หุ้นไทยปิดเย็นร่วง 11.72 จุด โบรกเผยรับแรงขายลดเสี่ยง & จ้างงานสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 178,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาด ว่างงานลดลง

ตลาดหุ้นไทยวันที่ 3 เม.ย. 2569 ปิดที่ 1,454.00 จุด ปรับตัวลดลง 11.72 จุด หรือ 0.80%

นักวิเคราะห์ระบุว่าตลาดถูกกดดันจากแรงขายของนักลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาคือสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลและเลือกขายลดพอร์ต

สัปดาห์หน้าต้องติดตามการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันและภาวะเงินเฟ้อโลก

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (3 เม.ย.2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,454.00 จุด โดยปรับตัวลดลง 11.72 จุด หรือคิดเป็น 0.80% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,473.26 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,453.77 จุด และมีมูลค่าซื้อขาย รวม 42,563.62 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
PTT ราคาปิด 34.25 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 3.52% มูลค่าซื้อขาย 3,360.77 ล้านบาท
 
GULF ราคาปิด 59.25 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.84% มูลค่าซื้อขาย 2,781.59 ล้านบาท
 
DELTA ราคาปิด 270.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.37% มูลค่าซื้อขาย 2,375.66 ล้านบาท
KBANK ราคาปิด 190.50 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 0.78% มูลค่าซื้อขาย 2,135,46 ล้านบาท
 
KTB ราคาปิด 35.25 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 2.07% มูลค่าซื้อขาย 1,955,08 ล้านบาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดทุนไทยในช่วงปิดตลาดยังคงอยู่ในภาวะผันผวนสูง ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและต่างประเทศ โดยประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังมีข้อจำกัดในการปรับตัวขึ้นในระยะสั้น และมีโอกาสที่จะไม่สามารถทะลุผ่านแนวต้านสำคัญบริเวณ 1,500 จุดได้ง่ายนัก เนื่องจากยังขาดปัจจัยบวกใหม่เข้ามาสนับสนุน

ทั้งนี้ มองกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในระยะสั้น โดยให้แนวรับแรกอยู่ที่ระดับ 1,450 จุด และแนวรับถัดไปที่ 1,435 จุด ซึ่งถือเป็นระดับที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หากดัชนีปรับตัวหลุดระดับดังกล่าว อาจนำไปสู่แรงขายเพิ่มเติมจากนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยง ขณะที่เป้าหมายดัชนีสิ้นปี 2569 ประเมินไว้ที่ 1,480 จุด สะท้อนมุมมองที่ยังระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและสภาพคล่องในระบบการเงินโลก

โดยปัจจัยหลักที่กดดันตลาดในระยะนี้ยังคงมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูงในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า โดยตลาดมีความกังวลว่าอาจเกิดเหตุการณ์โจมตีซ้ำอีกครั้งก่อนที่สหรัฐฯ จะมีความชัดเจนในการปรับท่าทีทางการทูตหรือการถอนกำลังออกจากพื้นที่ ความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนเลือกขายลดพอร์ตเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

ขณะเดียวกัน นักลงทุนทั่วโลกยังจับตาการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) ที่จะประกาศในคืนวันเดียวกันตามเวลาประเทศไทย ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นราว 65,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานอยู่ที่ 4.4% อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขออกมาดีกว่าคาด อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงิน เนื่องจากจะทำให้ความคาดหวังต่อการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดลง หรือในกรณีเลวร้ายอาจทำให้เกิดมุมมองว่า เฟดอาจยังคงใช้นโยบายการเงินตึงตัวต่อไป

นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคมที่จะประกาศในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สะท้อนทิศทางดอกเบี้ยโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ หากเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด อาจส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญแรงขายจากความกังวลว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่ประเมินไว้

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาน้ำมันในระยะถัดไป และส่งผลโดยตรงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อโลก หากมีการปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติม อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน

ดังนั้น นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ปัจจัยแวดล้อมยังมีความไม่แน่นอนสูง และผลลัพธ์ของตัวเลขเศรษฐกิจหรือสถานการณ์การเมืองอาจออกมาไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับฐานของตลาดในระยะสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ


การจ้างงานสหรัฐฯเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 178,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาดการณ์ อัตราว่างงานลดลง ตลาดแรงงานมีเสถียรภาพ คาดผลกระทบจากสงครามอิหร่านจะเกิดขึ้นในครึ่งหลัง

บลูมเบิร์ก รายงานว่า การจ้างงานในสหรัฐฯ ฟื้นตัวในเดือนมีนาคม และอัตราการว่างงานลดลงอย่างไม่คาดคิด บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานเริ่มทรงตัวในช่วงที่สงครามกับอิหร่านปะทุขึ้น

การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 178,000 ตำแหน่งในเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2024 หลังจากมีการปรับทบทวนตัวเลขเดือนกุมภาพันธ์ที่การจ้างงานลดลงอย่างมาก ตามข้อมูลจากสำนักสถิติแรงงานสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (3 เม.ย.69)ตัวเลขนี้สูงกว่าประมาณการทั้งหมดตามการสำรวจของบลูมเบิร์ก

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าจะมีการฟื้นตัวของการจ้างงานในเดือนมีนาคม หลังจากการนัดหยุดงานของบุคลากรด้านสาธารณสุขมากกว่า 30,000 คน และสภาพอากาศฤดูหนาวที่รุนแรง มีส่วนทำให้การจ้างงานในเดือนกุมภาพันธ์ร่วงลงแรง การเพิ่มขึ้นที่แข็งแกร่งครั้งนี้น่าจะยิ่งตอกย้ำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากขึ้น ท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากสงครามในอิหร่าน

“ถ้าไม่มีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผมคิดว่าแนวคิดเรื่องตลาดที่เริ่มทรงตัวคงจะได้รับการยอมรับมากกว่านี้” ไมเคิล พูลิเอเซ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากเวลส์ ฟาร์โก แอนด์ โค กล่าว “ปัญหาก็คือ ตอนนี้เรามีช็อกใหม่ที่กำลังส่งผ่านไปทั่วเศรษฐกิจ”

การขยายตัวของการจ้างงานนำโดยภาคสาธารณสุข ซึ่งกลับมาฟื้นตัวหลังจากข้อพิพาทแรงงานกับคนงานของไกเซอร์ เพอร์มาเนนเต (Kaiser Permanente) ในแคลิฟอร์เนียและฮาวายยุติลง แต่รายงานยังชี้ให้เห็นว่าการจ้างงานเพิ่มขึ้นในวงกว้างทั่วทั้งอุตสาหกรรม โดยดัชนีที่วัด “ความกว้าง” ของการจ้างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่าสองปี

การจ้างงานในภาคก่อสร้าง และภาคสันทนาการและบริการที่พักแรม ฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่ลดลงในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจเป็นผลจากการดีดกลับที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ ขณะที่การจ้างงานภาคการผลิตขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2023
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นหลังการเผยแพร่รายงานดังกล่าว ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องในวันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday)

ความเห็นจากฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจของบลูมเบิร์ก
“เราคาดว่าจำนวนการจ้างงานจะเร่งตัวขึ้นจนถึงเดือนมิถุนายน สะท้อนการจ้างงานในภาคสันทนาการและบริการที่พักแรมที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก และการฟื้นตัวตามวัฏจักรในภาคขนส่งสินค้า ช็อกด้านอุปทานขนาดใหญ่ตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้นอาจยังไม่สะท้อนในตัวเลขจ้างงานจนกว่าจะถึงช่วงครึ่งหลังของปี เราคาดว่าอัตราการว่างงานจะเร่งตัวสูงขึ้นในช่วงนั้น”
อ้างจากทีมนักเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก นำโดย แอนนา หว่อง

การเพิ่มขึ้นที่โดดเด่นของการจ้างงานในเดือนมีนาคม เกิดขึ้นหลังจากตัวเลขในเดือนก่อนหน้าถูกปรับให้เป็นการลดลง 133,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด แต่โดยเฉลี่ยแล้ว การจ้างงานเพิ่มขึ้น 68,000 ตำแหน่งในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบเกือบหนึ่งปี
 

อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 4.3% แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นผลจากชาวอเมริกันจำนวนมากออกจากกำลังแรงงาน อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน สัดส่วนของประชากรที่มีงานทำหรือกำลังหางาน  ลดลงมาอยู่ที่ 61.9% ในเดือนมีนาคม ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2021 อัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานวัย 25–54 ปี หรือที่เรียกว่า “วัยทำงานหลัก” ก็ลดลงเช่นกัน ขณะที่จำนวนผู้ที่ทำงานพาร์ตไทม์ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
 

นักเศรษฐศาสตร์ยังจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าอุปสงค์และอุปทานแรงงานที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อค่าจ้างอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเริ่มร้อนแรงอีกครั้ง รายงานระบุว่า “ค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมง” เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนกุมภาพันธ์ และเพิ่มขึ้น 3.5% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดในรอบเกือบห้าปี สถานการณ์นี้อาจสร้างแรงกดดันให้ผู้บริโภคเผชิญความยากลำบากมากขึ้นท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงจากสงคราม
 

การสำรวจการจ้างงานสะท้อนข้อมูลในสัปดาห์ที่สองของเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าสงครามจะส่งผลกระทบต่อรายงานการจ้างงานในอนาคตมากขึ้น หากการสู้รบยืดเยื้อ เนื่องจากภาคธุรกิจอาจตอบสนองต่อราคาพลังงานที่สูงขึ้นและอุปสงค์ที่อาจลดลงด้วยการชะลอการจ้างงานหรือปลดพนักงาน
 

“จากรายงานการจ้างงานวันนี้ ผมไม่คิดว่า เราจะได้เห็นผู้คนปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งปีลงมากนัก” เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ กล่าวในให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กทีวี “จะมีผลกระทบด้านลบบางอย่างที่กินระยะเวลาไม่นานในเศรษฐกิจเอเชีย และเราคาดว่าความปั่นป่วนเหล่านั้นจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้”


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่