คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 1
สนธิสัญญาพหุภาคี กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ลิงค์ครับ (ดูที่ ภาค 3 ข้อ 6)
http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/iccprt.pdf
อ้างอิงค์
http://th.wikipedia.org/wiki/กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
แนวโน้มกระแสสังคมโลกต่อการยุติโทษประหารชีวิต
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (สธท.)
และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ จัดเวทีเสวนาเรื่อง "โทษประหารชีวิต :
แนวโน้มกระแสสังคมโลกต่อการยุติโทษประหารชีวิต" (หัวข้อหนึ่งในการประชุมทางวิชาการสิทธิมนุษยชน
ระหว่างประเทศ) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากสธท.
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งฟิลิปปินส์ ร่วมเป็นวิทยากร และมี
ดร.อุทัย อาทิเวช อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักอัยการสูงสุด เป็นผู้ดำเนินรายการ
ในการเสวนาผู้แทนจากแต่ละองค์กรได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริงหลายแง่มุม โดยนางสาวโรซานน์ ไรฟ์
จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้กล่าวถึงการรณรงค์เพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิต อันเป็นภารกิจสำคัญของ
แอมเนสตี้ ทั้งนี้แอมเนสตี้มองว่าโทษประหารชีวิต คือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนและเป็นวิธีการลงโทษที่โหดร้าย
โดยแอมเนสตี้ได้แบ่งการใช้โทษประหารชีวิตจากทั่วโลกไว้ 3 กลุ่ม คือ ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารในทาง
กฎหมาย ปัจจุบันมีจำนวน 97 ประเทศ ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารในทางปฏิบัติ ( คือ มีการงดเว้นการลงโทษ
ด้วยการประหารชีวิตในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ) และกลุ่มสุดท้าย คือ ประเทศที่ยังคงใช้โทษประหารชีวิตอยู่
ปัจจุบันมี 58 ประเทศรวมถึงประเทศไทย ( ซึ่งมี 21 ประเทศที่มีการประหารชีวิตจริงเมื่อปี ค.ศ. 2012 )
นางสาวโรซานน์ยังกล่าวเสริมว่า แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะยังคงสนับสนุนการใช้โทษประหารชีวิต แต่ไม่มีหลักฐานใด
ที่ยืนยันว่า โทษประหารสามารถลดสถิติอาชญากรรมลงได้ ในจุดนี้เธอมองว่ารัฐบาลควรใช้ภาวะผู้นำ และกล้า
ที่จะแสดงจุดยืนที่ชัดเจนโดยไม่โน้มเอียงไปตามกระแสความคิดของประชาชนเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังได้
กล่าวชื่นชมประเทศไทยในการยกเลิกการใช้โซ่ตรวนกับนักโทษประหารบางประเภทอีกด้วย
นางสาวคาเรน ดัมปิต จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฟิลิปปินส์ ได้เล่าถึงประสบการณ์การยกเลิกโทษประหารชีวิต
ในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียนที่ยกเลิกโทษประหารโดยบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญปี
ค.ศ. 1987 แต่เกิดอุปสรรคทำให้ต้องนำโทษประหารกลับมาใช้อีก จนในที่สุดรัฐสภาฟิลิปปินส์ก็ผ่านกฎหมาย
ยกเลิกการใช้โทษประหารชีวิตอย่างเป็นทางการ เมื่อปี ค.ศ. 2005 ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีกลอเรีย
มาคาปากัล อาร์โรโย นอกจากนี้นางสาวคาเรนได้ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่ประชาชนยังต้องการให้มี
โทษประหารชีวิตว่า เป็นเพราะประชาชนต้องการเรียกร้องหาความยุติธรรมในสังคม ดังนั้นถ้ากระบวนการยุติธรรม
ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้มีความเป็นธรรมอย่างแท้จริงแล้ว ประชาชนก็จะเกิดความเชื่อมั่นเพราะสัมผัสได้ถึง
ความเป็นธรรมในสังคมและจะไม่ต้องการให้มีโทษประหารชีวิตอีกต่อไป
นายนัทธี จิตสว่าง รองผู้อำนวยการ สธท. ได้เสนอมุมมองและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการใช้โทษประหารชีวิต
ในประเทศไทย กล่าวคือ การใช้โทษประหารชีวิตในไทยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาอย่างยาวนาน ปัจจุบัน
มีฐานความผิด 55 ฐาน ที่มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต โดยการประหารชีวิตครั้งล่าสุด คือ การประหารนักโทษคดียาเสพติด
2 คน เมื่อปี ค.ศ. 2009 ( หลังจากที่ไม่มีการประหารชีวิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 ) อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ. 2012
ไทยยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และหญิงมีครรภ์ ในปีเดียวกันไทยได้งดออกเสียง
ต่อมติสหประชาชาติเรื่องการพักใช้โทษประหารชีวิต จากเมื่อก่อนที่เคยลงความเห็นคัดค้าน นอกจากนี้กรมคุ้มครอง
สิทธิมนุษยชนยังได้ผลักดันให้มีการสานต่อวาระการยกเลิกโทษประหารชีวิตในแผนสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 3 รวมทั้ง
มีการทำการวิจัยเรื่องความเป็นไปได้ในการยกเลิกโทษประหารชีวิตในไทย
นอกจากนี้นายนัทธี ยังให้ข้อสังเกตว่า แม้จะมีหลักฐานทางวิชาการที่แสดงว่าโทษประหารชีวิตไม่มีผลต่อการยับยั้ง
อาชญากรรม แต่การต่อต้านการยกเลิกโทษประหารยังคงมีอยู่ เนื่องจากค่านิยมและความเชื่อในเรื่องกรรมและ
การรับผลของการกระทำ พร้อมทั้งเสนอว่าหากจะให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิต จะต้องมีการทำงานเพื่อเปลี่ยน
ทัศนคติของประชาชนก่อน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจว่าจะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย และได้รับ
การปกป้องจากอาชญากรรม มีการบังคับใช้กฎหมายที่มีความแน่นอน และรวดเร็ว มีการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่
ของประชาชน รวมทั้งขจัดปัจจัยที่หล่อหลอมการกระทำความผิด และเมื่อไม่มีการประหารชีวิตก็จะต้องพัฒนาเรือนจำ
ให้มีความมั่นคง ปลอดภัยสูงสุด สามารถรองรับนักโทษจำคุกตลอดชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และในกรณีที่นักโทษพ้นโทษ ต้องมีการดูแลให้ปรับตัวกลับเข้าสู่สังคม
โดยสรุปแล้ว แนวโน้มกระแสสังคมโลกยังมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต
ซึ่งในอนาคตบทบาทและท่าทีของประเทศไทยจะก้าวไปในทิศทางใดนั้นคงต้องติดตามกันต่อไป
ที่มา http://www.tijthailand.org/main/th/content/104.html
ทั่วโลกร่วมตัดสินใจยกเลิกโทษประหารชีวิต
http://thaingo.org/board_2/view.php?id=909
ลิงค์ครับ (ดูที่ ภาค 3 ข้อ 6)
http://www.mfa.go.th/humanrights/images/stories/iccprt.pdf
อ้างอิงค์
http://th.wikipedia.org/wiki/กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
แนวโน้มกระแสสังคมโลกต่อการยุติโทษประหารชีวิต
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (สธท.)
และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ จัดเวทีเสวนาเรื่อง "โทษประหารชีวิต :
แนวโน้มกระแสสังคมโลกต่อการยุติโทษประหารชีวิต" (หัวข้อหนึ่งในการประชุมทางวิชาการสิทธิมนุษยชน
ระหว่างประเทศ) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากสธท.
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งฟิลิปปินส์ ร่วมเป็นวิทยากร และมี
ดร.อุทัย อาทิเวช อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักอัยการสูงสุด เป็นผู้ดำเนินรายการ
ในการเสวนาผู้แทนจากแต่ละองค์กรได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริงหลายแง่มุม โดยนางสาวโรซานน์ ไรฟ์
จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้กล่าวถึงการรณรงค์เพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิต อันเป็นภารกิจสำคัญของ
แอมเนสตี้ ทั้งนี้แอมเนสตี้มองว่าโทษประหารชีวิต คือ การละเมิดสิทธิมนุษยชนและเป็นวิธีการลงโทษที่โหดร้าย
โดยแอมเนสตี้ได้แบ่งการใช้โทษประหารชีวิตจากทั่วโลกไว้ 3 กลุ่ม คือ ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารในทาง
กฎหมาย ปัจจุบันมีจำนวน 97 ประเทศ ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารในทางปฏิบัติ ( คือ มีการงดเว้นการลงโทษ
ด้วยการประหารชีวิตในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ) และกลุ่มสุดท้าย คือ ประเทศที่ยังคงใช้โทษประหารชีวิตอยู่
ปัจจุบันมี 58 ประเทศรวมถึงประเทศไทย ( ซึ่งมี 21 ประเทศที่มีการประหารชีวิตจริงเมื่อปี ค.ศ. 2012 )
นางสาวโรซานน์ยังกล่าวเสริมว่า แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะยังคงสนับสนุนการใช้โทษประหารชีวิต แต่ไม่มีหลักฐานใด
ที่ยืนยันว่า โทษประหารสามารถลดสถิติอาชญากรรมลงได้ ในจุดนี้เธอมองว่ารัฐบาลควรใช้ภาวะผู้นำ และกล้า
ที่จะแสดงจุดยืนที่ชัดเจนโดยไม่โน้มเอียงไปตามกระแสความคิดของประชาชนเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังได้
กล่าวชื่นชมประเทศไทยในการยกเลิกการใช้โซ่ตรวนกับนักโทษประหารบางประเภทอีกด้วย
นางสาวคาเรน ดัมปิต จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฟิลิปปินส์ ได้เล่าถึงประสบการณ์การยกเลิกโทษประหารชีวิต
ในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียนที่ยกเลิกโทษประหารโดยบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญปี
ค.ศ. 1987 แต่เกิดอุปสรรคทำให้ต้องนำโทษประหารกลับมาใช้อีก จนในที่สุดรัฐสภาฟิลิปปินส์ก็ผ่านกฎหมาย
ยกเลิกการใช้โทษประหารชีวิตอย่างเป็นทางการ เมื่อปี ค.ศ. 2005 ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีกลอเรีย
มาคาปากัล อาร์โรโย นอกจากนี้นางสาวคาเรนได้ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่ประชาชนยังต้องการให้มี
โทษประหารชีวิตว่า เป็นเพราะประชาชนต้องการเรียกร้องหาความยุติธรรมในสังคม ดังนั้นถ้ากระบวนการยุติธรรม
ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้มีความเป็นธรรมอย่างแท้จริงแล้ว ประชาชนก็จะเกิดความเชื่อมั่นเพราะสัมผัสได้ถึง
ความเป็นธรรมในสังคมและจะไม่ต้องการให้มีโทษประหารชีวิตอีกต่อไป
นายนัทธี จิตสว่าง รองผู้อำนวยการ สธท. ได้เสนอมุมมองและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการใช้โทษประหารชีวิต
ในประเทศไทย กล่าวคือ การใช้โทษประหารชีวิตในไทยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาอย่างยาวนาน ปัจจุบัน
มีฐานความผิด 55 ฐาน ที่มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต โดยการประหารชีวิตครั้งล่าสุด คือ การประหารนักโทษคดียาเสพติด
2 คน เมื่อปี ค.ศ. 2009 ( หลังจากที่ไม่มีการประหารชีวิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 ) อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ. 2012
ไทยยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และหญิงมีครรภ์ ในปีเดียวกันไทยได้งดออกเสียง
ต่อมติสหประชาชาติเรื่องการพักใช้โทษประหารชีวิต จากเมื่อก่อนที่เคยลงความเห็นคัดค้าน นอกจากนี้กรมคุ้มครอง
สิทธิมนุษยชนยังได้ผลักดันให้มีการสานต่อวาระการยกเลิกโทษประหารชีวิตในแผนสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 3 รวมทั้ง
มีการทำการวิจัยเรื่องความเป็นไปได้ในการยกเลิกโทษประหารชีวิตในไทย
นอกจากนี้นายนัทธี ยังให้ข้อสังเกตว่า แม้จะมีหลักฐานทางวิชาการที่แสดงว่าโทษประหารชีวิตไม่มีผลต่อการยับยั้ง
อาชญากรรม แต่การต่อต้านการยกเลิกโทษประหารยังคงมีอยู่ เนื่องจากค่านิยมและความเชื่อในเรื่องกรรมและ
การรับผลของการกระทำ พร้อมทั้งเสนอว่าหากจะให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิต จะต้องมีการทำงานเพื่อเปลี่ยน
ทัศนคติของประชาชนก่อน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจว่าจะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย และได้รับ
การปกป้องจากอาชญากรรม มีการบังคับใช้กฎหมายที่มีความแน่นอน และรวดเร็ว มีการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่
ของประชาชน รวมทั้งขจัดปัจจัยที่หล่อหลอมการกระทำความผิด และเมื่อไม่มีการประหารชีวิตก็จะต้องพัฒนาเรือนจำ
ให้มีความมั่นคง ปลอดภัยสูงสุด สามารถรองรับนักโทษจำคุกตลอดชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และในกรณีที่นักโทษพ้นโทษ ต้องมีการดูแลให้ปรับตัวกลับเข้าสู่สังคม
โดยสรุปแล้ว แนวโน้มกระแสสังคมโลกยังมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต
ซึ่งในอนาคตบทบาทและท่าทีของประเทศไทยจะก้าวไปในทิศทางใดนั้นคงต้องติดตามกันต่อไป
ที่มา http://www.tijthailand.org/main/th/content/104.html
ทั่วโลกร่วมตัดสินใจยกเลิกโทษประหารชีวิต
http://thaingo.org/board_2/view.php?id=909
แสดงความคิดเห็น
ขอหลักกฎหมายเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตสากลหน่อยครับ