กลุ้มใจ เพื่อนพนักงานส่วนตำบล ยืมเงินไม่จ่าย ค้ำประกันให้แล้วหนี

ทำงาน อบต. ได้ไปโรงไปศาลก็หนึ่งครั้ง
มีวี่แววอยู่รอมร่อว่าจะได้ไปอีก ครั้งแรกทำงานที่บุรีรัมย์ นอกจากมีปัญหากวนใจเหมือนว่าเราไปทำการแย่งแฟนใครแล้ว มีคนนินทาให้ผ่านหูบ่อยๆก็หลายครั้ง
ทั้งๆอีสานใต้สุรินทร์ และบุรีรัมย์ก็วัฒนธรรมใกล้เคียงกัน (หากรู้ว่าอดีตสามีที่หย่าไมเมื่อต้นปี มีอะไรกับใคร หรือรักอยู่กับใคร คงไม่แต่งกับเขาหรอก ทีนี้ก็เห็นสนิทสนมกันเกินพอดี ไปงานแต่งหลานเขา เขาเอาใจแต่ผู้หญิงคนนั้น นั่นแต่งยังไม่ถึงปี กว่าอดีตสามีจะยอมหย่าก็นาน แต่งต้นปี 47 หย่าต้นปี 57)
รู้สึกอีดอัด เวลาที่ทำงาน บางครั้งเหมือนเป็นที่ส่วนตัว
ไม่เคยมีหนี้สิน แต่ครั้งแรกที่เป็นหนี้ก็เนื่องจากอยากนำเงินมาปรับปรุงบ้านเอื้ออาทรที่เช่าซื้อที่จังหวัดสุรินทร์ ทำงานปี 49 ปลายปีเดือนตุลา เห็นประกาศโครงการนี้ ใจจริงอดีตสามีไม่อยากได้ แต่เราอยากได้ เพราะไม่อยากอยู่บ้านพ่อ เขตนั้นใกล้ตลาด พ่อค้าแม่ขายบ้านพวกเขาเสียงดัง คือเขาก็อยู่ห่างจากสุรินทร์ก็มาเช่าบ้านขายมะพร้าว กะทิ นานมาแล้ว ทำอะไรเสียงดังมากๆ ไม่เกรงใจใคร พูดจาเสียงดัง
ไม่รู้ตอนสมัยน้องสาวสองคนเรียนมัธยมตอนอยู่กับพ่ออยู่บ้านนี้ไปได้อย่างไร
เรามาทำงานตอนจบราชภัฏแล้ว เจอเอง เห็นเอง น้องอยู่กับพ่อ บ้านนั้นสาวๆเยอะ พ่อเราก็บางทีเมาบ้างเดินไปคุยบ้าง พวกเขาพูดเขมรกัน คงคุยกันกับพ่อเรารู้เรื่อง แต่เราพูดไม่เป็น เพราะเกิด และโตที่จังหวัดเลย
พวกเขาเข้าทางญาต คุณย่าด้วย
คุณย่าเสียไป ไม่รู้อาๆหลอกพ่ออย่างไร ไม่แบ่งสมบัติให้พ่อ ให้พวกเรา
สรุปทำงาน อบต. ปัญหาเยอะ ทั้งเรื่องการเซ็นต์ตรวจร้บงาน บางทีเรารู้ว่าเราเป็นผู้หญิงจะตรวจรับงานอะไร ก็ไม่รู้ราคาจริง เคยโดนหลอกให้เซ็นต์ก็มี
ช่วงที่ต่อเติมบ้านจะรู้ราคาของ วันดีคืนดีก็มีคนให้ตรวจรับงานทำท่อน้ำเข้านา เราดูไปแล้ว คิดราคาวัสดุไม่ถูกเราบอกไม่เซ้นต์พวกเขาบอกว่าเซ็นก่อนแล้วทำบันทึกย้อนหลังว่าไม่เอาก็ได้ ที่ไหนได้ ไม่ได้ (เพราะถามเพื่อนทีหลัง)
ถึงว่าสิ ใครๆก็อยากทำงานการเมือง ทุกอบต.คงเป็นแบบนี้ (อยากทำไม่ใช่อยากอะไรหรอก คือมันมีเปอร์เซ็นต์)
มาสุรินทร์ก็มีปัญหา โดนเลขานายก ว่าเราไม่ทำงาน ให้หาที่ย้ายด่วน
ทำหนังสือว่าเรา ฟ้องเรา
เราก็ต้องชี้แจง เรื่องไปถึงกระบวนการจังหวัด แต่เราคือไม่ผิด (แต่พวกเขาคงสนุกที่แกล้งเราได้)
ไม่อยากบอกว่าเกี่ยวกับเรื่องสีเสื้อหรืออะไร เพราะคิดว่าสีบางสี ก็มีหลายกลุ่มหลายก้อน)
ทำงานที่ใหม่เปลี่ยนงานไปอีกที่แต่อยู่ได้ไม่นานก็ย้ายกับเพื่อนร่วมงานตำแหน่งเดียวกัน มาอยู่ที่ปัจจุบันนี้
แต่มีการค้ำประกันเพื่อนร่วมงานไว้หลายคนจากที่ทำงานที่แรก ผลของมันทำให้เรารู้สึกว่าเราแย่ เราสงสารเวลาเขาไม่มีใครค้ำให้แล้วแล่นมาขอเราก็ค้ำให้ ฝนตก ก็ฝ่าฝนขับรถยนต์มา มาบอกว่าจะเข้ากรุงเทพด้วย ไม่มีเงิน หลงให้ยืมเงิน แต่ไม่คืน
คนนี้ทำให้เราต้องขึ้นศาลเป็นคนแรก เล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟัง มีสามีตั้งแต่เป็นนักศึกษา คุณพ่อทำงานอยู่อำเภอ เกษียณแล้ว คุณแม่ขายก๋วยเตี๋ยว
โธ่ ไม่ยอมคืนเงิน เราไปตามที่บ้านที่เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวหลายครั้ง เงินไม่มากเท่าไหร่ ไม่ถึงสามพันแต่ไม่คืน การค้ำประกันให้เขา ไปศาล เขาก็ไป เขาไปประนอมหนี้ แต่ตอนนี้เขาออกจากราชการแล้ว

อีกคนหนึ่งเพิ่งมีหนังสือมาให้ไปศาล พี่เขาคงไม่จ่ายมาสามเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าเราต้องรับเคราะห์อย่างไร เราต้องไปขึ้นศาลนางรองเดือนกรกฎาคม


อยู่อบต.ใหม่
ลูกสาวอดีตกำนัน รอบที่แล้วหยกๆ มาอ้อนวอน ยืมเงินเราไปสองหมื่นเจ็ด แล้วหายเงียบ ตอนนี้โดนออกแล้วเพราะไม่มาทำงานเกินสิบห้าวัน เกือบได้เป็นครูบรรจุใหม่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ ทั้งๆได้ทุนเรียนด้วย ไม่รู้ว่าต้องชดใช้ทุนอย่างไร
คนที่ค้ำประกันหนี้นอกระบบให้เธอยิงตัวตาย เป็นเพื่อนบ้านเธอเอง ใจเราคิดว่าจิตใจเธอทำด้วยอะไร รู้ทั้งรู้ว่าหนี้นอกระบบตามจิกตามทวง ก็หนีไปปล่อยให้คนค้ำรับเคราะห์ เคยเหมือนกันไปบ้านเธอ เห็นกับตาว่าเจ้าหนี้ไม่ทำอะไรพ่อกับแม่เธอ คงเกรงอิทธิพล หรือบารมีกำนันเก่า

อีกหนึ่งคนที่เราค้ำเป็นครูพี่เลี้ยงเหมือนกัน แต่เธอมีอาชีพเป็นนายหน้าด้วย เพิ่งมาทราบว่าเธอนำรถคนอื่นไปขาย โดยตามหาตามตัวเหมือนกัน
ทำงานอบต.มาหลายปี เป็นครูพี่เลี้ยงเกือบได้บรรจุเป็นข้าราชการเหมือนคนแรกแล้วเหมือนกัน ออกไปก็ไม่รับผิดชอบหนี้สิน
ตอนนี้เราค้ำประกันให้เธอ หนึ่งแสน ธนาคารประชาชน เรามีความรู้สึกว่าที่เธอไม่มาใช่หนี้ธนาคารเพราะว่าเธอคิดว่าเพื่อนๆคงจ่าย (เพราะกลัยเครดิตเสีย) แต่เราไม่จ่ายหรอก เมื่อวานโทรไปถามธนาคาร จนท.บอกว่า หากไม่จ่ายให้คนกู้คนค้ำต้องไปศาลหลังจากมีหนังสือแจ้งมาสามครั้งแล้ว
และจะกลายเป็นบุคคลล้มละลายทันที

สองคนนี้ชอบน้ำเงินเด็กเล็กไปใช้ส่วนตัว ไม่นานมีผู้ปกครองถาม เข้ามาถามถึงในอบต.บ้าง มาประชุมซักถามบ้าง มีครูแอบเล่าให้เราฟังว่าถึงขนาดเรียกเก็บเงินผู้ปกครองจากศูนย์อื่นไปใช้หนี้ให้แทน ศูนย์ที่ตำบลนี้มีทั้งหมดเจ็ดศูนย์



เราเครียดกับวีรกรรมวีรเวร กรรมเวร ของเพื่อนๆพวกนี้จริงๆ เมื่อไหร่เราจะหลุดพ้น

มีอีกคนยืมเงินเราหนึ่งหมื่น นานแล้วไม่จ่ายบอกว่ากู้ธนาคารได้จะจ่ายตอนนี้ไม่เห็นอยากจ่าย แม้เจ้าหนี้นอกระบบจะมาเตือนที่ศูนย์ แต่เธอก็ไม่ค่อยน่าเป็นห่วงนัก แต่เวลามอเตอร์ไซด์มาเก็บเงิน เธอจะให้เพื่อนๆ โกหกช่วยว่าเธอไม่มาทำงาน บางทีเธอก็แอบขี่มอเตอร์ไซด์ไปข้างนอก ไปจนเป็นกิจวัตร เรารู้สึกแย่ เพราะมีช่วงหนึ่งเราทำงานแล้วเจ้านายให้ไปศูนย์เด็ก เธอก็ยืมมอเตอร์ไซด์เราไปนานจนเราเดือนร้อน จะกลับบ้านก็ไม่ได้กลับ
เธอเคยเล่าให้ฟังว่ามีญาติทำตลาดใหม่ เช่าที่คนอื่นทำตลาด ถามเราว่าอยากเช่าไหม เราก็สนใจนะ เพราะเป็นการทำงานสุจริต
แต่ตอนนั้นใครๆก็เตือน อดีตสามีก็บอกว่าเราไม่มีเวลาขายหรอก
คนข้างบ้านก็มาเล่าให้ฟังว่าสนใจไหม
สรุปว่า ใกล้เปิดตลาดแล้วตลาดยังไม่เรียบร้อย คนบางคนไม่ไปขาย เพราะต้องลงทุนติดตั้งทุกอย่างเอง ไม่ว่า ไฟ น้ำ เพราะที่นั้นสะดวกอย่างเดียว คือใกล้ถนนสี่เลน แต่ว่าเอาเข้าจริง รับเงินมัดจำเขาแล้วไม่ทำให้ดี นี่คนขายต้องจ่ายรายเดือนอีก เราเคยไปครั้งหนึ่ง ของแพง แถมเวลาฝนตกหน้าตลาดก็มีโคลน สงสัยจริงว่าคนไปซื้อของซื้อได้อย่างไร ในเมื่อของแพง ที่น่าสงสารก็พ่อค้าแม่ค้าที่จ่ายเงินเขาไปแล้ว แต่พอไม่ขายเขาไม่คืนเงินให้นี่สิ

สรุปว่าอบต.ใหม่ เพื่อนยืมเงินเราไปเจ็ดหมื่นกว่า แต่ว่าหลายคน มีทั้งที่ทำงานอยู่ และที่ออกจากงานไปแล้ว เรากลุ้มใจมาก

ที่สำคัญบางคนให้เราค้ำประกันเงินในระบบด้วย เราจะทำอย่างไรดี เรากลุ้มใจมาก เรื่องต้องไปโรงไปศาล เราจะโดนตำรวจจับเข้าคุกไหม หากเราไม่จ่ายแทนคนยืม เราจะกลายเป็นคนล้มละลายไหม

รู้สึกว่าพวกเขาได้ไปเสวยสุขบางคน มีเงิน มีงานที่อื่นทำ  บางคนก็วนเวียนทำงานใกล้กับเรา เหมือนเดิม  และเหมือนพวกเขาเป็นแก็งค์ที่ลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ในสังคมเรา

เพื่อนๆท่านใดชี้แนะแนวทางการแก้ปัญหาให้เราบ้างได้ไหมคะ  เรากลุ้มใจมาก เราทำงานอบต.เหมือนอยู่ในขุมนรกจริงๆ นี่ขนาดงานของรัฐนะ ยังทุกข์ถึงเพียงนี้

หลักธรรม หรือหลักกฎหมายใด จะทำให้เราพ้นจากสิ่งชั่วร้ายเลวทรามพวกนี้ได้คะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่