ยกฟ้อง 'ยิ่งลักษณ์' ทำน้ำท่วมใหญ่นครปฐมปี 54

กระทู้สนทนา
http://www.thairath.co.th/content/436685

ศาลปกครองกลาง ยกฟ้อง "ยิ่งลักษณ์" กับพวก ปมบริหารจัดการน้ำผิดพลาด จนทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ชี้ สาเหตุหลักเกิดจากพายุ ซึ่งถือเป็นภัยธรรมชาติ

วันที่ 16 ก.ค. ที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลาง อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ส.23/2555 ที่นางสุทธิรักษ์ ทองวานิช พร้อมพวกชาวบ้าน ใน จ.นครปฐมรวม 10 ราย ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (ดำรงตำแหน่งขณะนั้น), ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, รมว.เกษตรฯ, กรมชลประทาน, กระทรวงมหาดไทย, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม, ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและกระทรวงการคลัง เป็นผู้ถูกฟ้อง ที่ 1-11

ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จากกรณีที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1-11 บริหารจัดการน้ำผิดพลาดทำให้มวลน้ำจำนวนมหาศาลได้ไหลสู่พื้นที่ต่ำออกสู่ทะเล ซึ่งผ่านแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกง

นอกจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้ปิดกันประตูระบายน้ำ วางสิ่งกีดขวางทางน้ำ เป็นเหตุให้น้ำไม่ไหลไปตามทิศทางตามธรรมชาติ ทำให้น้ำท่วมขัง บริเวณจังหวัดนครปฐม ทั้งยังส่งกลิ่นเน่าเหม็น และทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย พร้อมขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย จำนวนกว่า 3.7 ล้านบาท และจัดทำแผนป้องกันน้ำท่วม

ต่อมา ระหว่างการพิจารณา นายวิชัย ชัยพัฒนศักดิ์ ผู้ฟ้องที่ 9 ได้ขอถอนฟ้อง จึงเหลือแค่ผู้ฟ้องที่ 1-8 และ 10 เท่านั้น

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ช่วงระหว่างเดือน มิ.ย.–ต.ค. 2554 ประเทศไทยเกิดพายุโซนร้อนและมรสุมจำนวนหลายลูก ในตอนบนของไทย รวมทั้งเกิดน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายให้กับสถานที่ต่างๆ และบ้านเรือนประชาชนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งที่พักอาศัยของผู้ฟ้อง โดยมีปริมาณน้ำสะสมในเขื่อนต่างๆ อาทิ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนอื่นๆ มากที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งผู้ถูกฟ้องมีความพยายามในการระบายน้ำในระดับสูงสุดและต่ำสุด ให้เหมาะสมแล้ว

แต่ขณะเดียวกัน ระหว่างนั้นประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ได้พังทลายลงเป็นแห่งแรก และประตูระบายน้ำแห่งอื่นๆ ก็พังทลายลงตามมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลไหลจากภาคเหนือลงสู่ภาคกลาง รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ถูกน้ำท่วมด้วย ระหว่างนั้นผู้ถูกฟ้องก็ได้ดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันน้ำไม่ให้เข้าท่วมพื้นที่ กทม. ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการวางแนวกระสอบทรายขนาดใหญ่ หรือบิ๊กแบ็ก เป็นระยะทางยาว ตั้งแต่สถานีตำรวจดอนเมือง ไปจนถึงประตูระบายน้ำคลอง 2 รวมทั้งการยกระดับถนนสูง 6 เมตร

ขณะที่การวางแนวป้องกันดังกล่าว บริเวณที่พักอาศัยของผู้ฟ้องที่ 1-8 และ 10 ไม่ได้กระทบโดยตรง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ อ.นครไชยศรี และ อ.สามพราน เพราะน้ำบริเวณดังกล่าว สามารถไหลลงสู่คลองทวีวัฒนา ก่อนที่จะเข้า จ.นครปฐม และไหลลงสู่แม่น้ำท่าจีนได้ จึงเป็นการวางแนวป้องกันน้ำฝั่งตะวันออก เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบพื้นที่ กทม.ชั้นใน และพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ มิใช่การเลือกปฏิบัติที่จะป้องกันพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ขณะที่ผู้ถูกฟ้อง ก็ได้ดำเนินการมาตรการเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 5,000 บาท ต่อหลังคาเรือนแล้ว รวมทั้งมาตรการเยียวยา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและคำสั่งอื่นๆ

ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกฟ้อง จึงยังไม่เป็นการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 และไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายที่กระทำล่าช้าเกินสมควร และไม่มีเหตุต้องชดใช้ค่าเสียหาย จึงพิพากษายกฟ้อง

ทางด้าน นางอภิญญา ชูสว่าง ผู้ฟ้องคดีที่ 3 กล่าวว่า ตนเคารพในคำพิพากษาของศาล แต่ในฐานะประชาชนผู้เสียหาย เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ซึ่งเงินช่วยเหลือที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมเสียหาย ตนก็ไม่ได้รับแต่อย่างใด รวมทั้งเห็นว่ารัฐบาลบริหารจัดการน้ำไม่ถูกต้อง ซึ่งบ้านตนถูกน้ำท่วมสูงถึง 1.50 เมตร ภายในระยะเวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้เก็บข้าวขาวอพยพหนีออกมาไม่ทัน ซึ่งหากเกิดจากน้ำท่วมโดยธรรมชาติไม่น่าจะรวดเร็วขนาดนี้ อีกทั้งบ้านตนถูกน้ำท่วมก่อนที่จะสร้างแนวเสริมคันกั้นน้ำด้วย โดยสาเหตุทั้งหมดเป็นเพราะการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของรัฐบาล.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่