ลิขิตขัตติยา บทที่ 7

กระทู้สนทนา
ขอบคุณกำลังใจจากคุณ PuPaKae ถูกใจ, GTW ถูกใจ, นวลน้ำผึ้ง ถูกใจ, Inverness ถูกใจ มากมายครับผม



ลิขิตขัตติยา
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้







บทที่ 7






รัตติกาล...

ไยช่างยาวนานยิ่งนัก

จันทร์แจ่มอยู่กลางฟ้า... ราวไม่เคลื่อนคล้อย

เหมือนนิ่ง... นาน... กว่าที่เคย

ยังไม่ครึ่งคืนที่พ้นผ่าน ก็คล้ายสักหลายสิบ... หลายร้อยปี

หลายสิ่ง... ไม่เคยพบ... ก็ได้พบ

หลายอย่าง... ไม่เคยคิดผูกพัน... ก็จำเป็น

เจ้าหญิงเอรียาร์ ราชธิดาแห่งราชาราอาลล์

เพิ่งได้รู้แน่ชัด... เพิ่งได้รู้จัก...

ชีวิตจริง...

ชีวิตที่แท้... ที่ไม่ใช่ของง่าย ไม่ใช่เรื่องง่าย

ที่ไม่ใช่จะทำอะไรๆ ตามใจตัวเองก็ได้... ดังเช่น... ที่เคย

เจ้าหญิง... แห่งอาณาจักรมาราลล์

ไม่อยากสักนิด... ทนฝืน... ยินยอม... ให้ใครก็ไม่รู้

ดูแคลน... หยามหมิ่น...

ซ้ำยังพยายามยัดเยียดความคิด...

กล่าวหาว่าเพื่อนแท้อย่างมาร์มัด... ไม่ใช่คนสัตย์ซื่อ

เยินยอว่าคนทะนงตนอย่างชารีฟ... ทั้งจงรักและภักดี

สับสน... ทั้งที่ไม่เคยเป็น

วิตก... กังวล... ทั้งที่มั่นใจในตัวเองตลอดมา

ที่สำคัญ... เจ้าหญิงเอรียาร์ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า

จะอ่อนไหว... และ... คล้ายๆ จะอ่อนแอ... ได้มากเท่าค่ำคืนนี้

ขณะเดินตามกันมา มีสององครักษ์ที่... น่าจะเป็นองครักษ์จริงๆ ...นำหน้า

ถัดมาเป็นมาร์มัด... เจ้าหญิง...

และอีกหนึ่งองครักษ์... ที่น่าจะเป็นองครักษ์ปลอมๆ ...คอยระวังท้าย

“มาร์มัด เจ้าคิดว่าท่านพ่อจะไม่รู้ถึงสถานการณ์ในซาบาห์บ้างเชียวหรือ”

เจ้าหญิงเอ่ยถามเสียงเบา ราวพูดกับตนเอง

มาร์มัดหันมา ถ่ายทอดคำพูดด้วยแววตา ไม่พูด... ไม่เจรจา...

“มีอย่างหรือ ที่จะให้เราไปแต่งงานกับคนที่มีคู่ครองอยู่แล้ว แล้ว... แล้วมีอย่างที่ไหน มีหรือที่ท่านพ่อจะไม่รู้ เรื่องที่ลูกของกษัตริย์ซาบาห์สองคนนั่น คงไม่ค่อยจะลงรอยกันดีนัก”

พอถ้อยคำพาดพิงถึงคนนอก มาร์มัดจึงจำต้องชะลอฝีเท้า

ชะลอ... ให้เจ้าหญิงขึ้นมาเดินเคียง... และเลย... ล้ำหน้าไปในระยะครึ่งก้าว

ยังให้เกียรติ... ไว้เกียรติให้ราชธิดา ไม่ว่าจะในเวลาใด

“เกล้าฯ... อยากให้องค์หญิง คิดถึงการข้างหน้า มากกว่าเรื่องที่ผ่านไปแล้ว”

เสียงเรียบ... เคารพ... ยังแฝงไว้ด้วยความห่วงใย

เจ้าหญิงใจชื้นขึ้น... เห็นไหมวิศราน์... นี่อย่างไร... คือคนนี้

...เพื่อน... เพื่อนแท้ของเรา

“อะไรเล่า... มาร์มัด... อะไรคือการข้างหน้า ที่เราจะต้องคิดถึง”

“หน้าที่พ่ะย่ะค่ะ”

“หน้าที่อะไร... หน้าที่ที่จะต้องไปแต่งงานกับคนที่มีเมียแล้วน่ะรึ”

กลับยิ่งเศร้า... ยิ่งหมองหม่น...

“หน้าที่ที่มีต่อราชอาณาจักรมาราลล์ต่างหากพ่ะย่ะค่ะ”

องค์หญิงกล้ำกลืนน้ำตา... กระทั่ง... เพื่อน... เพื่อนแท้

ยังหว่านล้อมให้ทำหน้าที่... ที่หัวใจไม่ต้องการ

“ดูท่านมั่นใจว่าระหว่างนี้จะไม่มีใครลอบทำร้ายเราอีก”

เป็นวิศราน์ที่เร่งฝีเท้าขึ้นมา... เทียบเคียง... เทียมเท่ากับเจ้าหญิง

ก่อนหันไปถามมาร์มัด ผู้จำต้องก้าวตามหลัง...

คล้าย... วิศราน์... แสดงให้เห็น...

ถ้ารู้... ความลับนั่น... ก็จงรู้ไว้ซะ... ใคร... ระดับไหน

เจ้าหญิงเอรียาร์... มองค้อน... เคือง... คนที่กล้าขึ้นมาเดินเคียง

“หากท่านกลัว ก็กลับไปเดินรั้งท้ายสิ เผื่อข้างหน้ามีอะไร ท่านจะปลอดภัยกว่าใคร”

เจ้าหญิงกล่าวกระทบกระเทียบซึ่งหน้า

แต่วิศราน์กลับต่อบทสนทนา ราวกับพูดจากันในเรื่องทั่วไป”

“เราต้องคอยระวังหลังเป็นธรรมดา เพราะเห็นเสียแล้วว่า กำลังมีพวกคิดลอบกัด”

มาร์มัดต้องฝืนกลืนน้ำลาย... เอาน่า... ไม่น่าจะกล่าวหาตน

เพราะหากยังหวาดระแวง จะยอมทำตามคำแนะนำของตัวเองได้อย่างไร

เพราะที่แนะนำ... คือให้เปลี่ยนแผน...

อย่างน้อยก็แผนการเดินทาง เพื่อรักษาความปลอดภัยให้พระราชธิดา

เปลี่ยนจากเดินทางกลางคืน เป็นออกเดินทางตอนรุ่งสาง

ระหว่างนี้มีเรือนพัก อยู่ไม่ไกล... หากรีบไป จะได้รีบให้คนกลับมารับวัลลา

แล้ววิศราน์ก็ยินยอม... แม้ท่วงทีจะยังเคร่งขรึมไม่ผ่อนคลาย

แต่การณ์ต่างๆ ก็จะง่ายเข้าอีกเปลาะหนึ่ง

“ใช่ไหม... มาร์มัด ดูท่านมั่นใจ ว่าพวกเราจะปลอดภัย ถ้า... มีท่านร่วมทางมาด้วย”

วิศราน์ถามย้ำมาอีกครั้ง

“ใช่ หนทางสายนี้จะไม่มีใครกล้า เพราะทหารของเราลาดตระเวนอยู่เป็นประจำ”

ทำให้มาร์มัดต้องตอบ... ด้วยท่าทาง... มั่นคง... ว่าคิดดังนั้น... อย่างแท้จริง

“อีกไกลแค่ไหน...”

“อีกไม่ไกล แต่เดินกันช้าขนาดนี้ เราเป็นห่วงวัลลาว่าจะอันตราย”

“ท่านอยากจะพูดอะไรกันแน่”

“ทางสายนี้ แม้จะคดเคี้ยว แต่ไม่ได้มีทางลัดเลี้ยวมากจนจะหลงกันได้ง่ายๆ แค่ขอให้เดินไปตามทาง หมู่ดาวยังไม่ทันได้เคลื่อน พวกท่านก็จะได้พักผ่อนกันอย่างสบาย”

“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านอยากจะพูด หรือว่า... ท่านอยากจะกลับไปรับนางผู้นั้น”

วิศราน์ หัวหน้าหน่วยองครักษ์จากซาบาห์ ยังไล่ถามต่อไปอย่างรู้ทัน

“เราเป็นห่วงนางก็จริง แต่ห่วงเจ้าหญิงมากกว่า จึงอยากล่วงหน้าไปก่อน ส่งม้าเร็วมา
รับพวกท่าน และจะได้ส่งคนไปรับวัลลาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

“ท่านคิดอย่างนั้นแน่รึ”

“ทำไมล่ะ...องครักษ์...วิศราน์... ท่านอย่าประมาทน้ำใจเราเกินไปนัก”

ต้องทำเป็นขุ่นเคืองให้บ้าง จะได้รู้ว่าที่พูดมานี้... เป็นเรื่องจริง... เกือบทั้งหมด

“เปล่า... เรา... ไม่เคยประมาท”

ย้ำ... เน้น... ทุกคำเช่นกัน... ไม่เคยประมาท

คำพูดถัดมาจึงค่อยผ่อนเสียงลงเป็น... ทีเล่น... มากกว่าทีจริง

“เพียงเรา เกรงว่าไอ้โจรป่าพวกนั้น หากไม่มีท่านอยู่ในกลุ่ม มันก็จะลงมือ”

“พวกมัน... หนีเตลิดไปอีกทิศทางหนึ่งด้วยซ้ำ”

“อย่างที่เราบอกนั่นละ มีท่านอยู่ด้วยย่อมอุ่นใจมากกว่า นางผู้นั้น วัลลา ก็เป็นองครักษ์ เป็นกองกำลังส่วนตัวของเจ้าหญิง น่าจะรักษาตัวรอด ไม่ใช่หรือ”

เกมชิงไหวชิงพริบ จึงจบลงไปอีกคำรบ

สองชายชาญ สองนักรบ... ช่ำชอง... ชำนาญยุทธวิธีไม่แพ้กัน

กลศึก... พิชัยสงคราม... ต่างต้องเคยร่ำเรียน จากสำนักใหญ่...

ขึ้นชื่อว่าผู้เชี่ยวชาญ... ตำรายุทธพิชัย กี่ตำรับ กี่ตำรา... ต้องเคยศึกษาเฉกกัน

รู้ทันกัน... ทั้งเล่ห์... ทั้งกล...

อ่านกันออก... ทั้งเลศ... ทั้งนัย... ในทุกการกระทำ

ในใจวิศราน์ย่อมคิด หากการถูกโจมตีเมื่อครู่ เป็นฝีมือของมาร์มัดจริง...

เมื่อครู่... มาร์มัดพลาด... เขาจะไม่เปิดโอกาสให้เป็นครั้งที่สองอีกเด็ดขาด

“ถ้าท่านองครักษ์ใหญ่... ไม่อยากประมาท... ขนาดนั้น... เราก็เดินกันต่อไป”

เป็นฝ่ายมาร์มัดที่กล่าวเป็นทำนอง... ดูแคลน... เอาบ้าง

“อย่างนั้นเชิญท่านมาเดินระวังหลังกับเรา หากทางข้างหน้าปลอดภัยดีอย่างที่ว่า ซาวัตกับซานิต จะได้เร่งเดินทาง”

“ได้...”




เพราะตอนถูกโจมตี ต้องปล่อยม้าให้เตลิดไป

มาร์มัดก็ให้เหตุผลคล้ายกับเช่นนั้น...

คือ... ตอนช่วยวัลลาเอาไว้ การสู้ในพงไพร บนหลังม้า ยามค่ำคืน จะเสียเปรียบ...

ต้องทิ้งม้า ให้คล่องตัว... ได้ใช้อาวุธทั้งสองมือ...

ได้แสดงฝีมือ... เต็มที่... สมศักดิ์ศรี...

สมเกียรติภูมิของผู้บัญชาการทหารแห่งอาณาจักรมาราลล์

แต่...

ตอนนี้... ทุกคนต้อง... เดิน

ข้างหน้า... สองคน... เร่งฝีเท้าได้เร็วขึ้น เพราะทางโล่งมีแสงจันทร์ช่วยส่องนำ

ข้างหลัง... สองคน... ต่างมั่นใจในฝีมือ...

คนหนึ่ง... มั่นใจ... แม้มีคนลอบทำร้าย... ก็ไม่หวั่นเกรง

อีกคน... ก็มั่นใจ... คนที่จะลอบทำร้าย... ไม่ได้มุ่งหมายที่ตนเอง

เป็นคนกลาง... ที่ได้แต่เดินตาม... เร่งฝีเท้าตาม...

ก้าวตาม... กระทำตามจังหวะที่ต้องทำ...

ทั้งที่ใจไม่อยากทำ

เจ้าหญิงเอรียาร์คิดไว้แล้ว... ต้องหาทางหนีกลับไปราชวัง

ต้องกลับไปกราบทูลรายละเอียดทั้งหมดให้ท่านพ่อทรงทราบ

หรือ... หากพระองค์จะทรงรู้อะไรๆ ดีกว่าใครอื่นทั้งหมด

เจ้าหญิงก็อยากจะซักถามให้กระจ่างแจ้ง... ในทุกๆ เรื่อง

“ไหนว่าเป็นทางหลวง มีหน่วยลาดตระเวน ไยคดเคี้ยวนัก”

เพราะต่างคนต่างเงียบ เมื่อมีเสียงถาม จึงต่างได้ยินชัด

วิศราน์เอ่ยกับมาร์มัดด้วยรู้สึกไม่สบใจนัก กับหนทางเดิน

“เส้นทางเดิม แต่โบร่ำโบราณ ไม่รู้ใช้สัญจรกันไปมาตั้งแต่ครั้งไร”

มาร์มัดตอบเรื่อย... ให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา

“แต่มาราลล์ก็ใหญ่โต เจริญรุ่งเรืองนับเป็นศตวรรษ ไยปล่อยให้รกร้าง”

“หนทางกันดาน ไม่ใช่เพียงยากลำบากกับชาวบ้านที่สัญจรไปมา”

“จะบอกว่า... ใช้เป็นปราการธรรมชาติ ช่วยป้องกันภัยจากภายนอกน่ะรึ”

“หรือท่านคิดว่ายังไงล่ะ ท่าน... องครักษ์”

“หากข้าศึกเข้าประชิดติดอาณาเขต ในเมืองจะส่งกำลังมาช่วยไม่สะดวก”

มาร์มัดยิ้มให้ ก่อนจะตอบคำ

“นั่นเป็นเรื่องของมาราลล์ ท่านไม่ต้องเป็นกังวลแทน”

ที่มาร์มัดพูดไป... ล้วนถูกต้อง... ในฐานะผู้บัญชาการทหาร ดูแลอาณาจักรมาราลล์ เรื่องยุทธศาสตร์ทางการทหาร เรื่องชัยภูมิ... ภูมิประเทศ... ต้องเป็นความลับ

“แต่เรากังวล คนเดินอยู่กลางที่โล่ง ย่อมต้องเกรงคนลอบทำร้าย”

“ท่านพูดเองนะวิศราน์ อยากให้เราร่วมทางอยู่ด้วย ท่านจะรู้สึกปลอดภัย”

มาร์มัดยังเยาะ สบตาตรงๆ กับสายตาขวางๆ ที่มองสวนกลับมา

“ใช่...” วิศราน์เสียงเครียดขึ้น... “อย่างน้อย ก็ปลอดภัยจากท่าน!”

เป็นมาร์มัดบ้าง ที่ต้องส่งความขัดเคืองออกไปทางสายตา

วิศราน์หยุด... พร้อมเต็มที่... หากจะมีการวางมวยกันเกิดขึ้น

แล้วเสียววิหคก็ก้องฟ้า... แซนด์... พญาเหยี่ยว... ตาบนฟ้าของวิศราน์

ร้องก้อง... บอกสัญญาณอีกครั้ง... อันตราย!

อันตราย!... อันตราย!... ....อันตราย!

เจ้าหญิงเอรียาร์ก็จำได้ เสียงร้องเช่นนี้... เตือนภัย... อันตราย

ราชธิดาแห่งมาราลล์รีบหมอบ หลบลงให้พ้นการโจมตีจากระยะไกล

หญิงสาวชักกริชคู่กาย กริชวงเดือน กระชับไว้ในมือ...

พร้อม... เผชิญการถูกโจมตี

ผู้พิทักษ์... ผู้ทำหน้าที่องครักษ์ทั้งสี่

ถอยมารวมกัน... ล้อมเจ้าหญิงเอาไว้...

หันหน้าออก... พร้อมประจญประจัญกับทุกทิศทาง

เฟี้ยว!...

มาแล้ว... ลูกธนูดอกแรก... โจมตีมาแล้ว

สองดอก สามดอก... โจมตีติดๆ กัน จากทิศทางเดียว

วิศราน์กับมาร์มัด ป้องกันไว้ได้คนละดอก...

ดอกที่สาม... เจ้าหญิงตวัดกริช... กริชคู่ แยกคมเป็นสองปลาย

ด้ามกริชกลับกลายเป็นอยู่กลาง สองปลายโค้งสลับ...

พอควงก็คล้ายโล่... เป็นโล่วงเดือนวาววับ... ต้านทานลูกศรดอกสุดท้ายเอาไว้ได้

สามองครักษ์จากซาบาห์โก่งธนู ขึ้นสาย... ยิงศร... โจมตีสวนกลับไปทันที

ภาวะกะทันหัน... อาจไม่สังเกต... มาร์มัดคล้ายมีปฏิกิริยาเชื่องช้าลง

ลูกธนูของฝ่ายถูกโจมตี... พุ่งฝ่าเข้าไปในความมืด... ในความรกชัฏ

ไม่มีเสียงอื่นใด... ไม่โดน...

ศัตรูในที่มืด... โจมตี... แล้ว... นิ่ง... เงียบ... ซุ่มซ่อน...

ความตึงเครียดบังเกิด... วงล้อมป้องกัน... แคบเข้า... แคบจนอยู่ในระยะประชิดตัว

สามร่าง... สูงใหญ่... เฉกเช่นชายชาตินักรบทั่วไป... บังองค์หญิงไว้มิด

อีกร่าง... เจ้าหญิงเอรียาร์ก็รู้ดี... เขาทะนงองอาจไม่แพ้ใคร...

แต่ความสูงนั้นไม่...

เขารูปร่างเล็กกว่าคนอื่น... ความสูงประมาณกันกับเจ้าหญิง...

เมื่อย่อ... พร้อมกระโจนเข้าใส่... ใครก็ตามที่บุกเข้ามา

เพียงเจ้าหญิงยืดตัวขึ้นนิดเดียวก็ได้เห็น...

เบื้องหน้า... คือความมืดมิด...

เพราะเมฆเคลื่อนเข้าบังจันทร์... จึงยิ่งมืด

เสียงฝีเท้าดังขึ้น... เบา... รวดเร็ว... วิ่งอย่างรวดเร็ว ไม่ไกล... ระยะใกล้...

ศัตรูเคลื่อนไหว... แต่ไม่อาจจับทิศทาง

จนธนูอีกสามดอก โจมตีเข้ามา... ระลอกที่สอง

สององครักษ์จากซาบาห์ ขยับเข้าซ้อนข้างหน้า

ป้องกันมาร์มัด วิศราน์และเจ้าหญิงเอรียาร์เอาไว้

ปัดป้องศรทั้งสามดอกเอาไว้ได้... ทันทีกับ... วิศราน์ยิงสวนออกไป

(มีต่อ)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่