คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 6
ผมไม่รู้ว่า ผมแนะนำถูกมั้ย ผมก็ไม่ได้มีความรู้ หรือเก่ง. ศาสนาพุทธ สอนว่า การจะทำอะไร ต้องมีปัญญา นำเสมอ รู้ว่าเราทำอะไร เพราะอะไร
คนอยากปฏิบัติธรรม ต้องรู้ว่าปฏิบัติธรรมเพราะอะไร
พระพุทธศาสนาแก่นแท้ สอนให้คนออกจากทุกข์ คืออริยสัจ 4
ตอนนี้คุณรู้ตัวเองใช้มั้ยครับว่าเป็นทุกข์ หงุดหงิด คิด พูด ทำไม่ดี
อย่างคุณต้องการสวดมนต์เพราะอะไร ต้องการให้เราใจเย็น แต่ก่อนเคยสวด
คุยรู้สึกมั้ยว่า สวดมนต์แล้ว เป็นสุข รู้สึกโล่งสบาย สงบ = คุณมีความสุข
ท่านตรัสว่า สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบนั้นไม่มี
ถ้าคุณสวดมนต์โดยไม่รู้ว่าทำไปทำไม สวดเป็นภาษาบาลี มีแต่ท่องไปเรื่อย มันก็ไม่ต่างจากเด็กท่องหนังสือ ท่องโดยไม่รู้
อะไร เหมือนคนบอกว่าต้องนั่งสมาธิกำหนด ลมหายใจเข้าออก เดินจงกรม รู้ร่างกายว่ายกเท้า คุณก็เพียงมีสติ คือรู้ว่า
ตัวว่าตอนนี้ทำอะไร ใจอยู่กับตัว ไม่ลอยไปคิดเรื่องอื่น มันเหมือน หินทับหญ้า พอคุณหยุดทำ คุยก็จะยังมีโกรธ มีเกลียด หงุดหงิด
เหมือนเอาหินออกหญ้าก็งอกออกมาดั่งเดิม เวลาคุณเลิกสวด หรือ กำลังสวด ความคิดที่ไม่ดี จะถูกส่งขึ้นมา ว่าเลิกเถอะ ทำไปก็เหมื่อย
ไปทำอย่างอื่นดีกว่า ผมก็เคย มีคนบอกว่า เรียนธรรมต้องนั่งสมาธิ เดินจงกรม กรรมฐาน อื่น ผมนั่งไม่ถึงวินาทีใจก็ลอยไปแล้ว
คุณเคยอ่านเวลาพระพุทธเจ้าแสดงธรรมมั้ย ท่านเคยบอกหรอ ภิกษุเธอจงนั่งสมาธิ เดินจงกรม ต่อให้คุณสวดมนต์ ทั้งวัน เดินจงกรมจนขาหัก
คุณก็จะยังโกรธ น้อยใจ เสียใจ คิด พูด ทำไม่ดี เหมือนเดิม ท่านจึงสอนให้รู้โลกตามความเป็นจริง คุณลองพิจารณาดูสิว่า
ไอ้ที่เราทำ มันสุขหรือทุกข์ โลกที่เราอยู่ ร่างกายเรานี้ มันสุขหรือทุกข์ เมื่อนั้นคุณจะเริ่มว่ายทวนกระแสน้ำ หาทางออกจากทุกข์
ขอให้คุณพบสัจธรรม ของพระพุทธเจ้า เหมือนที่พบได้พบด้วยเถิด
คนอยากปฏิบัติธรรม ต้องรู้ว่าปฏิบัติธรรมเพราะอะไร
พระพุทธศาสนาแก่นแท้ สอนให้คนออกจากทุกข์ คืออริยสัจ 4
ตอนนี้คุณรู้ตัวเองใช้มั้ยครับว่าเป็นทุกข์ หงุดหงิด คิด พูด ทำไม่ดี
อย่างคุณต้องการสวดมนต์เพราะอะไร ต้องการให้เราใจเย็น แต่ก่อนเคยสวด
คุยรู้สึกมั้ยว่า สวดมนต์แล้ว เป็นสุข รู้สึกโล่งสบาย สงบ = คุณมีความสุข
ท่านตรัสว่า สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบนั้นไม่มี
ถ้าคุณสวดมนต์โดยไม่รู้ว่าทำไปทำไม สวดเป็นภาษาบาลี มีแต่ท่องไปเรื่อย มันก็ไม่ต่างจากเด็กท่องหนังสือ ท่องโดยไม่รู้
อะไร เหมือนคนบอกว่าต้องนั่งสมาธิกำหนด ลมหายใจเข้าออก เดินจงกรม รู้ร่างกายว่ายกเท้า คุณก็เพียงมีสติ คือรู้ว่า
ตัวว่าตอนนี้ทำอะไร ใจอยู่กับตัว ไม่ลอยไปคิดเรื่องอื่น มันเหมือน หินทับหญ้า พอคุณหยุดทำ คุยก็จะยังมีโกรธ มีเกลียด หงุดหงิด
เหมือนเอาหินออกหญ้าก็งอกออกมาดั่งเดิม เวลาคุณเลิกสวด หรือ กำลังสวด ความคิดที่ไม่ดี จะถูกส่งขึ้นมา ว่าเลิกเถอะ ทำไปก็เหมื่อย
ไปทำอย่างอื่นดีกว่า ผมก็เคย มีคนบอกว่า เรียนธรรมต้องนั่งสมาธิ เดินจงกรม กรรมฐาน อื่น ผมนั่งไม่ถึงวินาทีใจก็ลอยไปแล้ว
คุณเคยอ่านเวลาพระพุทธเจ้าแสดงธรรมมั้ย ท่านเคยบอกหรอ ภิกษุเธอจงนั่งสมาธิ เดินจงกรม ต่อให้คุณสวดมนต์ ทั้งวัน เดินจงกรมจนขาหัก
คุณก็จะยังโกรธ น้อยใจ เสียใจ คิด พูด ทำไม่ดี เหมือนเดิม ท่านจึงสอนให้รู้โลกตามความเป็นจริง คุณลองพิจารณาดูสิว่า
ไอ้ที่เราทำ มันสุขหรือทุกข์ โลกที่เราอยู่ ร่างกายเรานี้ มันสุขหรือทุกข์ เมื่อนั้นคุณจะเริ่มว่ายทวนกระแสน้ำ หาทางออกจากทุกข์
ขอให้คุณพบสัจธรรม ของพระพุทธเจ้า เหมือนที่พบได้พบด้วยเถิด
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ทำไมเวลาสวดมนต์เหมือนมีมารรบกวนตลอดเลยค่ะ
เราอยากสวดมนต์ทุกวันแต่ก่อนทำเป็นประจำ
แต่หลังๆห่างๆเพราะง่วงนอนขี้เกียจก็เลยปล่อยไป
หลังจากนั้นก็สังเกตนิสัยตัวเอง
จะใจร้อยขี้หงุดหงิด คือนิสัยแย่ทั่งนั้นเลย
จัดว่าความคิดไม่ดีพูดไม่ดีกระทำไม่ดี
เลยอยากกลับไปสวดมนต์แต่พอสวดอยู่
ในใจมันเหมือนไม่นิ่ง มันพูดว่าโอ้ยยย อยากนอนเมื่อยเลิกสวดเหอะๆ
แต่อีกใจเราต้องสวดต่อให้จบๆนิ่งไว้ๆจนเราร้องไห้ออกมาเลย
มันเหมือนทรมานเพราะเราไม่ได้สวดนานตามใจตัวเองตลอด
ฝืนมันมันก็ยิ่งต้านยังไงไม่รู้ ความคิดดีก็จะค่อยบอกเราเตือนเรา
แต่ทำไมความชั่วมันชนะตลอดเลย เราอยากชนะใจตัวเองให้ได้
TT