สมัยก่อนเวลาใช้คอมพิวเตอร์เยอะๆ จะมีอาการปวดตามากจนน้ำตาไหล (ปวดบริเวณเบ้าตา + น้ำตาไหล)
ต่อๆ มา เปลี่ยนจอภาพมาเป็นแบบจอ LCD และ LED ตามที่เค้าโฆษณากันว่าไม่มีรังสีช่วยรักษาสายตา แต่พอเอามาลองใช้จริงอาการปวดตาก็ยังคงอยู่ และรู้สึกว่าปวดมากกว่าเดิม ก็อาศัยวิธีปรับ Brightness กับ Contrast ของจอให้ต่ำที่สุดก็พอช่วยได้
ได้ไปเจองานวิจัยจากประเทศสเปน (เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2013)
ที่ทดลองถึงคลื่นแสงกับเซลล์รับภาพในตา Retinal epithelium cells (RPE) และเน้นไปที่ตัวแสงสีน้ำเงินว่าอันตรายที่สุด ที่นำไปสู่การเสื่อมสภาพของตา (Degenerative eye diseases)
การวิจัยนี้เพื่อจะศึกษาว่าฟิลเตอร์กรองแสงสีน้ำเงินจะช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ในลูกตาได้หรือไม่ โดยอ้างอิงว่ามีงานวิจัยที่ศึกษาว่าแสงมีอันตรายต่อเซลล์ RPE อยู่ก่อนแล้ว
*กดเพื่อดูรายละเอียดในงานวิจัย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ได้ทำการทดลองโดยใช้ LED สีแดง,เหลือง, น้ำเงิน และ ขาว ขนาดความเข้ม 5 mW/cm2
วางห่างจากเนื้อเยื่อเซลล์รูปกรวยจากผู้บริจาคที่มีสุขภาพดีแล้วตรวจวัดปริมาณเซลล์ที่เหลือหลังจากเปิดให้โดนแสงไป 12ชั่วโมงและพัก 12 ชั่วโมง เพื่อให้เซลล์มีเวลาฟื้นตัว 3 รอบ

จากผลการทดลองกราฟ E เซลล์ที่โดนแสงสีน้ำเงินตาย(apoptosis)เกือบหมดแต่แสงสีอื่นๆ ก็ตายเช่นกันแต่น้อยกว่า
เรียงตามลำดับการเหลือรอดของเซลล์จากน้อยไปมาก
น้ำเงิน --> เขียว --> ขาว --> แดง
เมื่อเทียบกับกลุ่มเซลล์ทดลองที่เก็บไว้ในความมืด

(**หมายเหตุ การทดลองนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันหมู่อุตสาหกรรมเกี่ยวกับแสงสว่างว่าการฉายแสงห่าง 20 cm. และนานต่อเนื่อง 12 ชั่วโมงแบบในการทดลองไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริง)
ก็เลยค้นข้อมูลเพิ่มถ้าไม่มีแว่นหรือเลนส์กรองแสงแบบในการทดลองจะทำอะไรได้บ้างก็พบว่ามีการทำโปรแกรมมาช่วยรักษาสุขภาพสายตาเราจากแสงสีน้ำเงินนี้ทั้งในโทรศัพท์มือถือ PC และ Mac
โดยในครั้งแรกได้เจอและลองใช้โปรแกรมในโทรศัพท์มือถือ Android "Bluelight Filter" ด้วยการลดแสงสีน้ำเงินในจอภาพลง
ทำให้จอภาพออกเป็นสีโทนเหลืองๆ แดงๆ ก็เกิดความสงสัยว่าคุ้มค่าหรือไม่กับการที่เราต้องมาทนมองจอภาพสีแปลกๆ เพื่อแลกกับสุขภาพสายตาที่จะได้รับกลับมา
แต่ถ้าค้นข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาตาในห้วข้อทั่วไปจะพบแต่ บทความดูแลรักษาตาที่เคยเห็นตามหนังสือสุขภาพทั่วๆ ไปเช่น
1.ปรับจอให้ห่างจากสายตาอย่างน้อย 50-70 ซม. และให้ต่ำกว่าระดับสายตา 10-20 ซม.
2.กระพริบตาให้บ่อย (อันนี้เวลาทำงานจริงๆ มันจะทำให้ยากเพราะลืม)
3.พักสายตาสัก 10 วินาที หรือจนรู้สึกว่าตาทำการโฟกัสได้ดีปกติหรือผ่อนคลายแล้ว
4.ปรับแสงสว่างในห้องสว่างปานกลางจะช่วยได้
5.ทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา ที่มี DHA ในปลาและผัก
6.ทานอาหารที่มีวิตามิน A เช่นแครอท
ส่วนเวปที่มีการพูดถึงแสงสีน้ำเงินมากๆ ก็จะเป็นพวกผู้ผลิตจอภาพโดยในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบรนด์
ที่เริ่มตื่นตัวในเรื่องนี้ และได้ออกผลิตภัณฑ์จอภาพถนอมสายตาออกมาทั้ง BenQ และ Eizo โดย 2 บริษัทนี้แสดงให้เห็นถึงโทษของแสงโทนสีน้ำเงินและวิธีการป้องกันสายตาเราจากแสงสีน้ำเงิน
แต่เราอาจจะทำเองได้ด้วยการ
1.ลดโทนแสงสีน้ำเงินลงอาจจะด้วยการตั้งอุณหภูมิของจอที่ปกติจะตั้งไว้ที่ 6500k มาเป็น 5000k ซึ่งจะลดแสงสีน้ำเงินได้ประมาณ 20%
2.ลดความสว่างของจอภาพลงให้พอดีกับสภาพแวดล้อม(ในการทดลองตั้งความสว่างลดลงไปเหลือ 1 ใน 3 ของความสว่างสูงสุดของจอ) + ตั้งอุณหภูมิสีไว้ที่ 5000k สามารถลดแสงสีน้ำเงินเหลือ 1ใน 6 เมื่อเทียบกับการไม่ปรับจอเลย

ย่านแสงสีน้ำเงิน (400-500 nm)เป็นคลื่นแสงในย่านใกล้เคียงกับแสงย่าน อุลตร้าไวโอเลต (10-400nm) ซึ่งถือเป็นแสงที่มีอำนาจทะลุทะลวงสูง(ถ้าใครเคยดำน้ำลึกจะเห็นแต่แสงสีน้ำเงินเท่านั้นในน้ำระดับลึกสีอื่นจะโดนน้ำดูดซับไว้หมดยกเว้นแสงสีน้ำเงิน)

จากรูปด้านบนเราจะเห็นว่าในแสงสีขาวประกอบไปด้วยแสงหลากหลายโทนสีและเจ้าตัวแสงสีน้ำเงิน-ม่วง ที่พูดถึงในบนความนี้ก็จะสามารถผ่านเข้าไปสู่จอรับภาพในลูกตาได้มากที่สุด
*ในแสงสีขาวประกอบไปด้วยแสงหลากหลายโทนสีรวมกันอยู่
ธรรมชาติของแสงสีน้ำเงินกับตามนุษย์

เวลาคนเรามองเห็นแสงสีน้ำเงินและแสงสีเขียวในเวลากลางคืนหรือในอาคารจะรู้สึกว่า 2สีนี้สว่างกว่าสีอื่นๆ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Purkinje effect หรือ Dark adaptation*
แม้แสงสีน้ำเงินจะให้ความรู้สึกสว่างในตอนกลางคืนและในอาคารแต่จะขาดซึ่งความคมชัด
เพราะตรงบริเวณแอ่งโฟเวีย (fovea centralis) ซึ่งเป็นจุดรับภาพที่ชัดที่สุดของตาคนเรา
นั้นไม่มีเซลล์รับแสงสีน้ำเงิน (อาจจะเรียกได้ว่าปกติแล้วคนเราตาบอดสีน้ำเงินครึ่งหนึ่ง)
หรือแม้แต่ใน จุดภาพชัด (Macula) ในจอรับภาพของคนเราเอง
ก็มีเซลล์รูปกรวย (Cone cell) ที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินอยู่น้อยที่สุด
เมื่อเทียบกับเซลล์รับแสงสีแดงและเขียว (แดง 3,เขียว 3 และน้ำเงิน 1ล้านเซลล์)
ดังนั้นเวลาเราฉายแสงสีน้ำเงินไปในความมืดและพยายามจะเพ่งดูให้ชัดภาพจะรู้สึกว่าภาพไม่ค่อยชัดเจน
กับการประยุกต์ใช้
1.บริษัทที่ขายจอภาพก็นำปรากฏการณ์นี้มาออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำให้จอมีสีน้ำเงินที่สว่างเพื่อให้ลูกค้าเวลาดูจอภาพแล้วรู้สึกว่าสีสดใส(ปกติร้านค้าจะอยู่ในอาคาร) แต่เมื่อเรานำจอภาพที่เร่งให้สีน้ำเงินสว่างมาใช้งานจริง อาจจะเกิดปัญหาปวดตา(eye strain)ได้
2.หรือผู้หญิงถ้าจะใส่ชุดไปงานเวลากลางคืนก็ควรจะใส่เสื้อผ้าในโทนสีเขียว, น้ำเงินหรือม่วงจะดูโดดเด่นกว่า แต่ถ้าไปกลางแจ้งการใสสีโทน แดง เหลือง หรือเขียว ก็จะดูชัดกว่า (สีเขียวจะพอไปได้ทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะ Cone ไวแสงสีเหลืองเขียว Rod ไวแสงสีเขียวน้ำเงิน)
3.ไฟหน้าหรือในคอลโซลรถยนต์ที่เป็นแสงออกโทนสีม่วงหรือน้ำเงินแม้จะดูสว่างแต่ไม่มีความชัดเจน และโดยเฉพาะไฟหน้าโทนสีน้ำเงินหรือม่วงอาจจะทำเกิดรถที่ขับอยู่ร่วมทางมองทางไม่ชัดเจน (เพราะแสงไปทำให้รูม่านตาปิดตัวลง ลดการมองเห็นแสงสีอื่นลงไปด้วย)
4.ไม่ใช้เป็นไฟส่องสว่าง ในรถถ้าต้องการความชัดเจนอาจจะใช้ไฟสีแดง-สีเขียว แต่อาจจะต้องแลกมากับสูญเสียความสามารถในการแยกสี (ในเรือดำน้ำ ก็ใช้ไฟสีแดง)
5.ถ้าต้องเดินป่าแล้วอยากได้ไฟฉายสว่างๆ แต่ใช้พลังงานน้อย ให้ใช้ช่วงไฟสีเขียว-สีน้ำเงิน เพราะเซลล์รูปแท่งที่ไวแสงรับแสงได้ดีในช่วงนี้ (แต่ถ้าสีออกโทนน้ำเงินมากไปภาพอาจจะไม่ค่อยชัด)
การรบกวนการมองเห็นของแสงสีน้ำเงิน
ตาคนเราจะโฟกัสภาพได้ดีในแสง
สีแดงและสีเขียว
ดังนั้นแสงสีน้ำเงินที่สว่างเกินไปจะทำให้เราต้องเพ่งสายตามมากขึ้นในการโฟกัสภาพทำให้เกิดการล้าของสายตา และแสงสีน้ำเงินยังเป็นตัวกระตุ้นในม่านตาหรี่หรือขยาย
เมื่อมีแสงสีน้ำเงินมากจะทำให้รู้ม่านตาปิดแคบแสงสีแดงและเขียว ก็จะเข้าไปไม่ได้ทำให้ต้องใช้สายตามากยิ่งขึ้น
สำหรับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ อาจจะลองให้ใช้โปรแกรมฟรีจากเวป
justgetflux.com ช่วยในการปรับอุณหภูมิของจอภาพให้เหมาะสมกับเวลาขึ้นลงของดวงอาทิตย์เพื่อช่วยถนอมสายตา
นอกจากนี้เจ้าแสงสีน้ำเงินยังไปรบกวนวงจรการนอนหลับของมนุษย์อีกด้วย
โดยการไปลดระดับของฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยให้หลับ
*โดยที่ร่างกายมนุษย์สามารถรับรู้ได้ถึงแสงสีน้ำเงินแม้ว่าเราจะไม่เห็นแสงนั้นก็ตามแต่ระดับฮอร์โมนเมลาโทนินก็จะลดลงแม้เพียงแค่หลอดแสงสีน้ำเงินเล็กๆ ในปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าหลากหลายชนิดนิยมใช้ไฟแสดงสถานะเป็นสีน้ำเงินเพราะดูหรูหรา ซึ่งจะไปรบกวนการนอนหลับของเราได้

แสงสีน้ำเงินเราสามารถได้รับจากทั้งหลอดแบบ Fluorescent, Compact Fluorescent และ LED
แต่บทความนี้จะพูดถึง LED ที่กำลังได้รับความนิยมเพราะ
1.ทันสมัย
2.ใช้พลังงานน้อยกว่า
3.อุณหภูมิต่ำกว่า
และคนเข้าใจว่าปลอดภัยเมื่อเทียบกับแหล่งกำเหนิดแสงแบบเดิมทำให้ไม่ทันระวังตัว
แต่จริงๆ เราก็ควรจะระวังรักษาตาเราเช่นเดิม (ไม่ใช่ใช้งานสายตามากขึ้นเพราะเปลี่ยนมาใช้แหล่งกำเหนิดแสงแบบ LED แล้ว)
อีกทั้งยังมาอยู่ใกล้ตัวคนเรามากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในบ้านและอุปกรณ์พกพา
วิธีลดแสงสีน้ำเงินในบ้านหรือที่ทำงาน
1.
หลอดส่องสว่างภายในบ้าน ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นมาก โดยอาจจะเลือกใช้โทนสี Warm แทน Cool (แต่ถ้าใครต้องทำงานเกี่ยวกับการออกแบบอาจจะลำบากหน่อย)
2.
แสงจากจอคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์พกพา ในกรณีที่จอไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการรักษาสายตาโดยตรง อาจจะใช้โปรแกรมสดแสงสีน้ำเงิน แทนได้ ซึ่งมี
แจกฟรีทั้ง Android ,iOS, PC และ Mac
3.
ถ้าใส่แว่นสายตา ควรเลือกเลนส์ที่สามารถเพิ่มการเคลือบตัดแสงสีน้ำเงินได้
4.
กรณีรถยนต์ อาจจะงดการใช้แสงสีน้ำเงินภาพในรถหรือไฟหน้าลงเพราะตาคนเราโฟกัสแสงสีน้ำเงินได้ไม่ดี แถมแสงสีน้ำเงินยังไปทำให้ม่านตาหดตัวกันแสงสีอื่นเข้าตา ทำให้ยิ่งมองได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้*Dark adaptation คือ การเพิ่มความไวของตาในการรับแสงในที่มืด ในช่วงเวลานี้รูม่านตาจะขยาย และมีการเปลี่ยนแปลงในจอประสาทตา เมื่อเราอยู่ในที่มืดหลังจากที่ตามองแสงสว่างมาระยะหนึ่ง ( ซึ่งจะมีการสลายของ Visual pigment เกิดขึ้น ) ใน 5-9 นาทีแรก จะมีการสังเคราะห์ pigments ใน cone cells ขึ้นใหม่ หลังจานนั้นในช่วง 30-45 นาทีต่อมา จะสังเคราะห์ rhodopsin ใน rod cells ภาวะ dark adaptation อาจนานกว่าปกติได้ในกรณีที่มองแสงสว่างมานานๆ
ที่มา
http://dexhomes.blogspot.com/2016/04/DangerOfBlueLight.html
http://www.facebook.com/dexhome10/posts/10203007589892015
ตาเสีย จากแสงสีน้ำเงินในจอ LED
ต่อๆ มา เปลี่ยนจอภาพมาเป็นแบบจอ LCD และ LED ตามที่เค้าโฆษณากันว่าไม่มีรังสีช่วยรักษาสายตา แต่พอเอามาลองใช้จริงอาการปวดตาก็ยังคงอยู่ และรู้สึกว่าปวดมากกว่าเดิม ก็อาศัยวิธีปรับ Brightness กับ Contrast ของจอให้ต่ำที่สุดก็พอช่วยได้
ได้ไปเจองานวิจัยจากประเทศสเปน (เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2013)
ที่ทดลองถึงคลื่นแสงกับเซลล์รับภาพในตา Retinal epithelium cells (RPE) และเน้นไปที่ตัวแสงสีน้ำเงินว่าอันตรายที่สุด ที่นำไปสู่การเสื่อมสภาพของตา (Degenerative eye diseases)
การวิจัยนี้เพื่อจะศึกษาว่าฟิลเตอร์กรองแสงสีน้ำเงินจะช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ในลูกตาได้หรือไม่ โดยอ้างอิงว่ามีงานวิจัยที่ศึกษาว่าแสงมีอันตรายต่อเซลล์ RPE อยู่ก่อนแล้ว
*กดเพื่อดูรายละเอียดในงานวิจัย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ก็เลยค้นข้อมูลเพิ่มถ้าไม่มีแว่นหรือเลนส์กรองแสงแบบในการทดลองจะทำอะไรได้บ้างก็พบว่ามีการทำโปรแกรมมาช่วยรักษาสุขภาพสายตาเราจากแสงสีน้ำเงินนี้ทั้งในโทรศัพท์มือถือ PC และ Mac
โดยในครั้งแรกได้เจอและลองใช้โปรแกรมในโทรศัพท์มือถือ Android "Bluelight Filter" ด้วยการลดแสงสีน้ำเงินในจอภาพลง
ทำให้จอภาพออกเป็นสีโทนเหลืองๆ แดงๆ ก็เกิดความสงสัยว่าคุ้มค่าหรือไม่กับการที่เราต้องมาทนมองจอภาพสีแปลกๆ เพื่อแลกกับสุขภาพสายตาที่จะได้รับกลับมา
แต่ถ้าค้นข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาตาในห้วข้อทั่วไปจะพบแต่ บทความดูแลรักษาตาที่เคยเห็นตามหนังสือสุขภาพทั่วๆ ไปเช่น
1.ปรับจอให้ห่างจากสายตาอย่างน้อย 50-70 ซม. และให้ต่ำกว่าระดับสายตา 10-20 ซม.
2.กระพริบตาให้บ่อย (อันนี้เวลาทำงานจริงๆ มันจะทำให้ยากเพราะลืม)
3.พักสายตาสัก 10 วินาที หรือจนรู้สึกว่าตาทำการโฟกัสได้ดีปกติหรือผ่อนคลายแล้ว
4.ปรับแสงสว่างในห้องสว่างปานกลางจะช่วยได้
5.ทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา ที่มี DHA ในปลาและผัก
6.ทานอาหารที่มีวิตามิน A เช่นแครอท
ส่วนเวปที่มีการพูดถึงแสงสีน้ำเงินมากๆ ก็จะเป็นพวกผู้ผลิตจอภาพโดยในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบรนด์
ที่เริ่มตื่นตัวในเรื่องนี้ และได้ออกผลิตภัณฑ์จอภาพถนอมสายตาออกมาทั้ง BenQ และ Eizo โดย 2 บริษัทนี้แสดงให้เห็นถึงโทษของแสงโทนสีน้ำเงินและวิธีการป้องกันสายตาเราจากแสงสีน้ำเงิน
แต่เราอาจจะทำเองได้ด้วยการ
1.ลดโทนแสงสีน้ำเงินลงอาจจะด้วยการตั้งอุณหภูมิของจอที่ปกติจะตั้งไว้ที่ 6500k มาเป็น 5000k ซึ่งจะลดแสงสีน้ำเงินได้ประมาณ 20%
2.ลดความสว่างของจอภาพลงให้พอดีกับสภาพแวดล้อม(ในการทดลองตั้งความสว่างลดลงไปเหลือ 1 ใน 3 ของความสว่างสูงสุดของจอ) + ตั้งอุณหภูมิสีไว้ที่ 5000k สามารถลดแสงสีน้ำเงินเหลือ 1ใน 6 เมื่อเทียบกับการไม่ปรับจอเลย
ย่านแสงสีน้ำเงิน (400-500 nm)เป็นคลื่นแสงในย่านใกล้เคียงกับแสงย่าน อุลตร้าไวโอเลต (10-400nm) ซึ่งถือเป็นแสงที่มีอำนาจทะลุทะลวงสูง(ถ้าใครเคยดำน้ำลึกจะเห็นแต่แสงสีน้ำเงินเท่านั้นในน้ำระดับลึกสีอื่นจะโดนน้ำดูดซับไว้หมดยกเว้นแสงสีน้ำเงิน)
จากรูปด้านบนเราจะเห็นว่าในแสงสีขาวประกอบไปด้วยแสงหลากหลายโทนสีและเจ้าตัวแสงสีน้ำเงิน-ม่วง ที่พูดถึงในบนความนี้ก็จะสามารถผ่านเข้าไปสู่จอรับภาพในลูกตาได้มากที่สุด
*ในแสงสีขาวประกอบไปด้วยแสงหลากหลายโทนสีรวมกันอยู่
ธรรมชาติของแสงสีน้ำเงินกับตามนุษย์
เวลาคนเรามองเห็นแสงสีน้ำเงินและแสงสีเขียวในเวลากลางคืนหรือในอาคารจะรู้สึกว่า 2สีนี้สว่างกว่าสีอื่นๆ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Purkinje effect หรือ Dark adaptation*
แม้แสงสีน้ำเงินจะให้ความรู้สึกสว่างในตอนกลางคืนและในอาคารแต่จะขาดซึ่งความคมชัด
เพราะตรงบริเวณแอ่งโฟเวีย (fovea centralis) ซึ่งเป็นจุดรับภาพที่ชัดที่สุดของตาคนเรา
นั้นไม่มีเซลล์รับแสงสีน้ำเงิน (อาจจะเรียกได้ว่าปกติแล้วคนเราตาบอดสีน้ำเงินครึ่งหนึ่ง)
หรือแม้แต่ใน จุดภาพชัด (Macula) ในจอรับภาพของคนเราเอง
ก็มีเซลล์รูปกรวย (Cone cell) ที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินอยู่น้อยที่สุด
เมื่อเทียบกับเซลล์รับแสงสีแดงและเขียว (แดง 3,เขียว 3 และน้ำเงิน 1ล้านเซลล์)
ดังนั้นเวลาเราฉายแสงสีน้ำเงินไปในความมืดและพยายามจะเพ่งดูให้ชัดภาพจะรู้สึกว่าภาพไม่ค่อยชัดเจน
กับการประยุกต์ใช้
1.บริษัทที่ขายจอภาพก็นำปรากฏการณ์นี้มาออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำให้จอมีสีน้ำเงินที่สว่างเพื่อให้ลูกค้าเวลาดูจอภาพแล้วรู้สึกว่าสีสดใส(ปกติร้านค้าจะอยู่ในอาคาร) แต่เมื่อเรานำจอภาพที่เร่งให้สีน้ำเงินสว่างมาใช้งานจริง อาจจะเกิดปัญหาปวดตา(eye strain)ได้
2.หรือผู้หญิงถ้าจะใส่ชุดไปงานเวลากลางคืนก็ควรจะใส่เสื้อผ้าในโทนสีเขียว, น้ำเงินหรือม่วงจะดูโดดเด่นกว่า แต่ถ้าไปกลางแจ้งการใสสีโทน แดง เหลือง หรือเขียว ก็จะดูชัดกว่า (สีเขียวจะพอไปได้ทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะ Cone ไวแสงสีเหลืองเขียว Rod ไวแสงสีเขียวน้ำเงิน)
3.ไฟหน้าหรือในคอลโซลรถยนต์ที่เป็นแสงออกโทนสีม่วงหรือน้ำเงินแม้จะดูสว่างแต่ไม่มีความชัดเจน และโดยเฉพาะไฟหน้าโทนสีน้ำเงินหรือม่วงอาจจะทำเกิดรถที่ขับอยู่ร่วมทางมองทางไม่ชัดเจน (เพราะแสงไปทำให้รูม่านตาปิดตัวลง ลดการมองเห็นแสงสีอื่นลงไปด้วย)
4.ไม่ใช้เป็นไฟส่องสว่าง ในรถถ้าต้องการความชัดเจนอาจจะใช้ไฟสีแดง-สีเขียว แต่อาจจะต้องแลกมากับสูญเสียความสามารถในการแยกสี (ในเรือดำน้ำ ก็ใช้ไฟสีแดง)
5.ถ้าต้องเดินป่าแล้วอยากได้ไฟฉายสว่างๆ แต่ใช้พลังงานน้อย ให้ใช้ช่วงไฟสีเขียว-สีน้ำเงิน เพราะเซลล์รูปแท่งที่ไวแสงรับแสงได้ดีในช่วงนี้ (แต่ถ้าสีออกโทนน้ำเงินมากไปภาพอาจจะไม่ค่อยชัด)
การรบกวนการมองเห็นของแสงสีน้ำเงิน
ตาคนเราจะโฟกัสภาพได้ดีในแสงสีแดงและสีเขียว
ดังนั้นแสงสีน้ำเงินที่สว่างเกินไปจะทำให้เราต้องเพ่งสายตามมากขึ้นในการโฟกัสภาพทำให้เกิดการล้าของสายตา และแสงสีน้ำเงินยังเป็นตัวกระตุ้นในม่านตาหรี่หรือขยาย
เมื่อมีแสงสีน้ำเงินมากจะทำให้รู้ม่านตาปิดแคบแสงสีแดงและเขียว ก็จะเข้าไปไม่ได้ทำให้ต้องใช้สายตามากยิ่งขึ้น
สำหรับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ อาจจะลองให้ใช้โปรแกรมฟรีจากเวป justgetflux.com ช่วยในการปรับอุณหภูมิของจอภาพให้เหมาะสมกับเวลาขึ้นลงของดวงอาทิตย์เพื่อช่วยถนอมสายตา
นอกจากนี้เจ้าแสงสีน้ำเงินยังไปรบกวนวงจรการนอนหลับของมนุษย์อีกด้วย
โดยการไปลดระดับของฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยให้หลับ
*โดยที่ร่างกายมนุษย์สามารถรับรู้ได้ถึงแสงสีน้ำเงินแม้ว่าเราจะไม่เห็นแสงนั้นก็ตามแต่ระดับฮอร์โมนเมลาโทนินก็จะลดลงแม้เพียงแค่หลอดแสงสีน้ำเงินเล็กๆ ในปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าหลากหลายชนิดนิยมใช้ไฟแสดงสถานะเป็นสีน้ำเงินเพราะดูหรูหรา ซึ่งจะไปรบกวนการนอนหลับของเราได้
แสงสีน้ำเงินเราสามารถได้รับจากทั้งหลอดแบบ Fluorescent, Compact Fluorescent และ LED
แต่บทความนี้จะพูดถึง LED ที่กำลังได้รับความนิยมเพราะ
1.ทันสมัย
2.ใช้พลังงานน้อยกว่า
3.อุณหภูมิต่ำกว่า
และคนเข้าใจว่าปลอดภัยเมื่อเทียบกับแหล่งกำเหนิดแสงแบบเดิมทำให้ไม่ทันระวังตัว
แต่จริงๆ เราก็ควรจะระวังรักษาตาเราเช่นเดิม (ไม่ใช่ใช้งานสายตามากขึ้นเพราะเปลี่ยนมาใช้แหล่งกำเหนิดแสงแบบ LED แล้ว)
อีกทั้งยังมาอยู่ใกล้ตัวคนเรามากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในบ้านและอุปกรณ์พกพา
วิธีลดแสงสีน้ำเงินในบ้านหรือที่ทำงาน
1.หลอดส่องสว่างภายในบ้าน ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นมาก โดยอาจจะเลือกใช้โทนสี Warm แทน Cool (แต่ถ้าใครต้องทำงานเกี่ยวกับการออกแบบอาจจะลำบากหน่อย)
2.แสงจากจอคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์พกพา ในกรณีที่จอไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการรักษาสายตาโดยตรง อาจจะใช้โปรแกรมสดแสงสีน้ำเงิน แทนได้ ซึ่งมีแจกฟรีทั้ง Android ,iOS, PC และ Mac
3.ถ้าใส่แว่นสายตา ควรเลือกเลนส์ที่สามารถเพิ่มการเคลือบตัดแสงสีน้ำเงินได้
4.กรณีรถยนต์ อาจจะงดการใช้แสงสีน้ำเงินภาพในรถหรือไฟหน้าลงเพราะตาคนเราโฟกัสแสงสีน้ำเงินได้ไม่ดี แถมแสงสีน้ำเงินยังไปทำให้ม่านตาหดตัวกันแสงสีอื่นเข้าตา ทำให้ยิ่งมองได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ที่มา http://dexhomes.blogspot.com/2016/04/DangerOfBlueLight.html
http://www.facebook.com/dexhome10/posts/10203007589892015