รีวิว Godzilla (2014) ปูพื้นเกือบดี ดราม่าอ่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็คุ้มค่าที่จะรอดูฉากแอ็คชั่นของก็อดซิลล่าในช่วงท้าย!!

Godzilla (2014)



จากคนที่เคยดู Godzilla เพียงภาคเดียวคือต้นฉบับ 1954 และตอนเด็กก็เป็นแฟน Ultraman สู้กับก็อดซิลล่าทั้งหลาย อยากบอกว่าผมชอบ Godzilla ฉบับ reboot ของแกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดครับ

1. การคืนชีพ Godzilla บนจอภาพยนตร์
Godzilla ฉบับ reboot เลือกใช้วิธีการเล่าเรื่องตั้งแต่การกำเนิดของ 'มูโต้' (M.U.T.O.) ที่เป็นภัยคุกคามมนุษย์โลกโดยให้ 'ก็อดซิลล่า' ปรากฎตัววับ ๆ แวม ๆ เห็นแค่บางส่วนของร่างกาย ดังนั้นฉากที่เราได้เห็นก็อดซิลล่าเต็มตัวครั้งแรกมันจึงโคตรอลังการมากถึงขั้นร้องว้าวได้เลย และเราสามารถสัมผัสถึงความน่าสะพรึงกลัวของมันได้ในทันที

1.1. villain?
สารภาพว่าผมติดภาพก็อดซิลล่าคือ 'ตัวร้าย' หรือศัตรูของมนุษย์มาโดยตลอด แต่ในฉบับ reboot ของเอ็ดเวิร์ดเขาเลือกจะสร้างภาพลักษณ์ให้ก็อดซิลล่าเป็นสัญลักษณ์ของหายนะจากธรรมชาติ และการปรากฎตัวของมันเกิดขึ้นในลักษณะของ anti-hero ที่เป็นผู้ล่ามูโต้เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ

1.2 ภัยพิบัติ
แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดเคยให้สัมภาษณ์ถึงธีมหนังว่าจะเป็นในลักษณะการลงโทษจากธรรมชาติ ดังนั้นเราจึงได้เห็นภาพการดิ้นรนเอาชีวิตรอดของมนุษย์เมื่อประสบภัยพิบัติต่าง ๆ โดยช่วงกลางเรื่องให้บรรยากาศความโกลาหลและการรับมือหากเกิดภัยพิบัติร้ายแรง แน่นอนว่าย่อมมียุทธวิธีทางทหารในการล้มสัตว์ประหลาดครับ

2. Let them fight!
ฉากต่อสู้ระหว่างก็อดซิลล่ากับมูโต้เป็นอะไรที่สุดยอดโคตร ๆ ผมให้ 10/10 เลยครับ ด้วยวิสัยทัศน์ของแกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดที่ออกแบบการต่อสู้ให้เหมือนเวลาสัตว์ป่าปะทะกัน ภาพที่เราเห็นสัตว์ประหลาดต่อสู้กันจึงไม่ต่างจากเรานั่งดูสัตว์ป่าต่อสู้กันใน National Geographic เพียงแต่นี่คือ ก็อดซิลล่า vs. มูโต้

เมื่อเป็นเช่นนี้การปล่อยให้สัตว์ประหลาดขนาดยักษ์สองตัวต่อสู้กันจึงเป็นอะไรที่อลังการด้วยความดุเดือดสมจริง และที่สำคัญมีเซอไพรส์ชนิดที่แฟนพันธุ์แท้ต้องกรี๊ดดดดดดดดดดัง ๆ เลยครับ



3. Less is more...
ต้องขอชมฝีไม้ลายมือการกำกับของเอ็ดเวิร์ดที่ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าเขามีดีพอจะเป็นหนึ่งในผู้กำกับแถวหน้าของยุคนี้ได้สบาย ๆ

จากผู้กำกับหนัง visual effects ทุนต่ำเรื่อง Monster (ปี 2010) ด้วยงบเพียง 800,000 ดอลล่าร์ซึ่งถือว่าน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับสเกลของหนังซึ่งต้องชมวิสัยทัศน์ของเอ็ดเวิร์ดเลยว่าเขาใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ามาก และเมื่อเขาได้มีโอกาสจับงานทุนสร้างมากขึ้น เขาก็ยังคงรู้จักใช้เทคนิค 'น้อยแต่มาก' ได้อย่างเหมาะสมอีกครั้ง

ถ้าใครเคยดูผลงานของสปีลเบิร์กเรื่อง Jaws จะเห็นว่าเขาใช้สร้างความน่ากลัวของสัตว์ประหลาดแม้เราคนดูไม่เห็นตัวด้วยเทคนิคการสร้างร่องรอยของฉลาม เช่นรอยฟันเพื่อให้คนดูรับรู้ถึงขนาดเขี้ยวของมัน หรืออย่างใน Jurassic Park ที่เราจะเห็นฉากแก้วน้ำสั่นจากการเคลื่อนไหวของไดโนเสาร์ขนาดยักษ์ ซึ่งแกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดเลือกจะใช้เทคนิคหลายต่อหลายครั้งใน Godzilla เช่นซากปรักหักพังเป็นทางเดินของมูโต้ หรือการให้ก็อดซิลล่าปรากฎเพียงแค่หนามกลางหลังจากใต้น้ำ และเห็นเพียงแค่ขนาดของหางก็เพียงพอที่จะสร้างความน่าสะพรึงกลัวของมันแล้วครับ

และอีกอย่างที่ชอบคือการยั่วคนดูให้เฝ้ารอการต่อสู้ระหว่างก็อดซิลล่ากับมูโต้อย่างใจจดใจจ่อ มันเริ่มปรากฎการปะทะให้เห็นแค่เพียงวับ ๆ แวม ๆ จากจอโทรทัศน์ ก่อนที่เอ็ดเวิร์ดจะจัดเต็มให้คนดูในช่วงท้ายของหนังซึ่งถือเป็นไฮไลท์สำคัญเลยครับ เป็นการต่อสู้ของพี่ก็อดซิลล่าที่คุ้มค่าแก่การรอมาเกือบทั้งเรื่องครับ

4. ดราม่า
การปูพื้นดราม่าตัวละครของหนังยังถือว่าค่อนข้างเบา อาจจะเพราะโฟกัสหลักของหนังคือสัตว์ประหลาด แต่มันก็ไม่น่าเบาขนาดนี้นะ ฮ่าๆ เส้นเรื่องหลักที่หนังเล่นไม่ถึงก็คือความรู้สึกผิดหลังจากพ่อของ 'ฟอร์ด โบรดี้' (Aaron Taylor-Johnson) เสียชีวิต หนังน่าจะเล่าการเปลี่ยนแปลงของตัวละครให้ออกมาดีกว่านี้ ดังนั้นพอตัวละครทำอะไรต่าง ๆ เลยไม่ค่อยอินเท่าไร เช่นฉากช่วยเด็กบนรถไฟหรือแม้กระทั่งการอาสาปลดชนวนระเบิด ยิ่งเมื่อบวกกับบท 'แอล โบรดี้' ภรรยาที่ต้องทำหน้าที่ทั้งพยาบาลและแม่ของลูกนี่ยิ่งเลื่อนลอยมากจนไม่รู้สึกผูกพันอะไรกับตัวละครเลย

การปรากฎตัวของ 'ดร.เซริซาว่า' (Ken Watanabe) ก็เช่นเดียวกัน เป็นบทที่ไม่มีมิติปูมหลังอะไรสักเท่าไรนอกจากยัดเยียดมาหนึ่งครั้งว่าพ่อเสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิม่า ซึ่งไม่ช่วยอะไรแต่อย่างใด

ดราม่าใน Godzilla จึงเป็นอะไรที่เข้าไม่ถึงอย่างน่าเสียดาย



5. การแสดง
เราไม่จำเป็นต้องหวัง moviestar ชื่อดังในหนัง blockbuster แต่บางครั้งหนังฟอร์มยักษ์ที่โฟกัสการเดินเรื่องด้วยมนุษย์ก็จำเป็นต้องพึ่งทักษะการแสดงมากกว่านี้สักหน่อย หรือต้องใช้นักแสดงที่พอจะแบกหนังไปจนจบ โดยส่วนตัวค่อนข้างผิดหวังกับทีมนักแสดงใน Godzilla ฉบับนี้มาก ๆ การแสดงของเหล่าตัวละครหลักดูเป็นจุดถ่วงหนังลงมาในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรงขนาดต้องหงุดหงิด

6. กำกับภาพ
ผมเคยบอกเอาไว้ใน preview ตัวอย่างหนัง Godzilla แล้วว่า ผมติดใจการเคลื่อนกล้องของ Seamus McGarvey ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ และเมื่อได้ดูเต็ม ๆ ทั้งเรื่องก็ต้องบอกว่าชอบลีลาการกำกับภาพของเขาหลายฉากทีเดียว

การเคลื่อนกล้อง long shot ของเขาหลายครั้งมันเจ๋งมาก อย่างเช่นฉากที่ผมติดใจก็คือการโฟกัสไปที่ฝูงชนแล้วเคลื่อนกล้องไปที่ทหารบนดาดฟ้ายิงพลุไฟเพื่อส่องให้เห็นเพียงผิวหนังของก็อดซิลล่า ไอเดียดีครับ

หรือมุมกล้องแทนสายตาทหารที่กระโดดร่มลงจากเครื่องบินแล้วเห็นก็อดซิลล่าต่อสู้กับมูโต้ก็เป็นอะไรที่ทำให้คนดูเข้าถึงสถานการณ์ได้ดี

ไม่เสียดีกรีเข้าชิงออสการ์สองครั้งจาก Atonement และ Anna Karenina (ผลงานกำกับของ  Joe Wright ทั้งสองเรื่อง)

++++++
กล่าวโดยสรุปแล้วมันเป็นหนังที่เริ่มต้นปูพื้นความเป็นมาได้สมจริงตามรูปแบบหนังยุคใหม่ที่มักจำลองสถานการณ์ว่าหากมีสัตว์ประหลาดปรากฎตัวขึ้นมาจะเป็นอย่างไร เพียงแต่ดราม่าตัวละครมันอ่อนไปพอสมควร ถึงอย่างนั้นการได้นั่งดูก็อดซิลล่าต่อสู้กับมูโต้ช่วงท้ายก็คุ้มค่าอยู่นะ

ใครที่คาดหวังจะได้ดูแอ็คชั่นเต็มสูบแบบ Pacific Rim อาจจะต้องผิดหวังสักหน่อย เพราะกว่าจะได้เห็นฉากแอ็คชั่นเต็มตัวก็ช่วงท้ายของหนังแล้ว ส่วนระหว่างทางเป็นการปูที่มาที่ไปของเรื่องราวที่ควรมีแต่ควรออกมาน่าติดตามมากกว่านี้ โดยส่วนตัวผมชอบการปูที่มาของ Godzilla ต้นฉบับปี 1954 มากกว่าเยอะเลยครับ

ส่วนประเด็นสัญลักษณ์ของ Godzilla ฉบับนี้เล่นเรื่องมนุษย์ไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้

ป.ล. วางปืนกลในมือท่านเถอะครับ จะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน พี่เล่นเอาปืนกลไปรัวยิงใส่ก็อดซิลล่าทั้งเรื่องเนี่ยนะ จะบ้าตาย

Director: Gareth Edwards
Story: Dave Callaham
Screenplay: Max Borenstein

Genre: Action, Adventure, Thriller, Sci-fi
8.5/10

หนังโปรดของข้าพเจ้า: https://www.facebook.com/MyFavouriteFilms
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่