ตาเสีย จากแสงสีน้ำเงินในจอ LED

สมัยก่อนเวลาใช้คอมพิวเตอร์เยอะๆ จะมีอาการปวดตามากจนน้ำตาไหล (ปวดบริเวณเบ้าตา + น้ำตาไหล)
ต่อๆ มา เปลี่ยนจอภาพมาเป็นแบบจอ LCD และ LED ตามที่เค้าโฆษณากันว่าไม่มีรังสีช่วยรักษาสายตา แต่พอเอามาลองใช้จริงอาการปวดตาก็ยังคงอยู่ และรู้สึกว่าปวดมากกว่าเดิม ก็อาศัยวิธีปรับ Brightness กับ Contrast ของจอให้ต่ำที่สุดก็พอช่วยได้


ได้ไปเจองานวิจัยจากประเทศสเปน (เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2013)
ที่ทดลองถึงคลื่นแสงกับเซลล์รับภาพในตา Retinal epithelium cells (RPE) และเน้นไปที่ตัวแสงสีน้ำเงินว่าอันตรายที่สุด ที่นำไปสู่การเสื่อมสภาพของตา (Degenerative eye diseases)
การวิจัยนี้เพื่อจะศึกษาว่าฟิลเตอร์กรองแสงสีน้ำเงินจะช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ในลูกตาได้หรือไม่ โดยอ้างอิงว่ามีงานวิจัยที่ศึกษาว่าแสงมีอันตรายต่อเซลล์ RPE อยู่ก่อนแล้ว

*กดเพื่อดูรายละเอียดในงานวิจัย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ก็เลยค้นข้อมูลเพิ่มถ้าไม่มีแว่นหรือเลนส์กรองแสงแบบในการทดลองจะทำอะไรได้บ้างก็พบว่ามีการทำโปรแกรมมาช่วยรักษาสุขภาพสายตาเราจากแสงสีน้ำเงินนี้ทั้งในโทรศัพท์มือถือ PC และ Mac

โดยในครั้งแรกได้เจอและลองใช้โปรแกรมในโทรศัพท์มือถือ Android "Bluelight Filter" ด้วยการลดแสงสีน้ำเงินในจอภาพลง
ทำให้จอภาพออกเป็นสีโทนเหลืองๆ แดงๆ ก็เกิดความสงสัยว่าคุ้มค่าหรือไม่กับการที่เราต้องมาทนมองจอภาพสีแปลกๆ เพื่อแลกกับสุขภาพสายตาที่จะได้รับกลับมา

แต่ถ้าค้นข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาตาในห้วข้อทั่วไปจะพบแต่ บทความดูแลรักษาตาที่เคยเห็นตามหนังสือสุขภาพทั่วๆ ไปเช่น

1.ปรับจอให้ห่างจากสายตาอย่างน้อย 50-70 ซม. และให้ต่ำกว่าระดับสายตา 10-20 ซม.
2.กระพริบตาให้บ่อย (อันนี้เวลาทำงานจริงๆ มันจะทำให้ยากเพราะลืม)
3.พักสายตาสัก 10 วินาที หรือจนรู้สึกว่าตาทำการโฟกัสได้ดีปกติหรือผ่อนคลายแล้ว
4.ปรับแสงสว่างในห้องสว่างปานกลางจะช่วยได้
5.ทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา ที่มี DHA ในปลาและผัก
6.ทานอาหารที่มีวิตามิน A เช่นแครอท

ส่วนเวปที่มีการพูดถึงแสงสีน้ำเงินมากๆ ก็จะเป็นพวกผู้ผลิตจอภาพโดยในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบรนด์
ที่เริ่มตื่นตัวในเรื่องนี้ และได้ออกผลิตภัณฑ์จอภาพถนอมสายตาออกมาทั้ง BenQ และ Eizo โดย 2 บริษัทนี้แสดงให้เห็นถึงโทษของแสงโทนสีน้ำเงินและวิธีการป้องกันสายตาเราจากแสงสีน้ำเงิน

แต่เราอาจจะทำเองได้ด้วยการ
1.ลดโทนแสงสีน้ำเงินลงอาจจะด้วยการตั้งอุณหภูมิของจอที่ปกติจะตั้งไว้ที่ 6500k มาเป็น 5000k ซึ่งจะลดแสงสีน้ำเงินได้ประมาณ 20%
2.ลดความสว่างของจอภาพลงให้พอดีกับสภาพแวดล้อม(ในการทดลองตั้งความสว่างลดลงไปเหลือ 1 ใน 3 ของความสว่างสูงสุดของจอ) + ตั้งอุณหภูมิสีไว้ที่ 5000k สามารถลดแสงสีน้ำเงินเหลือ 1ใน 6 เมื่อเทียบกับการไม่ปรับจอเลย

ย่านแสงสีน้ำเงิน (400-500 nm)เป็นคลื่นแสงในย่านใกล้เคียงกับแสงย่าน อุลตร้าไวโอเลต (10-400nm) ซึ่งถือเป็นแสงที่มีอำนาจทะลุทะลวงสูง(ถ้าใครเคยดำน้ำลึกจะเห็นแต่แสงสีน้ำเงินเท่านั้นในน้ำระดับลึกสีอื่นจะโดนน้ำดูดซับไว้หมดยกเว้นแสงสีน้ำเงิน)

จากรูปด้านบนเราจะเห็นว่าในแสงสีขาวประกอบไปด้วยแสงหลากหลายโทนสีและเจ้าตัวแสงสีน้ำเงิน-ม่วง ที่พูดถึงในบนความนี้ก็จะสามารถผ่านเข้าไปสู่จอรับภาพในลูกตาได้มากที่สุด

*ในแสงสีขาวประกอบไปด้วยแสงหลากหลายโทนสีรวมกันอยู่



ธรรมชาติของแสงสีน้ำเงินกับตามนุษย์

เวลาคนเรามองเห็นแสงสีน้ำเงินและแสงสีเขียวในเวลากลางคืนหรือในอาคารจะรู้สึกว่า 2สีนี้สว่างกว่าสีอื่นๆ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า  Purkinje effect หรือ Dark adaptation*
แม้แสงสีน้ำเงินจะให้ความรู้สึกสว่างในตอนกลางคืนและในอาคารแต่จะขาดซึ่งความคมชัด
เพราะตรงบริเวณแอ่งโฟเวีย (fovea centralis) ซึ่งเป็นจุดรับภาพที่ชัดที่สุดของตาคนเรา
นั้นไม่มีเซลล์รับแสงสีน้ำเงิน (อาจจะเรียกได้ว่าปกติแล้วคนเราตาบอดสีน้ำเงินครึ่งหนึ่ง)
หรือแม้แต่ใน จุดภาพชัด (Macula) ในจอรับภาพของคนเราเอง
ก็มีเซลล์รูปกรวย (Cone cell) ที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินอยู่น้อยที่สุด
เมื่อเทียบกับเซลล์รับแสงสีแดงและเขียว (แดง 3,เขียว 3 และน้ำเงิน 1ล้านเซลล์)
ดังนั้นเวลาเราฉายแสงสีน้ำเงินไปในความมืดและพยายามจะเพ่งดูให้ชัดภาพจะรู้สึกว่าภาพไม่ค่อยชัดเจน


กับการประยุกต์ใช้
1.บริษัทที่ขายจอภาพก็นำปรากฏการณ์นี้มาออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำให้จอมีสีน้ำเงินที่สว่างเพื่อให้ลูกค้าเวลาดูจอภาพแล้วรู้สึกว่าสีสดใส(ปกติร้านค้าจะอยู่ในอาคาร) แต่เมื่อเรานำจอภาพที่เร่งให้สีน้ำเงินสว่างมาใช้งานจริง อาจจะเกิดปัญหาปวดตา(eye strain)ได้
2.หรือผู้หญิงถ้าจะใส่ชุดไปงานเวลากลางคืนก็ควรจะใส่เสื้อผ้าในโทนสีเขียว, น้ำเงินหรือม่วงจะดูโดดเด่นกว่า แต่ถ้าไปกลางแจ้งการใสสีโทน แดง เหลือง หรือเขียว ก็จะดูชัดกว่า (สีเขียวจะพอไปได้ทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะ Cone ไวแสงสีเหลืองเขียว Rod ไวแสงสีเขียวน้ำเงิน)
3.ไฟหน้าหรือในคอลโซลรถยนต์ที่เป็นแสงออกโทนสีม่วงหรือน้ำเงินแม้จะดูสว่างแต่ไม่มีความชัดเจน และโดยเฉพาะไฟหน้าโทนสีน้ำเงินหรือม่วงอาจจะทำเกิดรถที่ขับอยู่ร่วมทางมองทางไม่ชัดเจน (เพราะแสงไปทำให้รูม่านตาปิดตัวลง ลดการมองเห็นแสงสีอื่นลงไปด้วย)
4.ไม่ใช้เป็นไฟส่องสว่าง ในรถถ้าต้องการความชัดเจนอาจจะใช้ไฟสีแดง-สีเขียว แต่อาจจะต้องแลกมากับสูญเสียความสามารถในการแยกสี (ในเรือดำน้ำ ก็ใช้ไฟสีแดง)
5.ถ้าต้องเดินป่าแล้วอยากได้ไฟฉายสว่างๆ แต่ใช้พลังงานน้อย ให้ใช้ช่วงไฟสีเขียว-สีน้ำเงิน เพราะเซลล์รูปแท่งที่ไวแสงรับแสงได้ดีในช่วงนี้ (แต่ถ้าสีออกโทนน้ำเงินมากไปภาพอาจจะไม่ค่อยชัด)
การรบกวนการมองเห็นของแสงสีน้ำเงิน

ตาคนเราจะโฟกัสภาพได้ดีในแสงสีแดงและสีเขียว
ดังนั้นแสงสีน้ำเงินที่สว่างเกินไปจะทำให้เราต้องเพ่งสายตามมากขึ้นในการโฟกัสภาพทำให้เกิดการล้าของสายตา และแสงสีน้ำเงินยังเป็นตัวกระตุ้นในม่านตาหรี่หรือขยาย
เมื่อมีแสงสีน้ำเงินมากจะทำให้รู้ม่านตาปิดแคบแสงสีแดงและเขียว ก็จะเข้าไปไม่ได้ทำให้ต้องใช้สายตามากยิ่งขึ้น

สำหรับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ อาจจะลองให้ใช้โปรแกรมฟรีจากเวป justgetflux.com ช่วยในการปรับอุณหภูมิของจอภาพให้เหมาะสมกับเวลาขึ้นลงของดวงอาทิตย์เพื่อช่วยถนอมสายตา

นอกจากนี้เจ้าแสงสีน้ำเงินยังไปรบกวนวงจรการนอนหลับของมนุษย์อีกด้วย
โดยการไปลดระดับของฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยให้หลับ
*โดยที่ร่างกายมนุษย์สามารถรับรู้ได้ถึงแสงสีน้ำเงินแม้ว่าเราจะไม่เห็นแสงนั้นก็ตามแต่ระดับฮอร์โมนเมลาโทนินก็จะลดลงแม้เพียงแค่หลอดแสงสีน้ำเงินเล็กๆ ในปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าหลากหลายชนิดนิยมใช้ไฟแสดงสถานะเป็นสีน้ำเงินเพราะดูหรูหรา ซึ่งจะไปรบกวนการนอนหลับของเราได้



แสงสีน้ำเงินเราสามารถได้รับจากทั้งหลอดแบบ Fluorescent, Compact Fluorescent และ LED
แต่บทความนี้จะพูดถึง LED ที่กำลังได้รับความนิยมเพราะ

  1.ทันสมัย
  2.ใช้พลังงานน้อยกว่า
  3.อุณหภูมิต่ำกว่า

และคนเข้าใจว่าปลอดภัยเมื่อเทียบกับแหล่งกำเหนิดแสงแบบเดิมทำให้ไม่ทันระวังตัว
แต่จริงๆ เราก็ควรจะระวังรักษาตาเราเช่นเดิม (ไม่ใช่ใช้งานสายตามากขึ้นเพราะเปลี่ยนมาใช้แหล่งกำเหนิดแสงแบบ LED แล้ว)
อีกทั้งยังมาอยู่ใกล้ตัวคนเรามากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในบ้านและอุปกรณ์พกพา

วิธีลดแสงสีน้ำเงินในบ้านหรือที่ทำงาน
  1.หลอดส่องสว่างภายในบ้าน ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นมาก โดยอาจจะเลือกใช้โทนสี Warm แทน Cool (แต่ถ้าใครต้องทำงานเกี่ยวกับการออกแบบอาจจะลำบากหน่อย)
  2.แสงจากจอคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์พกพา ในกรณีที่จอไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการรักษาสายตาโดยตรง อาจจะใช้โปรแกรมสดแสงสีน้ำเงิน แทนได้ ซึ่งมีแจกฟรีทั้ง Android ,iOS, PC และ Mac
  3.ถ้าใส่แว่นสายตา ควรเลือกเลนส์ที่สามารถเพิ่มการเคลือบตัดแสงสีน้ำเงินได้
  4.กรณีรถยนต์ อาจจะงดการใช้แสงสีน้ำเงินภาพในรถหรือไฟหน้าลงเพราะตาคนเราโฟกัสแสงสีน้ำเงินได้ไม่ดี แถมแสงสีน้ำเงินยังไปทำให้ม่านตาหดตัวกันแสงสีอื่นเข้าตา ทำให้ยิ่งมองได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ที่มา http://dexhomes.blogspot.com/2016/04/DangerOfBlueLight.html
http://www.facebook.com/dexhome10/posts/10203007589892015
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่