คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 5
ขออนุญาตให้ความเห็นครับ แต่ไม่ได้เป็นทนายแค่เคยผ่านประสบการร์และมีความรู้ด้านกฏหมายบ้างเท่านั้น ขอบอกเป็นหลักกการทั่วไปข้อๆเพื่อให้เข้าใจง่ายๆดังนี้ครับ
1. คุณต้องดูว่ารายละเอียดของสัญญาสินเชื่อธุรกิจที่คุณแม่ทำไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินว่ามีรายละเอียดอย่างไร เป็นสัญญาที่มีการค้ำประกันส่วนบุลคลหรือไม่ หรือเป็นสัญญาที่เอาธุรกิจของคุณแม่ค้ำ
2. ถ้าเป็นการค้ำประกันโดยธุรกิจของคุณแม่เอง ต้องมาดูว่าธุรกิจนั้นจัดตั้งเป็นรูปแบบนิติบุลคลอย่างไร ถ้าเป็น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด คุณก็ไม่ต้องรับผิดชอบแทนคุณแม่ คุณก็ให้ธนาคารไปเรียกจากนิติบุลคลเองเพราะจำกัดความรับผิดเท่าจำนวนเงินที่ยังไม่ได้ชำระค่าหุ้นเท่านั้นเอง แต่ถ้าจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วน หรือค้ำประกันส่วนบุลคล อันนี้ต้องรับผิดชอบแทนคุณแม่ในฐานะทายาท แต่ต้องพิจารณาข้อต่อไป
3. ตามหลักกฎหมายเรื่องมรดก ทายาทจะรับผิดชอบแทนผู้มอบมรดกก็แค่ตามจำนวนที่ได้รับมรดกเท่านั้น ดังนั้นคุณก็รับผิดชอบตามที่คุณเคยได้รับอะไรที่เป็นมรดกจากคุณแม่ของคุณเท่านั้น ดังนั้นตรวจสอบรายละเอียดสัญญาโดยด่วน
4. ถ้าคุณแม่ของคุณเอาหลักทรัพย์ เช่น บ้าน หรือที่ดิน จำนองเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้ำประกันหนี้ดังกล่าวคุณก็ต้องมาพิจารณาว่าอยากจะเก็บไว้หรือเปล่า คุ้มกับมูลหนี้หรือไม่ ถ้าไม่อยากเก็บก็ปล่อยให้ยึดขายทอดตลาดไป แต่ทั้งนี่คุณก็ต้องตามไปร้องหากพบว่ามีการตั้งราคาขายถูกเกินไป หรือไม่คุ้นมูลหนี้ เพราะหากขายทอดตลาดหลักทรัพย์ไม่พอมูลหนี้ธนาคารก็จะเรียกส่วนที่ขาดกับคุณแม่ซึ่งคุณก็ต้องรับผิดชอบไม่เกินมรดกที่คุณเคยได้รับเท่านั้นตามข้อ 3
5. แนะนำให้ปรึกษาทนายความ ที่สภาทนายความก็ได้ครับ ทั้งนี้เพื่อต่อสู้กันต่อไปครับ
1. คุณต้องดูว่ารายละเอียดของสัญญาสินเชื่อธุรกิจที่คุณแม่ทำไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินว่ามีรายละเอียดอย่างไร เป็นสัญญาที่มีการค้ำประกันส่วนบุลคลหรือไม่ หรือเป็นสัญญาที่เอาธุรกิจของคุณแม่ค้ำ
2. ถ้าเป็นการค้ำประกันโดยธุรกิจของคุณแม่เอง ต้องมาดูว่าธุรกิจนั้นจัดตั้งเป็นรูปแบบนิติบุลคลอย่างไร ถ้าเป็น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด คุณก็ไม่ต้องรับผิดชอบแทนคุณแม่ คุณก็ให้ธนาคารไปเรียกจากนิติบุลคลเองเพราะจำกัดความรับผิดเท่าจำนวนเงินที่ยังไม่ได้ชำระค่าหุ้นเท่านั้นเอง แต่ถ้าจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วน หรือค้ำประกันส่วนบุลคล อันนี้ต้องรับผิดชอบแทนคุณแม่ในฐานะทายาท แต่ต้องพิจารณาข้อต่อไป
3. ตามหลักกฎหมายเรื่องมรดก ทายาทจะรับผิดชอบแทนผู้มอบมรดกก็แค่ตามจำนวนที่ได้รับมรดกเท่านั้น ดังนั้นคุณก็รับผิดชอบตามที่คุณเคยได้รับอะไรที่เป็นมรดกจากคุณแม่ของคุณเท่านั้น ดังนั้นตรวจสอบรายละเอียดสัญญาโดยด่วน
4. ถ้าคุณแม่ของคุณเอาหลักทรัพย์ เช่น บ้าน หรือที่ดิน จำนองเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้ำประกันหนี้ดังกล่าวคุณก็ต้องมาพิจารณาว่าอยากจะเก็บไว้หรือเปล่า คุ้มกับมูลหนี้หรือไม่ ถ้าไม่อยากเก็บก็ปล่อยให้ยึดขายทอดตลาดไป แต่ทั้งนี่คุณก็ต้องตามไปร้องหากพบว่ามีการตั้งราคาขายถูกเกินไป หรือไม่คุ้นมูลหนี้ เพราะหากขายทอดตลาดหลักทรัพย์ไม่พอมูลหนี้ธนาคารก็จะเรียกส่วนที่ขาดกับคุณแม่ซึ่งคุณก็ต้องรับผิดชอบไม่เกินมรดกที่คุณเคยได้รับเท่านั้นตามข้อ 3
5. แนะนำให้ปรึกษาทนายความ ที่สภาทนายความก็ได้ครับ ทั้งนี้เพื่อต่อสู้กันต่อไปครับ
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
ธนาคาร
สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
สอบถามผู้รู้เรื่องปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครับ ค่อนข้างซับซ้อนมาก....
รบกวนท่านผู้รู้ช่วยตอบผมหน่อย สับสนมากครับ ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี เพราะทุกวันนี้ ชำระต่อจากคุณแม่ เข้าแต่ดอกเบี้ยอย่างเดียว ไม่เข้าเงินต้นเลย.....(TT---TT)