ขอยกตัวอย่างขึ้นมานะคะ
บริษัทพ่อมดขาวมีความจำเป็นต้องไล่พนักงานออกจำนวนหนึ่ง แต่การไล่พนักงานออกในครั้งนั้นทางบริษัทไม่ได้แจ้งพนักงานก่อนล่วงหน้า พนักงานจึงจัดตั้งม๊อบมาประท้วงทางบริษัทและให้ศาลตัดสินคดี
ศาลตัดสินว่าบริษัทพ่อมดขาวผิดจริง จำต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับพนักงานที่ตนไล่ออก โดนไม่ได้แจ้งล่วงหน้า
ทั้งนี้บริษัทพ่อมดขาวมีปัญหาด้านการเงินจะไปขอกู้ยืมกับบริษัทลูกค่าย และ บริษัทสัมพันธมิตรก็ไม่ได้เพราะบริษัททั้งสองก็กลัวเสียสมดุลทางการเงิน บริษัทพ่อมดขาวจึงตัดสินใจไปขอกู้กับทางธนาคารก๊อบลินที่ตนเป็นลูกค้าอยู่เพื่อจ่ายเงินให้กับพนักงาน
แต่ทางธนาคารได้ให้การปฏิเสธคำขอดังกล่าว อ้างว่าทางบริษัทพ่อมดขาวกู้เงินเกินวงเงินไปแล้ว หากธนาคารให้กู้อีกเกรงว่าทางธนาคารจะสูญเสียสมดุลทางการเงิน แต่ถ้าหากทางธนาคารมีลูกค้าเพิ่มขึ้นหรือมีการอัดฉีดของวงเงินมากกว่าเดิมทางธนาคารก๊อบลินอาจจะช่วยทยอยเงินกู้ให้กับบริษัทพ่อมดขาวได้ โดยหลักประกันในการกู้ครั้งนี้คือทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัทพ่อมดขาว
พ่อมดขาวจึงใช้วิธีให้บริษัทลูกข่าย และบริษัทสัมพันธมิตรที่เดิมมีสัญญาการจ่ายเงินเดือนพนักงานกับทางธนาคารฟีนิกน์อยู่
ให้เปลี่ยนไปทำสัญญากับทางธนาคารก๊อบลินแทน
เพื่อที่จะทำให้มีเงินอัดฉีดกับทางธนาคารก๊อบลินมากขึ้น เมื่อมีการอัดฉีดเงินมากขึ้น ทางธนาคารก๊อบลินจึงอนุมัติเงินกู้ให้แก่บริษัทพ่อมดขาวเพื่อจ่ายเงินชดเชยให้แก่พนักงานที่โดนไล่ออก
คำถาม คือ ทฤษฎี อาจจะใช้ได้จริงหรือเปล่าคะ กล่าวคือทางธนาคารก๊อบลินบอกเป็นนัยๆ คือ
“คุณหาลูกค้าให้ฉันเพิ่มซิ ฉันรู้ว่าคุณมีเพื่อนเยอะ และยังมีบริษัทลูกข่ายอีก ถ้าคุณทำได้ ฉันให้กู้ เพราะเดิมทีบริษัทของคุณก็ถูกฉันกินไปเกินกว่าครึ่งแล้ว หากฉันให้คุณกู้ฉันก็ขาดทุนน่ะซิ แต่หากคุณมีความสามารถนำบริษัทอื่นมาลงทุนกับฉันได้ ฉันก็มีเงินสำรองให้คุณกู้ไปใช้หนี้”
หาก สับสน มึนงง จขกท ต้องขออภัยด้วย พอดี ตัวข้าเองไม่ค่อยถนัดเรื่องนี้ซักเท่าไร แต่พบเจอเรื่องแนวๆ นี้มาเลย สงสัยน่ะคะ
ทฤษฎีปลดหนี้ แบบนี้ใช้ได้จริงหรือเปล่าค่ะ
บริษัทพ่อมดขาวมีความจำเป็นต้องไล่พนักงานออกจำนวนหนึ่ง แต่การไล่พนักงานออกในครั้งนั้นทางบริษัทไม่ได้แจ้งพนักงานก่อนล่วงหน้า พนักงานจึงจัดตั้งม๊อบมาประท้วงทางบริษัทและให้ศาลตัดสินคดี
ศาลตัดสินว่าบริษัทพ่อมดขาวผิดจริง จำต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับพนักงานที่ตนไล่ออก โดนไม่ได้แจ้งล่วงหน้า
ทั้งนี้บริษัทพ่อมดขาวมีปัญหาด้านการเงินจะไปขอกู้ยืมกับบริษัทลูกค่าย และ บริษัทสัมพันธมิตรก็ไม่ได้เพราะบริษัททั้งสองก็กลัวเสียสมดุลทางการเงิน บริษัทพ่อมดขาวจึงตัดสินใจไปขอกู้กับทางธนาคารก๊อบลินที่ตนเป็นลูกค้าอยู่เพื่อจ่ายเงินให้กับพนักงาน
แต่ทางธนาคารได้ให้การปฏิเสธคำขอดังกล่าว อ้างว่าทางบริษัทพ่อมดขาวกู้เงินเกินวงเงินไปแล้ว หากธนาคารให้กู้อีกเกรงว่าทางธนาคารจะสูญเสียสมดุลทางการเงิน แต่ถ้าหากทางธนาคารมีลูกค้าเพิ่มขึ้นหรือมีการอัดฉีดของวงเงินมากกว่าเดิมทางธนาคารก๊อบลินอาจจะช่วยทยอยเงินกู้ให้กับบริษัทพ่อมดขาวได้ โดยหลักประกันในการกู้ครั้งนี้คือทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัทพ่อมดขาว
พ่อมดขาวจึงใช้วิธีให้บริษัทลูกข่าย และบริษัทสัมพันธมิตรที่เดิมมีสัญญาการจ่ายเงินเดือนพนักงานกับทางธนาคารฟีนิกน์อยู่
ให้เปลี่ยนไปทำสัญญากับทางธนาคารก๊อบลินแทน
เพื่อที่จะทำให้มีเงินอัดฉีดกับทางธนาคารก๊อบลินมากขึ้น เมื่อมีการอัดฉีดเงินมากขึ้น ทางธนาคารก๊อบลินจึงอนุมัติเงินกู้ให้แก่บริษัทพ่อมดขาวเพื่อจ่ายเงินชดเชยให้แก่พนักงานที่โดนไล่ออก
คำถาม คือ ทฤษฎี อาจจะใช้ได้จริงหรือเปล่าคะ กล่าวคือทางธนาคารก๊อบลินบอกเป็นนัยๆ คือ
“คุณหาลูกค้าให้ฉันเพิ่มซิ ฉันรู้ว่าคุณมีเพื่อนเยอะ และยังมีบริษัทลูกข่ายอีก ถ้าคุณทำได้ ฉันให้กู้ เพราะเดิมทีบริษัทของคุณก็ถูกฉันกินไปเกินกว่าครึ่งแล้ว หากฉันให้คุณกู้ฉันก็ขาดทุนน่ะซิ แต่หากคุณมีความสามารถนำบริษัทอื่นมาลงทุนกับฉันได้ ฉันก็มีเงินสำรองให้คุณกู้ไปใช้หนี้”
หาก สับสน มึนงง จขกท ต้องขออภัยด้วย พอดี ตัวข้าเองไม่ค่อยถนัดเรื่องนี้ซักเท่าไร แต่พบเจอเรื่องแนวๆ นี้มาเลย สงสัยน่ะคะ