนการคราวนี้ราบรื่นก็แสดงว่ามีสิ่งผิดปกติจริงๆ

    แล้วผู้กล้าแสงตะวันก็ดำเนินแผนการบ้าบิ่นเกินความคาดหมายของดาริอุสจริงๆ เขาใช้เวทเคลื่อนย้ายไปอยู่เหนือราชวังร่วม 50 ฟุตแล้วดิ่งลงกลางพุ่มไม้ด้วยความเร็วสูง น่าแปลกที่ไม่มีใครสังเกตเห็นพวกเขาเลย

    ใช้เวลาแค่เสี้ยวนาทีดาริอุสก็รู้ว่าไบรอันทำให้พวกเขาสองคนมีสภาพเหมือนล่องหน นี่กระมังที่ทำให้ไม่มีใครเห็น

    “หยุดซ่อนได้แล้วไบรอัน แบล็คสโตน! พอกันที!” เสียงหญิงสาวกรีดร้องจากด้านในอาคารหลังหนึ่ง ผู้สำเร็จราชการของเมืองนี้เดินกระทืบเท้ามาทางพวกเขาเหมือนเสือร้าย แววตาสีฟ้าส่องสว่างราวคบไต้ ท่าทางผิดกับที่เห็นเมื่อครู่ เหล่าพนักงานในราชวังต่างเข้ามามุงดูด้วยความอยากรู้

    ดาริอุสรู้ทันทีว่าเวทลวงตาถูกถอนออก เหล่าทหารเข้ามาประชิดแต่ได้รับคำสั่งหยุดจากพระนางเหนือหัว

    “เราต้องคุยกันเกี่ยวกับเจ้าตัวพวกนี้!” พระนางโรเซลลิน่าปาตัวอะไรสักอย่างที่เหมือนแมลงมีขามากมายลงพื้นแล้วเหยียบซ้ำทำให้มันหายไปจากสายตา “ไหนล่ะเจ้าชายมาเวอร์ริค ข้าน่าจะรู้ว่าพวกเจ้าหักหลังข้า!”

    “ข้าบาทบอกแล้วว่าไม่สามารถทำตามแผนของฝ่าบาทได้...” ไบรอันตอบอย่างเยือกเย็น

    “ก็เลยรวมหัวกันอย่างนั้นสิ! ข้าน่าจะรู้!”

    “ก็ฝ่าบาทแสวงหาแต่กำไร หากเป็นไปได้ข้าบาทก็อยากได้ที่คุยลับตาคนสักหน่อย แค่เราสามคน จะได้ตกลงให้สิ้นเรื่อง”

    “ก็ดี!” พระนางคำรามในลำคอ คลื่นเสียงประหลาดแผ่ออกมารอบตัวนาง เหล่าข้าราชบริพารโดยรอบล้มฮวบคล้ายกับสลบไสลพร้อมกัน “แต่ข้าไม่โง่ขนาดนั้นหรอกนะ พวกเจ้าใช้แมลงประหลาดนั่นดูดพลังเวทของข้าไปเสียมาก หากไปอยู่ในเกมของพวกเจ้าข้าก็แย่สิ”

    แล้วความมืดก็ค่อยๆเข้าครอบงำดาริอุส สามคนที่ว่าไม่ได้รวมเขาหรอกหรือ...
(มีต่อ)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่