ฝ่ายหนึ่งอ้างประชาธิปไตย อีกฝ่ายหนึ่งอ้างทำลายเผด็จการ
ยกตัวอย่างห้องเรียนหนึ่งมีผู้ชาย 20คน ผู้หญิง30 คน
ผู้ชายก็เลือกผู้ชาย ผู้หญิงก็เลือกผู้หญิงเป็นหัวหน้า ผู้หญิงได้เป็นหัวหน้าห้อง
จากนั้นผู้หญิงอ้างประชาธิปไตยโดยผู้ชายต้องยอมรับนโยบายที่ผู้หญิงได้เปรียบ
ผู้ชายก็ขัดขวางไม่ให้หัวหน้าคนใหม่ทำงานสำเร็จ สุดท้ายก็ไปไม่ได้ซักทาง ไม่มีอะไรดีเกิดขึ้นมา
มันก็ต้องเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย
อันนี้เปรียบเทียบให้เห็นภาพก่อนเข้าเนื้อหา
ปัจจุบันผู้ชนะได้ดูแลงบทั้งหมด
ทำไมเราไม่แบ่งงบประมาณตามจำนวนคนเลือกตั้งละ(หลังหักค่าใช้จ่ายอื่นๆแล้ว เช่นเงินเดือนราชการ งบท้องถิ่น)
เช่น พรรคเพื่อไทย ชนะก็ได้เป็นรัฐบาล ได้งบสูงสุดไปทำนโยบาย เอาไปทำรถไฟสายเหนือ อีสาน จำนำข้าว
ประชาธิปัตย์ ได้รองลงมาก็ได้งบไปทำนโยบาย ประกันราคายาง
พรรคเล็กๆลงมาก็ได้งบไปทำนโยบายอินดี้ที่อาจไม่เคยได้ยิน
ส่วนการออกกฏหมายที่แบ่งเป็นท้องถิ่นได้ก็ให้ สส สว รับรองขั้นต่ำ 100 คน ก็บังคับใช้เฉพาะเขตที่ สส.เขตนั้นเห็นด้วย
นั้นหมายความว่าถึงเป็นฝ่ายค้านก็สามารถผ่านกฏหมายเองได้ แต่บังคับในเขตตัวเอง
เช่น ภาคเหนือห้ามเล่นยิงนก ก็บังคับเฉพาะภาคเหนือ ภาคใต้ทำได้
ส่วนกฏหมายที่ยากต่อการแยกเขต กระทบต่อส่วนร่วมหรือสากล เช่น ภาษีรถยนต์(เพราะวิ่งทั่วประเทศ)ก็ต้องผ่านเสียส่วนใหญ่เหมือนเดิม
แนวคิดแบบกระจายให้เสียงส่วนน้อยมีอำนาจมากขึ้น
ข้อดี
1 ลดความรู้สึกเสียงส่วนน้อยต่อต้านเสียงส่วนใหญ่ เสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องถูกต่อต้านจนทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง
2 พรรคเล็กมีโอกาสแจ้งเกิด ถ้านโยบายอินดี้ทำแล้วดีคนก็เลือกเยอะขึ้น (ปัจจุบันหมดสินธิ์เพราะพรรคใหญ่ไม่เอา มีแต่นักการเมืองเก่าๆ)
3 คนออกมาใช้สิทธิ์มากขึ้น เพราะรู้สึกว่าเสียงตัวเองมีผลต่องบประมาณ และนโยบาย (ปัจจุบัน จะเลือกทำไม ชนะอยุ่แล้ว หรือแพ้อยู่แล้ว)
แน่นอนการซื้อเสียงก็ยากขึ้นเมื่อคนให้สิทธิ์เยอะขึ้น
4 จังหวัดไหนมีปัญหาเรื่องไหนมากก็แก้กฏหมายท้องถิ่นได้ตรงจุด เช่น เชียงใหม่มีปัญหามลพิษเผาหญ้า ก็ตั้งโทษเฆี่ยนคนเผาหญ้า
ภาคอื่นไม่มีก็ไม่ต้องแก้
5 สามารถทดลองกฏหมายบางจังหวัดนำร่องก่อน
6 สามารถเปรียบเทียบผลงานได้ง่ายเพราะต่างคนต่างทำ ไม่ต้องอ้างว่าเราคิดก่อน หรือเราทำแต่เธอมาแย่งผลงาน
แบ่งงบประมาณ แบ่งเขตกฏหมาย อยากให้แก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองด้วยวิธีนี้
ยกตัวอย่างห้องเรียนหนึ่งมีผู้ชาย 20คน ผู้หญิง30 คน
ผู้ชายก็เลือกผู้ชาย ผู้หญิงก็เลือกผู้หญิงเป็นหัวหน้า ผู้หญิงได้เป็นหัวหน้าห้อง
จากนั้นผู้หญิงอ้างประชาธิปไตยโดยผู้ชายต้องยอมรับนโยบายที่ผู้หญิงได้เปรียบ
ผู้ชายก็ขัดขวางไม่ให้หัวหน้าคนใหม่ทำงานสำเร็จ สุดท้ายก็ไปไม่ได้ซักทาง ไม่มีอะไรดีเกิดขึ้นมา
มันก็ต้องเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย
อันนี้เปรียบเทียบให้เห็นภาพก่อนเข้าเนื้อหา
ปัจจุบันผู้ชนะได้ดูแลงบทั้งหมด
ทำไมเราไม่แบ่งงบประมาณตามจำนวนคนเลือกตั้งละ(หลังหักค่าใช้จ่ายอื่นๆแล้ว เช่นเงินเดือนราชการ งบท้องถิ่น)
เช่น พรรคเพื่อไทย ชนะก็ได้เป็นรัฐบาล ได้งบสูงสุดไปทำนโยบาย เอาไปทำรถไฟสายเหนือ อีสาน จำนำข้าว
ประชาธิปัตย์ ได้รองลงมาก็ได้งบไปทำนโยบาย ประกันราคายาง
พรรคเล็กๆลงมาก็ได้งบไปทำนโยบายอินดี้ที่อาจไม่เคยได้ยิน
ส่วนการออกกฏหมายที่แบ่งเป็นท้องถิ่นได้ก็ให้ สส สว รับรองขั้นต่ำ 100 คน ก็บังคับใช้เฉพาะเขตที่ สส.เขตนั้นเห็นด้วย
นั้นหมายความว่าถึงเป็นฝ่ายค้านก็สามารถผ่านกฏหมายเองได้ แต่บังคับในเขตตัวเอง
เช่น ภาคเหนือห้ามเล่นยิงนก ก็บังคับเฉพาะภาคเหนือ ภาคใต้ทำได้
ส่วนกฏหมายที่ยากต่อการแยกเขต กระทบต่อส่วนร่วมหรือสากล เช่น ภาษีรถยนต์(เพราะวิ่งทั่วประเทศ)ก็ต้องผ่านเสียส่วนใหญ่เหมือนเดิม
แนวคิดแบบกระจายให้เสียงส่วนน้อยมีอำนาจมากขึ้น
ข้อดี
1 ลดความรู้สึกเสียงส่วนน้อยต่อต้านเสียงส่วนใหญ่ เสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องถูกต่อต้านจนทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง
2 พรรคเล็กมีโอกาสแจ้งเกิด ถ้านโยบายอินดี้ทำแล้วดีคนก็เลือกเยอะขึ้น (ปัจจุบันหมดสินธิ์เพราะพรรคใหญ่ไม่เอา มีแต่นักการเมืองเก่าๆ)
3 คนออกมาใช้สิทธิ์มากขึ้น เพราะรู้สึกว่าเสียงตัวเองมีผลต่องบประมาณ และนโยบาย (ปัจจุบัน จะเลือกทำไม ชนะอยุ่แล้ว หรือแพ้อยู่แล้ว)
แน่นอนการซื้อเสียงก็ยากขึ้นเมื่อคนให้สิทธิ์เยอะขึ้น
4 จังหวัดไหนมีปัญหาเรื่องไหนมากก็แก้กฏหมายท้องถิ่นได้ตรงจุด เช่น เชียงใหม่มีปัญหามลพิษเผาหญ้า ก็ตั้งโทษเฆี่ยนคนเผาหญ้า
ภาคอื่นไม่มีก็ไม่ต้องแก้
5 สามารถทดลองกฏหมายบางจังหวัดนำร่องก่อน
6 สามารถเปรียบเทียบผลงานได้ง่ายเพราะต่างคนต่างทำ ไม่ต้องอ้างว่าเราคิดก่อน หรือเราทำแต่เธอมาแย่งผลงาน