'เหตุผลที่ระบบการเมืองไม่เคยเวิร์ก'

กระทู้สนทนา
ฉบับนี้ผมขอจริงจังหน่อยครับกับเรื่องที่ “คิดออกในหัว” มานานแรมปี..

          พอคิดออกแล้วมันเลยทำให้ผมตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ทำงานในระบอบการเมืองเด็ดขาด แต่ขอตั้งใจทำงานที่ตัวเองรักให้ได้ผลดีที่สุดจะดีกว่า เพื่อเป็นประชาชนผู้เสียภาษีเงินได้ที่ดี จ่ายตรงเวลา จ่ายเต็มเม็ดเต็มหน่วย สนับสนุนรัฐแบบไม่สนว่าใครจะเป็นรัฐบาล ใครขึ้นมามีอำนาจออกกฎออกนโยบายอะไรมาเราก็เคารพผู้มีอำนาจปกครองไปซะ จะอ่านโพยบ้าง พูดผิดบ้าง ก็ขำๆ ฮาๆ กันไปเป็นสีสันในชีวิตประจำวัน

          การเมืองคือเกมแห่งอำนาจปกครอง ..เวลาเราเห็นนักการเมืองแย่ๆ โกงบ้านโกงเมือง แถโน่นแถนี่เราก็โกรธและสงสัยเสมอว่า ทำไมพวกเขาไม่นึกถึงประชาชนคนเสียภาษีตาดำๆ อย่างเราบ้าง คำตอบที่จริงแต่ไม่เข้าหูพวกเราก็คือ “พวกเขามีต้นทุนที่สูงเกินไปในการเข้ามารับตำแหน่ง” ...ตอนตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางการเมืองครั้งแรก ผมเชื่อว่าพวกเขาหลายคนก็ย่อมต้องมีอุดมการณ์ที่อยากจะเข้ามาพัฒนาบ้านเมือง อยากเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปในทางที่ดี เหมือนกับที่ตัวเองเคยไปเห็นมาจากเมืองนอก แต่พอเข้ามาจริงๆ กลับเจอ “ค่าใช้จ่าย” ที่มากเกินอาชีพปกติ พอเข้ามามีอำนาจก็เลยต้องหาทางเอาคืน เพื่อไปต่อยอดเกมอำนาจในสมัยต่อๆ ไป..ค่าใช้จ่ายที่มากเริ่มตั้งแต่การสมัครเข้าพรรคการเมืองแล้ว อยากได้การยอมรับให้พรรครับเข้าเป็นสมาชิก ก็ต้องไปช่วยงานพรรคก่อนหลายปี ช่วยด้วยเงิน ช่วยด้วยแรง ช่วยด้วยทรัพยากรส่วนตัวใดๆ ก็สุดแล้วแต่ เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคม (มีคำกล่าวคมๆ จากอาหนิง นิรุตติ์ ที่ผมนับถือ “มนุษย์จะฟุ่มเฟือยเสมอเมื่ออยู่รวมกันกับคนหมู่มาก” ...ใช่ครับ เพื่อรักษาหน้าตา สร้าง Status ทางสังคม หรืออาจเพราะความรักใคร่ในหมู่มิตรก็ได้)

          กว่าพรรคจะส่งลงสมัครส.ส.ก็ใช้เงินไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่? ลงส.ส.เขต ก็ต้องมีหัวคะแนนในท้องที่ไปสร้างฐานเสียง ...โปสเตอร์หรือป้ายหาเสียงที่เราเห็นกันจนติดตา กว่าจะติดตาเราได้ เขาต้องติดกันถี่ๆ มีเป็นหมื่นๆ ป้ายตามท้องถนน-ตรอกซอกซอย ต้องใช้เงินเท่าไหร่ล่ะ? พอเข้าไปได้แล้ว ก็ต้องจ้างบอดี้การ์ด จ้างคนดูแล (ซึ่งอาจจ้างไว้แล้วตั้งแต่ก่อนเป็นส.ส.) ทั้งหมดนี้เพื่อ “เงินเดือนแสนกว่าบาท” ..ก็คงเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม? เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นส.ส. เขาเคยเล่าว่า เขาจะมีสมุดอยู่เล่มหนึ่งจดลิสต์รายการว่าวันๆ หนึ่งประชาชนในพื้นที่มีงานอะไรบ้าง? งานเกิด, งานตาย, ใครป่วย เขาต้องส่งของขวัญ, กระเช้า, พวงหรีดให้ทุกวัน เดือนๆ หนึ่งค่าใช้จ่ายเฉพาะส่วนนี้ก็เป็นแสนๆ แล้ว ลำพังเงินเดือนส.ส.อยู่ไม่ได้หรอก จึงต้องมีธุรกิจทำไปด้วย ..จากจุดนี้ก็เดาต่อได้ไม่ยากว่า อำนาจกับธุรกิจทำไมมันถึงต้องเกี่ยวข้องกัน และเกี่ยวข้องกันมาเสมอ

          คนที่ทำสัมมาอาชีพอย่างเรา ..ตอนเด็กๆ ฝันอยากเป็นอะไร ก็พยายามฝึกพยายามศึกษาหาวิธีว่าเราจะไปถึงฝันนั้นได้อย่างไร?

          ในขณะที่เรากำลังฝึกฝนจะประกอบอาชีพนั้น ก็มีคนอีกประเภทหนึ่งที่ถูกฝึกมาตั้งแต่เด็กๆ ได้รับการสอนบนโต๊ะอาหารทุกมื้อจากพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ผู้เห็นโลกกว้างมาก่อนให้เขารู้ว่า “อำนาจ” มันอยู่ตรงไหน? “งบประมาณ” มันอยู่ตรงไหน? และ “ใครเป็นผู้ถืองบประมาณนั้นบ้าง?” ..คิดไปคิดมา ก็หาวิธีทำอย่างไรให้ตัวเองไปเป็น “ใครคนนั้น” ผู้ถืองบประมาณ ตามกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ จะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ

          ... ประเทศไทยมีเรื่องดีๆ และความน่ารักหลายเรื่อง แต่ภายใต้ความมีน้ำจิตน้ำใจมันจึงเกิดระบบอุปถัมภ์ค้ำชูกันมานานในระดับฝังรากลึก ซึ่งคนไทยใช้ชนชั้นปกครองมองเห็นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง จะทำอะไรก็ตามต้องมีคอนเนกชั่น หรือ ”สายสัมพันธ์กันมา” หลายคนก็โชคดี เพราะพ่อแม่-ปู่ย่าเป็นผู้สร้างสายพันธ์นี้มาให้แล้ว ..ไม่ต้องคิดเป็นใครอื่น เรามีเพื่อนฝูงญาติมิตร เรายังอยากเอาลูกเรา-ลูกเขามาเล่นด้วยกันเลย เพราะเราต่างรู้ว่า ถ้าเล่นกันบ่อยๆ หรือได้เรียนโรงเรียนเดียวกัน สนิทกันไว้ เติบใหญ่จะได้ช่วยเหลือกัน

          เราไปซื้อของตามร้านที่ขายดีหรือเข้ารับบริการตามสถานที่ราชการเรายังอยากติดต่อ "คนรู้จัก" ทั้งนั้นเพื่อให้ได้รับบริการเร็วขึ้นหรือไม่ต้องต่อคิว (มีคนกล่าวอย่างติดตลกไว้ในเฟซบุ๊กว่าเราคงเป็นชาติเดียวในโลกที่ซื้อไอโฟนช่วงออกใหม่แล้วยังต้องใช้เส้น!) นี่แหละครับเป็นต้นเหตุของปัญหาทางการเมืองทุกวันนี้ ...เราใช้ Connection กันอย่างฟุ่มเฟือย...

          กลับมาที่เรื่องการเมืองเรื่องร้อน... ผมไม่ใช่ไม่ชอบ ผมไม่ใช่ไม่เห็นด้วย ผมก็หงุดหงิดเหมือนๆ ที่หลายๆ คนหงุดหงิด แต่เชื่อเถอะครับว่า แม้อำนาจเปลี่ยนมือไป มันก็ไม่เวิร์ก เหมือนๆ เดิมนั่นแหละ ...มันจะชื่นมื่นกันช่วงแรกที่ยังเป็นช่วงเห่อ ช่วงที่ Photogenic หรือหีบห่อที่สวยงามยังคงทำให้เราสบายใจ ..แต่เมื่ออยู่ๆ สักพัก ปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว แต่เกิดจากคนทั้งคณะที่จัดสรรอำนาจอย่างเกินงาม ก็จะทำให้ประชาชนคนเสียภาษีอย่างเราอึดอัดอีก ..

          ที่เล่ามาไม่ได้ต้องการให้คุณๆ ปลง แต่ผมเชื่อมั่นในหลักความดี ขอให้ “ทำตัวเราให้ดีไว้ก่อน” จะด้วยการทำงานให้ดี เป็นพ่อแม่ที่ดี เป็นลูกที่ดี หรือเป็นคนที่ดี ก็จงทำความดีไป ...เวลามีความท้าทายด้านความชั่ว สติรู้สึกผิดชอบมันทำคุณรู้ตัวอยู่แล้วล่ะครับก็จงหัดปฏิเสธซะ.. ผมก็ปฏิเสธจนสูญเสียการงาน แต่ผมถือหลักการว่า ถ้าเรา ”ตกลงกับความชั่ว” คนชั่วมันก็จะแวะเวียนมาหาอีกครับ... เราจะกลายเป็นสัญลักษน์ของคนคอร์รัปชั่นที่ฝ่ายอำนาจจะถามหาใช้สอยอยู่เรื่อยๆ... เอาเวลาที่ต้องไปติดกับดักไปพัฒนาตัวเองให้มีความสามารถเพิ่มจะดีกว่า... เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่สุดสำหรับเรา เพราะ ”รวยที่สุดก็ยังวุ่นวายอยากกลับประเทศแต่ก็กลับไม่ได้” ... ทำงานของเราให้ดี วันหนึ่งที่คุณประสบความสำเร็จแล้ว ให้เอาเงินหรือความสามารถที่มีไปช่วยเหลือคนอื่นที่ยังมีความทุกข์อยู่...คุณอ่านมาตรงนี้คุณจะเชื่อผมหรือไม่ผมไม่รู้ ผมรู้แต่ว่าตอนนี้ผมมีความสุขครับ

------------------------------------------------------------------

ที่มา :  http://www.komchadluek.net/detail/20131126/173589.html
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่