วันนี้ผมขออนุญาตหยิบเรื่องที่ "เจ็บที่สุด" ในชีวิตการเงินของผมมาแชร์ครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการลงทุนพลาด หรือการใช้เงินเก่ง แต่มันคือเรื่องของ "ความใจดีที่ผิดที่ผิดทาง" นั่นคือการเซ็นชื่อ "ค้ำประกัน" ให้กับคนที่ผมไว้ใจ
เชื่อว่าหลายคนคงเคยตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจ เมื่อญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิทเดินมาหาพร้อมเอกสาร แล้วบอกว่า "ช่วยเซ็นให้หน่อย แค่เป็นพิธีเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก" กระทู้นี้ผมเขียนขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเอง ก่อนที่จะตัดสินใจเซ็นชื่อลงไปในกระดาษแผ่นนั้นครับ
คำว่า "ไม่มีอะไรหรอก" คือคำโกหกที่ใหญ่ที่สุด
ในการค้ำประกันตามกฎหมาย (แม้จะมีการปรับปรุงกฎหมายใหม่ให้คุ้มครองผู้ค้ำมากขึ้นในปีที่ผ่านมา) แต่ความจริงก็คือ "ถ้าลูกหนี้ไม่จ่าย คุณคือเป้าหมายต่อไป"
ทันทีที่คุณเซ็นชื่อ คุณกำลังบอกกับเจ้าหนี้ว่า "ถ้าเขาเบี้ยว ผมจะจ่ายแทนเขาเองทุกบาททุกสตางค์" นี่ไม่ใช่แค่เรื่องพิธีการ แต่มันคือภาระผูกพันทางกฎหมาย 100% ครับ
มิตรภาพ "ขาด" ทันทีที่มีปัญหาเงิน
ตอนมาขอให้ช่วย เขาจะยกเหตุผลร้อยแปดมาอ้าง แต่พอถึงเวลาที่เขาจ่ายไม่ไหว หรือตั้งใจจะหนี คนที่ต้องเผชิญหน้ากับทนายและธนาคารคือเราครับ
ความสัมพันธ์ที่สร้างมา 10-20 ปี จะพังทลายลงในพริบตา และส่วนใหญ่ลูกหนี้มักจะหายตัวไป ทิ้งให้เราแบกรับหนี้ที่ไม่ได้ก่อเพียงลำพัง
ผลกระทบที่ลามไปถึง "ครอบครัวเรา"
เงินออมที่เรากะจะเอาไว้ให้ลูกเรียนต่อ หรือเงินที่จะเอาไว้ดูแลพ่อแม่ อาจจะต้องถูกยึดไปใช้หนี้แทนคนอื่น
ความเจ็บปวดที่สุด: คือการที่คู่ชีวิตหรือลูกๆ ของเราต้องมาลำบาก เพราะการตัดสินใจที่อ้างคำว่า "น้ำใจ" ของเราเพียงคนเดียว
"การปฏิเสธในวันนี้ อาจทำให้เสียเพื่อน... แต่การเซ็นชื่อในวันนี้ อาจทำให้เสียทั้งเพื่อน เสียทั้งเงิน และเสียทั้งอนาคตครับ"
มีเพื่อนๆ คนไหนเคยมีประสบการณ์ (หรือแผลเป็น) จากการค้ำประกันบ้างไหมครับ? แล้วจัดการกับปัญหาหรือตัดใจจากความสัมพันธ์นั้นยังไง? มาแชร์ไว้เป็นอุทาหรณ์ให้คนรุ่นใหม่ที่ใจอ่อนเก่งๆ ได้อ่านกันนะครับ
"เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด" ... บทเรียนราคาแพงจากการ "ค้ำประกัน" ให้คนอื่น ที่เกือบทำให้ผมเสียบ้านและเงินเก็บทั้งชีวิต
เชื่อว่าหลายคนคงเคยตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจ เมื่อญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิทเดินมาหาพร้อมเอกสาร แล้วบอกว่า "ช่วยเซ็นให้หน่อย แค่เป็นพิธีเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก" กระทู้นี้ผมเขียนขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเอง ก่อนที่จะตัดสินใจเซ็นชื่อลงไปในกระดาษแผ่นนั้นครับ
คำว่า "ไม่มีอะไรหรอก" คือคำโกหกที่ใหญ่ที่สุด
ในการค้ำประกันตามกฎหมาย (แม้จะมีการปรับปรุงกฎหมายใหม่ให้คุ้มครองผู้ค้ำมากขึ้นในปีที่ผ่านมา) แต่ความจริงก็คือ "ถ้าลูกหนี้ไม่จ่าย คุณคือเป้าหมายต่อไป"
ทันทีที่คุณเซ็นชื่อ คุณกำลังบอกกับเจ้าหนี้ว่า "ถ้าเขาเบี้ยว ผมจะจ่ายแทนเขาเองทุกบาททุกสตางค์" นี่ไม่ใช่แค่เรื่องพิธีการ แต่มันคือภาระผูกพันทางกฎหมาย 100% ครับ
มิตรภาพ "ขาด" ทันทีที่มีปัญหาเงิน
ตอนมาขอให้ช่วย เขาจะยกเหตุผลร้อยแปดมาอ้าง แต่พอถึงเวลาที่เขาจ่ายไม่ไหว หรือตั้งใจจะหนี คนที่ต้องเผชิญหน้ากับทนายและธนาคารคือเราครับ
ความสัมพันธ์ที่สร้างมา 10-20 ปี จะพังทลายลงในพริบตา และส่วนใหญ่ลูกหนี้มักจะหายตัวไป ทิ้งให้เราแบกรับหนี้ที่ไม่ได้ก่อเพียงลำพัง
ผลกระทบที่ลามไปถึง "ครอบครัวเรา"
เงินออมที่เรากะจะเอาไว้ให้ลูกเรียนต่อ หรือเงินที่จะเอาไว้ดูแลพ่อแม่ อาจจะต้องถูกยึดไปใช้หนี้แทนคนอื่น
ความเจ็บปวดที่สุด: คือการที่คู่ชีวิตหรือลูกๆ ของเราต้องมาลำบาก เพราะการตัดสินใจที่อ้างคำว่า "น้ำใจ" ของเราเพียงคนเดียว
"การปฏิเสธในวันนี้ อาจทำให้เสียเพื่อน... แต่การเซ็นชื่อในวันนี้ อาจทำให้เสียทั้งเพื่อน เสียทั้งเงิน และเสียทั้งอนาคตครับ"
มีเพื่อนๆ คนไหนเคยมีประสบการณ์ (หรือแผลเป็น) จากการค้ำประกันบ้างไหมครับ? แล้วจัดการกับปัญหาหรือตัดใจจากความสัมพันธ์นั้นยังไง? มาแชร์ไว้เป็นอุทาหรณ์ให้คนรุ่นใหม่ที่ใจอ่อนเก่งๆ ได้อ่านกันนะครับ