
“หนูนาง ได้เจอนังแอ๊บหรือเปล่า มันไม่ติดต่อทางบ้านมาจะปีกว่าแล้ว โทรไปก็ไม่รับสาย หลังๆมาก็ปิดเครื่องหนี”
ดิฉันมองคุณป้าวัย 60 กว่าๆ ที่เดินขากะเผลก ร่างกายผ่ายผอม นัยน์ตาแห้งแล้ง เข้ามาถามหาลูกสาวที่ขาดการติดต่อไปนับแรมปี
ด้วยความตกใจและเวทนา
ก่อนหน้านั้นครอบครัวของป้ามามีฐานะปานกลาง แต่หลังจากลุงมีสามีของป้ามาเสียชีวิตลง ป้ามาจึงอยู่กับลูกสาวและลูกชายด้วย
การดำรงชีพแบบลุ่มๆดอน ลูกชายของป้ามาเป็นคนไม่เอาถ่าน รักสบายไม่ขวนขวายกระตือรือร้นกับสิ่งใด ขาดความรับผิดชอบ
ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆไม่ได้คิดถึงอนาคตและวันข้างหน้า นาที่มีอยู่ 10 กว่าไร่ ก็ให้เขาเช่าทำโดยแบ่งผลผลิตกัน 60 ต่อ 40 ตัวเองเป็น
เจ้าของที่นาได้ 40 เพราะไม่ต้องลงทุนใดๆคอยรับแต่ผลผลิตอย่างเดียว ผลผลิตที่ได้จึงแค่พอประทังชีวิตให้อยู่รอดไปในแต่ละปีเท่านั้น
ไม่สามารถนำไปแปลงเป็นเงินเพื่อมาต่อยอดลงทุนทำอย่างอื่นเหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ
ส่วนลูกสาวของป้ามา ได้มีโอกาสเรียนหนังสือจนจบมหาลัยและมาทำงานใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพนานหลายปี ด้วยเป็นคนมีนิสัยฟุ้งเฟ้อ
ทะเยอทะยาน เป็นคนขี้โกหกและจมไม่ลง ทำให้เธอหลงระเริงไปกับสังคมที่เธอเลือกดำเนินชีวิตในกรุงเทพ เธอสร้างภาพโกหกเพื่อนฝูง
หรือเพื่อนที่ทำงานว่า เธอมาจากครอบครัวที่ดีมีฐานะร่ำรวยมาจากต่างจังหวัด
ตอนที่เธอเรียนจบใหม่ๆ ยังหางานทำไม่ได้ คุณอาของดิฉันได้ฝากเธอเข้าทำงานในบริษัทที่เพื่อนคุณอาเป็นผู้บริหารอยู่ ได้เงินเดือนสูง
พอสมควร แต่แทนที่เธอจะนำเงินรายได้นี้แบ่งปันจุนเจือครอบครัวและดูแลแม่ที่นับวันจะแก่ตัวลง เธอกลับนำเงินนี้ไปซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า
รองเท้า เครื่องประดับแบรนด์เนม และเข้าสู่วงสังคมที่คนทั่วไปเรียกว่า “ไฮโซ” ทำหน้าใหญ่ใจโตจัดงานปาร์ตี้ในหมู่เพื่อนฝูงไฮโซของ
เธออยู่บ่อยๆ
เธอเช่าหอพักเล็กๆอยู่ใกล้ๆที่ทำงาน แต่เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในวงสังคมไฮโซไซตี้แบบนี้ แน่นอนว่าเธอย่อมต้องสร้างภาพหลอกลวงคนอื่น
ให้เชื่ออยู่เสมอ ภาพที่เธอโพสต์ลงเฟซบุค ไลน์ หรือ อินสตาร์แกรม ที่ถ่ายกับรถยนต์คันสวย บ้านหลังใหญ่ ภาพกำลังนั่งเล่นเปียโน
หรือในสวนหลังบ้านล้วนเป็นภาพที่ถ่ายมาจากบ้านคุณอาของดิฉันทั้งสิ้น แต่เธอกลับโพสต์ข้อความประกอบภาพว่า “ที่บ้าน”
ครั้งล่าสุดที่ดิฉันได้พบกับเธอที่งานปาร์ตี้เลี้ยงส่งน้องสาวลูกคุณอาที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ ได้พูดคุยถามไถ่กันตามประสาคนบ้าน
เดียวกันเธอได้ชวนดิฉันไปชุมนุมกับม็อบ กปปส. ดิฉันถามว่าทำไมที่นั่นมีอะไรดี เธอบอกว่าม็อบนี้เป็นม็อบผู้ดี มีแต่คนไฮโซทั้งนั้นที่
ไปร่วมม็อบ รวมถึงดาราดังๆ อาหารที่เขาจัดมาเลี้ยงก็ดีๆทั้งนั้น คอนเสิร์ตก็สนุก ดิฉันถามต่อว่า แล้วแนวทางหรือวัตถุประสงค์ของม็อบนี้
คืออะไร เธอบอกว่าเพื่อต่อต้านระบอบทักษิณ ต่อต้านคนโกง ดิฉันถามต่อว่าโกงยังไง เธอบอกว่าทักษิณโกงสัมปทานดาวเทียมไทยคม
โกงที่ดินรัชดา โกง ปตท.โกงสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ที่ทำเอาดิฉันต้องสำลักโค้กเลยก็คือ เธอบอกว่าทักษิณโกงที่ดิน สปก. – 4
จบเลยค่ะงานนี้ เกินจะเยียวยาจริงๆพูดไปก็เหนื่อยเปล่า !
ก่อนที่จะกลับดิฉันได้ถามเธอว่า ได้กลับบ้านไปเยี่ยมแม่เยี่ยมน้องบ่อยไหม เธอบอกว่า ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างเลยไม่ได้กลับ ครั้งล่าสุดก็ตอนที่
เจ้าอ๊อดน้องชายของเธอประสบอุบัติเหตุ เลื่อยไฟฟ้ากระเด็นมาโดนโคนขาตัดขาเกือบขาด ซึ่งตอนนั้นเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลศูนย์
ของจังหวัดทางโรงพยาบาลคิดค่าใช้จ่ายเป็นเงินสองแสนกว่าบาท แต่ใช้สิทธิบัตรทอง จึงเสียแค่ค่าใช้จ่ายย่อยๆไม่ถึงหมื่นบาท
ดิฉันลุกขึ้นไปเปิดประตูบ้านและประคองป้ามาเข้ามานั่งที่แคร่ไม้ไผ่ใต้ซุ้มดอกเล็บมือนาง ที่ดิฉันกำลังนอนอ่านหนังสือเล่นอยู่ หาน้ำ
หาขนมมาให้แกกินไปขณะนั่งคุยกันไป ป้ามาเล่าให้ฟังว่า เจ้าหนี้นอกระบบที่ลูกสาวแกแอบไปยืมมาแล้วไม่ได้ใช้หนี้พร้อมดอกเบี้ยให้เขา
ตามมาทวงแกที่บ้านโดยที่ก่อนหน้านี้แกไม่ได้รู้เรื่องที่ลูกสาวไปกู้ยืมเงินเขามาเลยแม้แต่น้อย ตามที่ป้ามาเล่าให้ฟังนั้นเป็นเงินจำนวน
หลายแสนทีเดียว เจ้าหนี้เขาจะให้แกยกที่ดินชดใช้ แกเล่าไปก็ร้องไห้ไปเป็นที่น่าสงสารมากทำเอาดิฉันอดที่จะร้องไห้ตามไปด้วยไม่ได้
ดิฉันรับปากกับป้ามาว่าจะพยายามติดต่อลูกสาวแกให้
จนถึงวันนี้ ดิฉันก็ยังไม่สามารถช่วยป้ามาติดต่อลูกสาวแกได้
ปล. ชื่อที่ใช้กล่าวอ้างถึงเป็นชื่อสมมุติขึ้น
* * * * * ขอเล่า * * * * *
“หนูนาง ได้เจอนังแอ๊บหรือเปล่า มันไม่ติดต่อทางบ้านมาจะปีกว่าแล้ว โทรไปก็ไม่รับสาย หลังๆมาก็ปิดเครื่องหนี”
ดิฉันมองคุณป้าวัย 60 กว่าๆ ที่เดินขากะเผลก ร่างกายผ่ายผอม นัยน์ตาแห้งแล้ง เข้ามาถามหาลูกสาวที่ขาดการติดต่อไปนับแรมปี
ด้วยความตกใจและเวทนา
ก่อนหน้านั้นครอบครัวของป้ามามีฐานะปานกลาง แต่หลังจากลุงมีสามีของป้ามาเสียชีวิตลง ป้ามาจึงอยู่กับลูกสาวและลูกชายด้วย
การดำรงชีพแบบลุ่มๆดอน ลูกชายของป้ามาเป็นคนไม่เอาถ่าน รักสบายไม่ขวนขวายกระตือรือร้นกับสิ่งใด ขาดความรับผิดชอบ
ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆไม่ได้คิดถึงอนาคตและวันข้างหน้า นาที่มีอยู่ 10 กว่าไร่ ก็ให้เขาเช่าทำโดยแบ่งผลผลิตกัน 60 ต่อ 40 ตัวเองเป็น
เจ้าของที่นาได้ 40 เพราะไม่ต้องลงทุนใดๆคอยรับแต่ผลผลิตอย่างเดียว ผลผลิตที่ได้จึงแค่พอประทังชีวิตให้อยู่รอดไปในแต่ละปีเท่านั้น
ไม่สามารถนำไปแปลงเป็นเงินเพื่อมาต่อยอดลงทุนทำอย่างอื่นเหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ
ส่วนลูกสาวของป้ามา ได้มีโอกาสเรียนหนังสือจนจบมหาลัยและมาทำงานใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพนานหลายปี ด้วยเป็นคนมีนิสัยฟุ้งเฟ้อ
ทะเยอทะยาน เป็นคนขี้โกหกและจมไม่ลง ทำให้เธอหลงระเริงไปกับสังคมที่เธอเลือกดำเนินชีวิตในกรุงเทพ เธอสร้างภาพโกหกเพื่อนฝูง
หรือเพื่อนที่ทำงานว่า เธอมาจากครอบครัวที่ดีมีฐานะร่ำรวยมาจากต่างจังหวัด
ตอนที่เธอเรียนจบใหม่ๆ ยังหางานทำไม่ได้ คุณอาของดิฉันได้ฝากเธอเข้าทำงานในบริษัทที่เพื่อนคุณอาเป็นผู้บริหารอยู่ ได้เงินเดือนสูง
พอสมควร แต่แทนที่เธอจะนำเงินรายได้นี้แบ่งปันจุนเจือครอบครัวและดูแลแม่ที่นับวันจะแก่ตัวลง เธอกลับนำเงินนี้ไปซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า
รองเท้า เครื่องประดับแบรนด์เนม และเข้าสู่วงสังคมที่คนทั่วไปเรียกว่า “ไฮโซ” ทำหน้าใหญ่ใจโตจัดงานปาร์ตี้ในหมู่เพื่อนฝูงไฮโซของ
เธออยู่บ่อยๆ
เธอเช่าหอพักเล็กๆอยู่ใกล้ๆที่ทำงาน แต่เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในวงสังคมไฮโซไซตี้แบบนี้ แน่นอนว่าเธอย่อมต้องสร้างภาพหลอกลวงคนอื่น
ให้เชื่ออยู่เสมอ ภาพที่เธอโพสต์ลงเฟซบุค ไลน์ หรือ อินสตาร์แกรม ที่ถ่ายกับรถยนต์คันสวย บ้านหลังใหญ่ ภาพกำลังนั่งเล่นเปียโน
หรือในสวนหลังบ้านล้วนเป็นภาพที่ถ่ายมาจากบ้านคุณอาของดิฉันทั้งสิ้น แต่เธอกลับโพสต์ข้อความประกอบภาพว่า “ที่บ้าน”
ครั้งล่าสุดที่ดิฉันได้พบกับเธอที่งานปาร์ตี้เลี้ยงส่งน้องสาวลูกคุณอาที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ ได้พูดคุยถามไถ่กันตามประสาคนบ้าน
เดียวกันเธอได้ชวนดิฉันไปชุมนุมกับม็อบ กปปส. ดิฉันถามว่าทำไมที่นั่นมีอะไรดี เธอบอกว่าม็อบนี้เป็นม็อบผู้ดี มีแต่คนไฮโซทั้งนั้นที่
ไปร่วมม็อบ รวมถึงดาราดังๆ อาหารที่เขาจัดมาเลี้ยงก็ดีๆทั้งนั้น คอนเสิร์ตก็สนุก ดิฉันถามต่อว่า แล้วแนวทางหรือวัตถุประสงค์ของม็อบนี้
คืออะไร เธอบอกว่าเพื่อต่อต้านระบอบทักษิณ ต่อต้านคนโกง ดิฉันถามต่อว่าโกงยังไง เธอบอกว่าทักษิณโกงสัมปทานดาวเทียมไทยคม
โกงที่ดินรัชดา โกง ปตท.โกงสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ที่ทำเอาดิฉันต้องสำลักโค้กเลยก็คือ เธอบอกว่าทักษิณโกงที่ดิน สปก. – 4
จบเลยค่ะงานนี้ เกินจะเยียวยาจริงๆพูดไปก็เหนื่อยเปล่า !
ก่อนที่จะกลับดิฉันได้ถามเธอว่า ได้กลับบ้านไปเยี่ยมแม่เยี่ยมน้องบ่อยไหม เธอบอกว่า ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างเลยไม่ได้กลับ ครั้งล่าสุดก็ตอนที่
เจ้าอ๊อดน้องชายของเธอประสบอุบัติเหตุ เลื่อยไฟฟ้ากระเด็นมาโดนโคนขาตัดขาเกือบขาด ซึ่งตอนนั้นเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลศูนย์
ของจังหวัดทางโรงพยาบาลคิดค่าใช้จ่ายเป็นเงินสองแสนกว่าบาท แต่ใช้สิทธิบัตรทอง จึงเสียแค่ค่าใช้จ่ายย่อยๆไม่ถึงหมื่นบาท
ดิฉันลุกขึ้นไปเปิดประตูบ้านและประคองป้ามาเข้ามานั่งที่แคร่ไม้ไผ่ใต้ซุ้มดอกเล็บมือนาง ที่ดิฉันกำลังนอนอ่านหนังสือเล่นอยู่ หาน้ำ
หาขนมมาให้แกกินไปขณะนั่งคุยกันไป ป้ามาเล่าให้ฟังว่า เจ้าหนี้นอกระบบที่ลูกสาวแกแอบไปยืมมาแล้วไม่ได้ใช้หนี้พร้อมดอกเบี้ยให้เขา
ตามมาทวงแกที่บ้านโดยที่ก่อนหน้านี้แกไม่ได้รู้เรื่องที่ลูกสาวไปกู้ยืมเงินเขามาเลยแม้แต่น้อย ตามที่ป้ามาเล่าให้ฟังนั้นเป็นเงินจำนวน
หลายแสนทีเดียว เจ้าหนี้เขาจะให้แกยกที่ดินชดใช้ แกเล่าไปก็ร้องไห้ไปเป็นที่น่าสงสารมากทำเอาดิฉันอดที่จะร้องไห้ตามไปด้วยไม่ได้
ดิฉันรับปากกับป้ามาว่าจะพยายามติดต่อลูกสาวแกให้
จนถึงวันนี้ ดิฉันก็ยังไม่สามารถช่วยป้ามาติดต่อลูกสาวแกได้
ปล. ชื่อที่ใช้กล่าวอ้างถึงเป็นชื่อสมมุติขึ้น