ท่านที่เคารพรักครับ เชื่อขนมกินได้เลยว่าพล็อตเรื่องคลาสสิค แนวเมืองเล็กๆที่ห่ำหันกันระหว่างสองตระกูลใหญ่
ฝ่ายหนึ่งดี ฝ่ายหนึ่งเลว สองฝ่ายต่างมีกองกำลังของใครของมัน ฝ่ายหนึ่งถือ " กฏหมาย " ฝ่ายหนึ่งถือ " กฏหมู่ "
ขณะที่สถานะการณ์กำลัง " ยัน " กันอยู่นั้น ประชาชนสองฝ่ายลุ้นกันเขม็งเกลียว ไม่กิน ไม่นอน ตีสาม ตีสี่ รอดูว่าใครจะอยู่ ใครจะไป
และแล้วการก้าวเข้ามาของอีกฝ่าย ฝ่ายที่สามที่มาแล้วก็เป็นตัวแปรสำคัญ เพราะเอียงไปเข้าข้างฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นจะชนะทันที
ไปๆมาก็รับจ๊อบมันทั้งสองฝ่ายซะเลย นั่นคือ รับงานทั้งสองฝ่ายมาทำ ( ฮา )
มันคือความดี ความเลว และความอัปลักษณ์ร้ายกาจ
พล็อตเรื่องอย่างนี้ ทำออกมาเมื่อไหร่ ก็ขายดีเป็นเทน้ำ เทท่า มันเริ่มมาจากเซอจิโอ เลโอเน่ สร้าง Fistful of Dollars
โดยเอาโครงเรื่องมาจาก โยยิมโบ ของอากิระ คุโรซาว่า และเขา ปั้นดาราคู่บุญอย่าง “คลิ้นท์ อีสวู๊ด " ให้แจ้งเกิดจากหนังเรื่องนี้
ในเรื่องนั้น คลิ้นท์ก้าวเข้ามา ท่ามกลางความขัดแย้งของตระกูล โรฮอส และแบ็คเตอร์ หนังทำเงินมากและสร้างชื่อ
จนโด่งดังตามมาอีกสองเรื่องคือ For a Few Dollars More และ The Good , The Bad and The Ugly ถือว่าเป็นหนังไตรภาคในตำนาน
ที่คอหนังกล่าวขานกันมาตราบจนทุกวันนี้
...ภาพการแสยะยิ้มเผล่ที่มุมปาก ควันบุหรี่ลอยอ้อยอิ่ง แก้วตาที่หดเล็กลง เส้นโลหิตฝอยปูนโปนที่ขมับ
เหงื่อเม็ดโป้ง จับเกาะตามหน้าผาก นิ้วที่สอดรับกับโกร่งปืน รอเหนี่ยวไก .....
ผ่านมาถึงยุคของบรู๊ส วิลลิส พล็อตเรื่องของ Last Man Standing ก็เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว
สำหรับ บรู๊สแล้ว หนังเรื่องนี้ เขาเต็มใจเล่นอย่างหนึ่ง นั่นคือเขาได้สวมหมวกตลอดทั้งเรื่อง
เนื่องด้วยบรู๊สเป็นดาราแอ๊คชั่น ที่แสดงหนังเรื่อง Die Hard
คนอึดมาตั้งแต่ภาค 1 และแสดงภาคต่อมาเรื่อยๆ แต่ยิ่งเล่นหนัง ผมบรู๊สก็จะยิ่งน้อยลง น้อยลงทุกที
จวบจนเล่นคนอึดมาถึงภาค 5 เส้นผมบรู๊สก็ไม่เหลือสักเส้น ( ฮา )
ความจริงพล็อตเรื่องใดๆที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่แล้ว และสลับซับซ้อนขึ้นไปอีก จนคนดูมีสิทธิ์ ตามเนื้อเรื่องไม่ทัน หากไม่มีสมาธิ
แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็ช่วยเพิ่มรสชาดของความน่าติดตาม แบบหนังสือรหัสคดี แนวสืบสวน สอบสวนที่คนดูต้องไขปริศนาตัวตนที่แท้จริงของตัวละคร
และเป็นการเพิ่มตื้นลึกหนาบาง ให้กับเนื้อเรื่องไปด้วยทั้งจุดเริ่มต้น จุดจบ และแรงขับเคลื่อนลึกๆในใจว่า
มันทำไปทำไม ทำไมมันถึงทำลงไป ?
ในหนังนั้น มันตีแผ่ให้เราเห็นว่า ความดี ความเลว และ ความร้ายกาจ ต่างก็เผชิญหน้ากัน
แล้วสุดท้ายใครกันจะเป็นผู้ที่ได้ครอบครองสมบัติมูลค่ากว่า 2 แสนดอลล่าร์สหรัฐ ( ไม่ใช่ครอบครองรถไฟความเร็วสูงนะครับ ฮา )
พูดถึงหนังของ คลิ้นท์ อีสวู๊ด หากคนดูตามมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น จะเห็นถึงสัจธรรมอย่างหนึ่ง ในหนังที่ปู่คลิ้นท์อายุมากขึ้น
นั่นคือหนังเรื่อง The Bridges of Madison County เรื่องราวของช่างภาพของนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ที่มาที่เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้
เพื่อถ่ายรูปสะพานไม้อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของที่แห่งนี้ แล้วก็มาเจอกับแม่บ้านธรรมดา ๆ คนหนึ่ง
ซึ่งมีชีวิตเรียบง่ายเสียเหลือเกินเธอคือ เมอรีล สตรีพ
หนังถ่ายทอดให้คนดูรับรู้และเข้าใจ เห็นอกเห็นใจในมูลเหตุของการที่คน ๒ คนจะรักกัน แม้ว่าคนทั้งสองจะมีพันธนาการอยู่แล้ว
ปู่คลินท์กับเมอรีล สตรีพ ปล่อยเลยตามเลยตามสัญชาติญาณของมนุษย์ ซึ่งละครแห่งชีวิตนี้ ข้าพเจ้าเคยเรียนท่านที่เคารพรักบ้างแล้วว่า
มนุษย์เป็นสัตว์ ชนิดหนึ่ง ที่มักคิดว่าตนเองเป็นสัตว์ที่ประเสริฐกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ
แต่ความจริงมนุษย์คือสัตว์ชนิดเดียว ที่ร่วมเพศโดยหันหน้า เข้าหากัน
ในหนังเอ่ยถึง การเป็น"เจ้าเข้าเจ้าของ" ในของที่ตัวเอง " ไม่ได้เป็นเจ้าของ " แม้จะพยายามมองให้เห็นความสวยงามในด้านมืด
ตอนจบที่ต้องตัดสินใจเลือก ว่าจะไปกับฝ่ายใด ตอนนี้เจ็บปวดในใจลึกๆ สำหรับคนดูที่มีปมในใจ ปมเดิมที่เคยแก้ยังไงก็แก้ไม่ออกสักทีครับ
เป็นฉากที่ประทับใจมาก เธอนั่งอยู่ในรถกระบะกับสามี ส่วนปู่คลินท์นั้น ยืนท่ามกลางสายฝนรอเธอตัดสินใจว่าจะลงมาจากรถไปกับเขาหรือไม่
เป็นวินาทีเป็นวินาทีตาย ระหว่างศีลธรรมกับความต้องการ ระหว่างโลกที่น่าเบื่อกับโลกใหม่
แค่เพียงเปิดประตูลงมาเท่านั้น ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป แต่เมื่อเธอตัดสินใจแล้ว จุดที่ทำให้น้ำตาซึมก็คือ ปู่คลินท์จำยอมรับการตัดสินใจของเธอ
หนังมันบอกสัจธรรมกับเราว่า ความสวยงามของด้านมืดที่พยายามบังคับให้มีนั้น ความจริงคือยิ่งมอง ก็ยิ่งมืด ไม่เห็นทางออกของความสุข
แต่เมื่อเลือกที่จะทำลงไป ก็ต้องยอมทนกับความเจ็บปวดส่วนตัวแบบปัจเจกชน อย่าไปบังคับใจ กดหัวคนอื่นเลย
และสุดท้ายยังไง ก็ต้องเลือกอยู่ดีครับ
ไม่ว่าจะเป็นความดี ความเลว กับความอัปลักษณ์ร้ายกาจ
เพียงแต่ว่า จะกล้าที่จะ เปิดโอกาสให้ประชาชนคนดู ได้เลือก ได้กาความดี มั๊ยครับ ? ( ฮา )
ยิ่งลักษณ์ ยิ้มเย้ยยุทธจักร ( หนัง ) ความดี ความเลว ความอัปลักษณ์ร้ายกาจ
ฝ่ายหนึ่งดี ฝ่ายหนึ่งเลว สองฝ่ายต่างมีกองกำลังของใครของมัน ฝ่ายหนึ่งถือ " กฏหมาย " ฝ่ายหนึ่งถือ " กฏหมู่ "
ขณะที่สถานะการณ์กำลัง " ยัน " กันอยู่นั้น ประชาชนสองฝ่ายลุ้นกันเขม็งเกลียว ไม่กิน ไม่นอน ตีสาม ตีสี่ รอดูว่าใครจะอยู่ ใครจะไป
และแล้วการก้าวเข้ามาของอีกฝ่าย ฝ่ายที่สามที่มาแล้วก็เป็นตัวแปรสำคัญ เพราะเอียงไปเข้าข้างฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นจะชนะทันที
ไปๆมาก็รับจ๊อบมันทั้งสองฝ่ายซะเลย นั่นคือ รับงานทั้งสองฝ่ายมาทำ ( ฮา )
มันคือความดี ความเลว และความอัปลักษณ์ร้ายกาจ
พล็อตเรื่องอย่างนี้ ทำออกมาเมื่อไหร่ ก็ขายดีเป็นเทน้ำ เทท่า มันเริ่มมาจากเซอจิโอ เลโอเน่ สร้าง Fistful of Dollars
โดยเอาโครงเรื่องมาจาก โยยิมโบ ของอากิระ คุโรซาว่า และเขา ปั้นดาราคู่บุญอย่าง “คลิ้นท์ อีสวู๊ด " ให้แจ้งเกิดจากหนังเรื่องนี้
ในเรื่องนั้น คลิ้นท์ก้าวเข้ามา ท่ามกลางความขัดแย้งของตระกูล โรฮอส และแบ็คเตอร์ หนังทำเงินมากและสร้างชื่อ
จนโด่งดังตามมาอีกสองเรื่องคือ For a Few Dollars More และ The Good , The Bad and The Ugly ถือว่าเป็นหนังไตรภาคในตำนาน
ที่คอหนังกล่าวขานกันมาตราบจนทุกวันนี้
...ภาพการแสยะยิ้มเผล่ที่มุมปาก ควันบุหรี่ลอยอ้อยอิ่ง แก้วตาที่หดเล็กลง เส้นโลหิตฝอยปูนโปนที่ขมับ
เหงื่อเม็ดโป้ง จับเกาะตามหน้าผาก นิ้วที่สอดรับกับโกร่งปืน รอเหนี่ยวไก .....
ผ่านมาถึงยุคของบรู๊ส วิลลิส พล็อตเรื่องของ Last Man Standing ก็เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว
สำหรับ บรู๊สแล้ว หนังเรื่องนี้ เขาเต็มใจเล่นอย่างหนึ่ง นั่นคือเขาได้สวมหมวกตลอดทั้งเรื่อง
เนื่องด้วยบรู๊สเป็นดาราแอ๊คชั่น ที่แสดงหนังเรื่อง Die Hard
คนอึดมาตั้งแต่ภาค 1 และแสดงภาคต่อมาเรื่อยๆ แต่ยิ่งเล่นหนัง ผมบรู๊สก็จะยิ่งน้อยลง น้อยลงทุกที
จวบจนเล่นคนอึดมาถึงภาค 5 เส้นผมบรู๊สก็ไม่เหลือสักเส้น ( ฮา )
ความจริงพล็อตเรื่องใดๆที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่แล้ว และสลับซับซ้อนขึ้นไปอีก จนคนดูมีสิทธิ์ ตามเนื้อเรื่องไม่ทัน หากไม่มีสมาธิ
แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็ช่วยเพิ่มรสชาดของความน่าติดตาม แบบหนังสือรหัสคดี แนวสืบสวน สอบสวนที่คนดูต้องไขปริศนาตัวตนที่แท้จริงของตัวละคร
และเป็นการเพิ่มตื้นลึกหนาบาง ให้กับเนื้อเรื่องไปด้วยทั้งจุดเริ่มต้น จุดจบ และแรงขับเคลื่อนลึกๆในใจว่า
มันทำไปทำไม ทำไมมันถึงทำลงไป ?
ในหนังนั้น มันตีแผ่ให้เราเห็นว่า ความดี ความเลว และ ความร้ายกาจ ต่างก็เผชิญหน้ากัน
แล้วสุดท้ายใครกันจะเป็นผู้ที่ได้ครอบครองสมบัติมูลค่ากว่า 2 แสนดอลล่าร์สหรัฐ ( ไม่ใช่ครอบครองรถไฟความเร็วสูงนะครับ ฮา )
พูดถึงหนังของ คลิ้นท์ อีสวู๊ด หากคนดูตามมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น จะเห็นถึงสัจธรรมอย่างหนึ่ง ในหนังที่ปู่คลิ้นท์อายุมากขึ้น
นั่นคือหนังเรื่อง The Bridges of Madison County เรื่องราวของช่างภาพของนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ที่มาที่เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้
เพื่อถ่ายรูปสะพานไม้อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของที่แห่งนี้ แล้วก็มาเจอกับแม่บ้านธรรมดา ๆ คนหนึ่ง
ซึ่งมีชีวิตเรียบง่ายเสียเหลือเกินเธอคือ เมอรีล สตรีพ
หนังถ่ายทอดให้คนดูรับรู้และเข้าใจ เห็นอกเห็นใจในมูลเหตุของการที่คน ๒ คนจะรักกัน แม้ว่าคนทั้งสองจะมีพันธนาการอยู่แล้ว
ปู่คลินท์กับเมอรีล สตรีพ ปล่อยเลยตามเลยตามสัญชาติญาณของมนุษย์ ซึ่งละครแห่งชีวิตนี้ ข้าพเจ้าเคยเรียนท่านที่เคารพรักบ้างแล้วว่า
มนุษย์เป็นสัตว์ ชนิดหนึ่ง ที่มักคิดว่าตนเองเป็นสัตว์ที่ประเสริฐกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ
แต่ความจริงมนุษย์คือสัตว์ชนิดเดียว ที่ร่วมเพศโดยหันหน้า เข้าหากัน
ในหนังเอ่ยถึง การเป็น"เจ้าเข้าเจ้าของ" ในของที่ตัวเอง " ไม่ได้เป็นเจ้าของ " แม้จะพยายามมองให้เห็นความสวยงามในด้านมืด
ตอนจบที่ต้องตัดสินใจเลือก ว่าจะไปกับฝ่ายใด ตอนนี้เจ็บปวดในใจลึกๆ สำหรับคนดูที่มีปมในใจ ปมเดิมที่เคยแก้ยังไงก็แก้ไม่ออกสักทีครับ
เป็นฉากที่ประทับใจมาก เธอนั่งอยู่ในรถกระบะกับสามี ส่วนปู่คลินท์นั้น ยืนท่ามกลางสายฝนรอเธอตัดสินใจว่าจะลงมาจากรถไปกับเขาหรือไม่
เป็นวินาทีเป็นวินาทีตาย ระหว่างศีลธรรมกับความต้องการ ระหว่างโลกที่น่าเบื่อกับโลกใหม่
แค่เพียงเปิดประตูลงมาเท่านั้น ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป แต่เมื่อเธอตัดสินใจแล้ว จุดที่ทำให้น้ำตาซึมก็คือ ปู่คลินท์จำยอมรับการตัดสินใจของเธอ
หนังมันบอกสัจธรรมกับเราว่า ความสวยงามของด้านมืดที่พยายามบังคับให้มีนั้น ความจริงคือยิ่งมอง ก็ยิ่งมืด ไม่เห็นทางออกของความสุข
แต่เมื่อเลือกที่จะทำลงไป ก็ต้องยอมทนกับความเจ็บปวดส่วนตัวแบบปัจเจกชน อย่าไปบังคับใจ กดหัวคนอื่นเลย
และสุดท้ายยังไง ก็ต้องเลือกอยู่ดีครับ
ไม่ว่าจะเป็นความดี ความเลว กับความอัปลักษณ์ร้ายกาจ
เพียงแต่ว่า จะกล้าที่จะ เปิดโอกาสให้ประชาชนคนดู ได้เลือก ได้กาความดี มั๊ยครับ ? ( ฮา )