credit : bangkokbiznews.com
------
โบรกฯเผย 11 เดือนแรกต่างชาติถล่มขายหุ้นไทยทำกำไรกว่า 1.36 แสนล้านบาท หวั่นเลือดไหลไม่หยุด ดัชนีมีโอกาสปรับฐานแตะ 1,300 จุด ก่อนโยกเงินกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง ขณะที่ปัญหาการเมืองในประเทศยังไม่ส่งผลมาก เชื่อไม่นานคลี่คลาย
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนและผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ กล่าวว่า ปัญหาการเมืองที่ร้อนแรงในขณะนี้เชื่อว่าในที่สุดแล้วจะสามารถคลี่คลายและยุติปัญหาได้ในเร็ววัน โดยมองว่า สถานการณ์การเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก โดยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่งและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี สาเหตุที่ดัชนีปรับลดลงมาจากแรงขายของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติที่เทขายออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือน พ.ย. ช่วงวันที่ 1-22 พ.ย. มีแรงขายมากถึง 30,996.42 ล้านบาท ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 22 พ.ย. มียอดการขายสุทธิรวมสูงถึง 136,248.09 ล้านบาท
ทั้งนี้ ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยจะสร้างฐานใหม่ที่ 1,380 จุด และอาจปรับลดลงไปทดสอบจุดต่ำสุดที่ 1,300 จุดได้ ซึ่งจะเป็นช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น โดยสัปดาห์หน้าตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกจาก LTF ที่เข้ามาซื้อเป็นจำนวนมาก
"เรามองฐานรอบนี้ที่ 1,380 จุด หากหลุดแนวรับนี้ก็อาจไปทดสอบที่ 1,300 จุดได้ แต่ไม่ได้นาน เพราะจะมีแรงซื้อ LTF เข้ามาช่วยดันดัชนีให้ปรับขึ้นได้ ส่วนเรื่องการเมืองไม่ต้องไปกังวล ยิ่งถ้ามีความรุนแรง ความขัดแย้งจะจบเร็วมาก เหมือนที่ผ่านมาที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ทางการเมืองขึ้น หลังจากผ่านไปแล้วตลาดหุ้นจะกลับมาบวกเป็นจำนวนมากเสมอ”
กลยุทธ์การลงทุนให้ทยอยซื้อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อาทิ STEC- CK- ITD- TASCO- TPIPL เพื่อรอรับอานิสงส์จากโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งจากเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท โดยให้กรอบการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ที่ 1,420-1,300 จุด
ส่วนในปีหน้า คาดว่าดัชนีจะแกว่งในกรอบ 1,300-1,600 จุด โดยภาพรวมของตลาดหุ้นจะอยู่ในลักษณะทรงตัว เนื่องจากมีการปรับตัวขึ้นค่อนข้างมากในรอบ 5 ปี โดยหุ้นไทยบวกไปถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 2 เท่าตัว ขณะที่ตลาดหุ้นจีนก็ยังมี P/E อยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยคำแนะนำการลงทุนปรับลดลงจาก Overweight เป็น Neutral
พร้อมกันนี้คาดการณ์ว่าอัตราการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (EPS) จะอยู่ที่ 11-12% โดยแนะนำให้ลงทุนในหุ้น ADVANC -JAS -EGCO -CPALL- HEMRAJ- CPN และ LH พร้อมกันนี้ประเมินว่าหุ้นที่จะมีการทำกำไรโดดเด่นในปีหน้า คือ BECL- BTS - CHG - SYNTEC
ด้าน นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บล.กรุงศรี กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในปีหน้าจะมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของประเทศเศรษฐกิจหลักเป็นแรงหนุนสำคัญในบรรยากาศการลงทุน ซึ่งมากกว่าปัจจัยลบที่มาจากภายในประเทศ และอาจยังมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยในอัตราที่ใกล้เคียงกับภาวะปกติที่ราว 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ส่งผลให้ประเมินกรอบเป้าหมายดัชนีในปีหน้าไว้ที่ 1,300-1,700 จุด แต่จะมีความผันผวนตามความอ่อนไหวในประเด็นข่าวสารที่เข้ามากระทบ
ขณะเดียวกัน ประเมินว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะสามารถเติบโตได้ 15% ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่คาดว่าจะโต 4% จากปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ค่า P/E Ratio คาดการณ์ในอีก 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 12 เท่า ซึ่งยังถือว่าต่ำ
โบรกฯเผย 11 เดือนแรกต่างชาติถล่มขายหุ้นไทยทำกำไรกว่า 1.36 แสนล้านบาท
------
โบรกฯเผย 11 เดือนแรกต่างชาติถล่มขายหุ้นไทยทำกำไรกว่า 1.36 แสนล้านบาท หวั่นเลือดไหลไม่หยุด ดัชนีมีโอกาสปรับฐานแตะ 1,300 จุด ก่อนโยกเงินกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง ขณะที่ปัญหาการเมืองในประเทศยังไม่ส่งผลมาก เชื่อไม่นานคลี่คลาย
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนและผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ กล่าวว่า ปัญหาการเมืองที่ร้อนแรงในขณะนี้เชื่อว่าในที่สุดแล้วจะสามารถคลี่คลายและยุติปัญหาได้ในเร็ววัน โดยมองว่า สถานการณ์การเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก โดยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่งและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี สาเหตุที่ดัชนีปรับลดลงมาจากแรงขายของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติที่เทขายออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือน พ.ย. ช่วงวันที่ 1-22 พ.ย. มีแรงขายมากถึง 30,996.42 ล้านบาท ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 22 พ.ย. มียอดการขายสุทธิรวมสูงถึง 136,248.09 ล้านบาท
ทั้งนี้ ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยจะสร้างฐานใหม่ที่ 1,380 จุด และอาจปรับลดลงไปทดสอบจุดต่ำสุดที่ 1,300 จุดได้ ซึ่งจะเป็นช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น โดยสัปดาห์หน้าตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกจาก LTF ที่เข้ามาซื้อเป็นจำนวนมาก
"เรามองฐานรอบนี้ที่ 1,380 จุด หากหลุดแนวรับนี้ก็อาจไปทดสอบที่ 1,300 จุดได้ แต่ไม่ได้นาน เพราะจะมีแรงซื้อ LTF เข้ามาช่วยดันดัชนีให้ปรับขึ้นได้ ส่วนเรื่องการเมืองไม่ต้องไปกังวล ยิ่งถ้ามีความรุนแรง ความขัดแย้งจะจบเร็วมาก เหมือนที่ผ่านมาที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ทางการเมืองขึ้น หลังจากผ่านไปแล้วตลาดหุ้นจะกลับมาบวกเป็นจำนวนมากเสมอ”
กลยุทธ์การลงทุนให้ทยอยซื้อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อาทิ STEC- CK- ITD- TASCO- TPIPL เพื่อรอรับอานิสงส์จากโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งจากเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท โดยให้กรอบการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ที่ 1,420-1,300 จุด
ส่วนในปีหน้า คาดว่าดัชนีจะแกว่งในกรอบ 1,300-1,600 จุด โดยภาพรวมของตลาดหุ้นจะอยู่ในลักษณะทรงตัว เนื่องจากมีการปรับตัวขึ้นค่อนข้างมากในรอบ 5 ปี โดยหุ้นไทยบวกไปถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 2 เท่าตัว ขณะที่ตลาดหุ้นจีนก็ยังมี P/E อยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยคำแนะนำการลงทุนปรับลดลงจาก Overweight เป็น Neutral
พร้อมกันนี้คาดการณ์ว่าอัตราการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (EPS) จะอยู่ที่ 11-12% โดยแนะนำให้ลงทุนในหุ้น ADVANC -JAS -EGCO -CPALL- HEMRAJ- CPN และ LH พร้อมกันนี้ประเมินว่าหุ้นที่จะมีการทำกำไรโดดเด่นในปีหน้า คือ BECL- BTS - CHG - SYNTEC
ด้าน นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บล.กรุงศรี กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในปีหน้าจะมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของประเทศเศรษฐกิจหลักเป็นแรงหนุนสำคัญในบรรยากาศการลงทุน ซึ่งมากกว่าปัจจัยลบที่มาจากภายในประเทศ และอาจยังมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยในอัตราที่ใกล้เคียงกับภาวะปกติที่ราว 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ส่งผลให้ประเมินกรอบเป้าหมายดัชนีในปีหน้าไว้ที่ 1,300-1,700 จุด แต่จะมีความผันผวนตามความอ่อนไหวในประเด็นข่าวสารที่เข้ามากระทบ
ขณะเดียวกัน ประเมินว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะสามารถเติบโตได้ 15% ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่คาดว่าจะโต 4% จากปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ค่า P/E Ratio คาดการณ์ในอีก 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 12 เท่า ซึ่งยังถือว่าต่ำ