// ปปช.สรุป "ไม่มี จีทูจี" มีแต่เจี๊ยทูเจี๊ย "รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีมหาศาล"-" นายกฯ ปู " ละเว้นไม่ยับยั้ง...//


รายงานข่าวด่วนวันนี้ 16 มกราคม 2557 เวลา 16.50 น.  ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทุบรีนายวิชา มหาคุณ ในฐานะประธานคณะกรรมการไต่สวนการทุจริตโครงการจำนำข้าว แถลงว่า กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกล่าวหานายบุญทรงเตริยาภิรมย์ กับพวกเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์เกี่ยวกับการทุจริตโครงการจำนำข้าว และการระบายข้าว

จีทูจี ไม่มีจริง – ไม่มีการส่งออกข้าว
คณะ อนุกรรมการไต่สวนพิจารณาจากพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าการเข้าทำสัญญาซื้อขาย ข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ยังไม่มีข้อเท็จจริงใดๆ สนับสนุนว่าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งที่เข้ามาทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐ ต่อรัฐได้รับมอบหมายจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและไม่มีการส่งออกข้าวออกนอกราช อาณาจักรจริง จึงมีมติเป็นเอกฉันท์แจ้งข้อกล่าวหากับนายบุญทรงเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรมช.พาณิชย์ และผู้ดำเนินการเจรจาทั้งสองฝ่ายรวมถึงผู้รับมอบอำนาจของหน่วยงานรัฐ วิสาหกิจที่เข้ามาเจรจาด้วยรวมจำนวน 15 ราย

นายวิชา กล่าวอีกว่า โดยทั้งหมด 15 รายนั้นประกอบด้วย นายมนัส สร้อยพลอยเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายฑิฆัมพร นาทวรทัต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผอ.สำนักบริหารการค้าข้าว นายอัครพงษ์ ทีปวัชระเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ  กระทรวงพาณิชย์ บริษัทจีเอสเอสจี บริษัทไห่หนาน และตัวแทนของหน่วยงานทั้งสองทั้งชาวจีนและชาวไทยคือ นายรัฐนิธ โสจิระกุล นายสมคิด เอื้อนสุภา นายลิตร พอใจซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด

ขายข้าวลักษณะนี้ไม่สามารถอ้างขอยกเว้นภาษีอากรได้
นาย วิชา กล่าวอีกว่าอย่างไรก็ตามในส่วนของการไต่สวน ความเกี่ยวข้องกับบริษัทสยามอินดิก้าฯ นั้นมติที่ประชุมอนุกรรมการไต่สวนให้ไปไต่สวนเพิ่มเติมเนื่องจากต้องสอบไป ยังบริษัทรับซื้อรายย่อยอีกจำนวน 17 รายเนื่องจากมีพยานหลักฐานปรากฏต้องขยายผลไปยังบริษัทรับซื้อรายย่อยและราย ใหญ่ในจำนวน17 รายดังกล่าว เพราะมีการอ้างอิงว่าเป็นการค้าแบบรัฐต่อรัฐแต่ในความจริงแล้วเป็นการค้าใน ประเทศ โดยอ้างอิงการจ่ายเช็คเงินสดให้กับกรมการค้าต่างประเทศทุกรายไม่ใช่การจ่าย แบบรัฐต่อรัฐ ดังนั้นจึงเป็นกรณีที่ไม่สามารถอ้างอิงการยกเว้นภาษีอากรได้เลย

นาย วิชา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนได้ความว่าข้าวซึ่งทำการซื้อขายแบบรัฐต่อ รัฐได้นำออกขายให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ และจากการตรวจสอบก็พบเอกสารหลักฐานที่ผู้ประกอบการค้าข้าวนำไปบันทึกบัญชี เป็นต้นทุนรวมถึงการชำระภาษี ได้ความจากสภาวิชาชีพการบัญชีและกรมสรรพากรว่าเอกสารหลักฐานดังกล่าวไม่ สามารถนำไปบันทึกบัญชีและนำไปคำนวณภาษีซึ่งคณะกรรมการไต่สวนจะได้ส่งเรื่อง นี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีอากรเป็นจำนวนมหาศาล
“การ ที่บริษัทเอกชนจ่ายเช็คเงินสดให้กับองค์การค้าต่างประเทศ ไม่สามารถอ้างอิงเพื่อยกเว้นภาษีอากรได้เพราะมีการนำออกขายให้กับผู้ประกอบ การค้าข้าวในประเทศ ดังนั้นเอกสารหลักฐานที่ได้มาทั้งหมดจะนำไปบันทึกบัญชีเป็นต้นทุน รวมทั้งกการชำระภาษีไม่ได้ โดยสภาวิชาชีพบัญชียืนยันรับรองมาว่านำไปเคลียร์ไม่ได้เพราะเป็นเอกสารที่มิ ชอบถือเป็นความเท็จและไม่อาจไปคำนวณเป็นภาษีเงินได้ดังนั้นอนุกรรมการฯ จึงมีมติให้ส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามอำนาจ หน้าที่อย่างเด็ดขาดอันได้แก่ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เพื่อเรียกเก็บภาษีเนื่องจากทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีอากรเป็นจำนวน มหาศาลลองไปคำนวณเอาเอง เพราะเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากร  กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ให้ยุติกรณีกระทำการบิดเบือนนี้อย่างเด็ดขาด หากไม่ดำเนินการ ป.ป.ช.ก็จะมีมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อไป”นายวิชากล่าว

นายกฯ ได้ทราบถึงการท้วงติงแต่กลับละเลยไม่ดำเนินการระงับหรือยับยั้ง
นาย วิชา กล่าวต่ออีกว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงมีเหตุอัน ควรสงสัยตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบ ปรามทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมว่าการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลซึ่งมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) ได้ทราบถึงการท้วงติงและความเสียหายจากการดำเนินโครงการดังกล่าวแล้วแต่กลับ ละเลยไม่ดำเนินการระงับหรือยับยั้ง อันอาจเป็นมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เห็นสมควรนำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบตามที่คณะอนุกรรมการไต่สวนเสนอ โดยให้คณะอนุกรรมการไต่สวนชุดเดิม ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่า ป.ป.ช.เร่งดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา เพราะต้องปลดล็อกการเมือง
นาย วิชา กล่าวว่า ไม่เกี่ยวเลย ป.ป.ช.พิจารณาตามกฎหมาย ทุกอย่างว่ากันไปตามหลักฐาน โดยสำนวนนี้ ป.ป.ช.ใช้ระยะเวลาในการพิจารณา 1 ปีกว่า

ส่วนข้อกล่าวหาที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ระบุว่ามีความพยายามในการล็อบบี้ไม่ให้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์
นาย วิชา เชื่อว่าไม่มี เพราะป.ป.ช.ดำเนินการแบบตรงไปตรงมา มีการลงมติและตนไม่มีสิทธิที่จะไปชักจูงใคร ที่สำคัญมีการอ้างอิงหลักฐานชนิดที่ว่าครอบคลุมทุกด้าน

“วันนี้ ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ทุกประเด็นเว้นแต่เพียงมติที่ว่าจะแจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปพร้อมกันเลยหรือไม่แต่ส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ควรแจ้งพร้อมเรื่องนี้จึงถือว่า ป.ป.ช.ให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่สำหรับการไต่สวนนั้น

หากพบว่ามี ความผิดฐานทุจริตป.ป.ช.จะสามารถสั่งยึดอายัดทรัพย์สินชั่วคราวได้ หากพบว่าได้มาโดยมิชอบแต่ขณะนี้เรายังไม่ได้เข้าไปถึงขั้นตอนนั้น ดูเฉพาะเรื่องกระบวนการการค้าเท่านั้น ส่วนต่อไปจะไปเชื่อมโยงขยายผลไปถึงกรณียักย้ายถ่ายเททรัพย์สินหรือไม่ป.ป.ช. จะพิจาณาอีกครั้ง”นายวิชา กล่าว

แหล่งข่าว/เครดิตภาพประกอบข่าว  http://www.xn--12c2bn1ewcp.com/?p=5075
- See more at: http://www.thdrama.com/16/%e0%b8%9b%e0%b8%9b%e0%b8%8a-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b9%e0%b8%88%e0%b8%b5-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90/#sthash.ZduHhTtC.dpuf
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่