ประเด็นแรก มีอำนาจรับคำร้องจาก "ผู้ทราบการกระทำ" โดยตรงหรือไม่
ถ้าไม่แกล้งลืมกันก็จะเห็นว่ามีคำวินิจฉัยของตลก.รธน.ชุดก่อนหน้า
บันทึกของสสร.ผู้ร่างรธน.ฉบับนี้ และข้อมูลประชาสัมพันธ์ของศาลรธน.เอง
ระบุว่า มาตรา 68 ให้ผู้ทราบการกระทำยื่นผ่านอัยการสูงสุดให้เป็นผู้ยื่นคำร้องกับศาลรธน.
แล้วการวินิจฉัยของตลก.ที่เกิดขึ้นภายหลัง เป็นไปตามหลักคุณธรรม นิติธรรมหรือไม่
ประเด็นอยู่ที่ว่า ตลก.คณะนี้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการวินิจฉัยในเรื่องนี้หรือไม่
ถ้าไม่สามารถรับคำร้องได้โดยตรง ก็จะไม่มีการนำคำร้องนั้นมาพิจารณาได้ กฎหมายไม่ให้อำนาจนั้น
ดังนั้นประเด็นนี้ ตลก.คณะนี้น่าจะมีส่วนได้ส่วนเสียกับการวินิจฉัยในเรื่องนี้
แล้วข้อบังคับหรือหลักการอะไรที่ "ป้องกัน" ไม่ให้ตีความเอง
ก็ หลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์ไงครับ ในวิกิอธิบายว่า
การขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถานว่า ผลประโยชน์ขัดกัน (อังกฤษ: conflict of interest) คือ สถานการณ์ที่บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งอันเป็นที่ไว้วางใจ เช่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กร ผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุข เป็นต้น ต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ในวิชาชีพ ซึ่งทำให้ตัดสินใจยากในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคติได้ การขัดกันแห่งผลประโยชน์นี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่ส่งผลทางจริยธรรมหรือความไม่เหมาะสมต่าง ๆ และสามารถทำให้ทุเลาเบาบางลงได้ด้วยการตรวจสอบโดยบุคคลภายนอก
พฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างอื่นบางทีก็จัดเข้าพวกเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อาทิ การรับสินบนซึ่งอาจจัดเข้าเป็นการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่อีกประเภทหนึ่งด้วยก็ได้ ตลอดจนการใช้อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน ทรัพยากร หรือบุคลากรของหน่วยงานของตนเพื่อประโยชน์ส่วนตัวซึ่งก็อาจจัดเข้าเป็นการฉ้อโกงได้อีกประเภทหนึ่ง เป็นต้น
หรือแม้แต่
ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐
ข้อ ๑๐ ตุลาการอาจถูกคัดค้านได้ในเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องในคำร้องที่ขอให้วินิจฉัย
ไหนเที่ยวอ้างว่า ให้คำนึงถึง คุณธรรม จริยธรรม นิติธรรม ฯลฯธรรม ตามที่พ่นออกมา?
วิพากษ์ กา_ วินิจฉัย
ถ้าไม่แกล้งลืมกันก็จะเห็นว่ามีคำวินิจฉัยของตลก.รธน.ชุดก่อนหน้า
บันทึกของสสร.ผู้ร่างรธน.ฉบับนี้ และข้อมูลประชาสัมพันธ์ของศาลรธน.เอง
ระบุว่า มาตรา 68 ให้ผู้ทราบการกระทำยื่นผ่านอัยการสูงสุดให้เป็นผู้ยื่นคำร้องกับศาลรธน.
แล้วการวินิจฉัยของตลก.ที่เกิดขึ้นภายหลัง เป็นไปตามหลักคุณธรรม นิติธรรมหรือไม่
ประเด็นอยู่ที่ว่า ตลก.คณะนี้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการวินิจฉัยในเรื่องนี้หรือไม่
ถ้าไม่สามารถรับคำร้องได้โดยตรง ก็จะไม่มีการนำคำร้องนั้นมาพิจารณาได้ กฎหมายไม่ให้อำนาจนั้น
ดังนั้นประเด็นนี้ ตลก.คณะนี้น่าจะมีส่วนได้ส่วนเสียกับการวินิจฉัยในเรื่องนี้
แล้วข้อบังคับหรือหลักการอะไรที่ "ป้องกัน" ไม่ให้ตีความเอง
ก็ หลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์ไงครับ ในวิกิอธิบายว่า
การขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถานว่า ผลประโยชน์ขัดกัน (อังกฤษ: conflict of interest) คือ สถานการณ์ที่บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งอันเป็นที่ไว้วางใจ เช่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กร ผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุข เป็นต้น ต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ในวิชาชีพ ซึ่งทำให้ตัดสินใจยากในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคติได้ การขัดกันแห่งผลประโยชน์นี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่ส่งผลทางจริยธรรมหรือความไม่เหมาะสมต่าง ๆ และสามารถทำให้ทุเลาเบาบางลงได้ด้วยการตรวจสอบโดยบุคคลภายนอก
พฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างอื่นบางทีก็จัดเข้าพวกเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อาทิ การรับสินบนซึ่งอาจจัดเข้าเป็นการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่อีกประเภทหนึ่งด้วยก็ได้ ตลอดจนการใช้อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน ทรัพยากร หรือบุคลากรของหน่วยงานของตนเพื่อประโยชน์ส่วนตัวซึ่งก็อาจจัดเข้าเป็นการฉ้อโกงได้อีกประเภทหนึ่ง เป็นต้น
หรือแม้แต่
ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐
ข้อ ๑๐ ตุลาการอาจถูกคัดค้านได้ในเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องในคำร้องที่ขอให้วินิจฉัย
ไหนเที่ยวอ้างว่า ให้คำนึงถึง คุณธรรม จริยธรรม นิติธรรม ฯลฯธรรม ตามที่พ่นออกมา?