สวัสดีเพื่อนๆชาวหว้ากอ และในพันธ์ทิพย์ ด้วยนะครับ
พักหลังๆมาผมค่อนข้างที่จะเขียนเรื่อง วิทยาศาสตร์ ในแง่มุมแปลกๆซะบ้าง
เพราะวิทยาศาสตร์ บางทีก็ยังหาคำตอบบางเรื่องไม่ได้ครับ
กระทู้นี้ก็เป็นอีกกระทู้นึง ที่ผมจะเขียนเรื่องราว ที่พวกเรายังมีความข้องใจอยู่บ้างนะครับ กับเรื่องเกี่ยวกับ "เวลา" ครับ
ผมแปลมาจากหนังสือภาษาอังกฤษ ของไมเคิล แฮนลอน อีกทีนึง อาจยาวไปซะหน่อยแถมมีแต่ตัวหนังสือ
แต่ถ้าคนสนใจจริงๆผมว่าคงอ่านจบว่ามั้ย
เพราะบางทีการเสพสื่อต่างๆเพียงแค่แว๊บเดียว ไม่อาจทำให้เข้าใจเนื้อหาทั้วหมดได้
ผมจังจัดมาให้แบบเต็มๆ ไปอ่านกันเลยครับ
เวลาสร้างชีวิตของพวกเรา มันคือกุญแจที่จะไขเข้าสู่วิธีที่เรารับรู้สรรพสิ่งต่างๆ ตั้งแต่การทำงานของจิตใจของเราเองไปจนถึงเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นตัวกำหนดช่วงระยะเวลาของเรานับตั้งแต่แรกเกิดจนตาย บางทีเราอาจจะนึกจินตนาการถึงเอกภพที่ปราศจากสีสัน หรือความร้อนหรือแสงได้ แต่เราไม่สามารถจินตนาการถึงโลกที่ปราศจากเวลาได้เลย และตราบเท่าที่ฟิสิกส์ดูเหมือนจะทำความเข้าใจเรื่องเวลาได้ เราจึงอาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจเช่นกัน
เมื่อมีการยอมรับกันว่าโลหะพื้นฐานสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นทองคำพได้ ก็เป็นธรรมดาที่จะมีการยอมรับว่าจะต้องมีสารอะไรสักอย่างหนึ่งซึ่งส่งผลเช่นนั้นได้ ทีนี้เราก็ยอมรับกันว่ามี "ปริมาณ" ชนิดหนึ่งซึ่งเป็นตัวกำหนดช่วงเวลาของเหตุการณ์ต่างๆ ในแบบเดียวกับหินนักปราชญ์
1อันเก่าแก่ ในขณะที่อวกาศหยุดทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน เวลาก็หยุดทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในคราวเดียวกันเช่นกัน แต่ในขณะที่เรารู้ว่าอวกาศมีอยู่จริง--ดูสิ ผมสามารถโบกมือผ่านอวกาศได้--เวลากลับแตกต่างในเชิงคุณสมบัติ จะอย่างไรก็ตามพวกเราก็ไม่สามารถโบกมือผ่านเวลาได้
1philosopher's stone เป็นวัตถุธาตุในตำนานที่เชื่อว่ามีฤทธิ์สามารถเปลี่ยนโลหะให้กลายเป็นเงินหรือทองคำได้
ธรรมชาติที่แท้จริงของเวลายังคงหลับเลี่ยงเราต่อไป ในช่วงราวทศวรรษที่ผ่านมานักฟิสิกส์ก้าวหน้าไปมากในเรื่องแนวคิดเกี่ยวกับเวลา แต่กับประเด็นที่ว่าเวลา คืออะไรกันแน่ เรากลับไม่ได้ฉลาดไปกว่าชาวกรีกโบราณเลยจริงๆ ถึงอย่างไรแล้ว เพลโตเชื่อว่า เวลาคือมายา และมุมมองของเขาดูเหมือนจะกลับมานิยมอีกครั้ง ดังที่พอล เดวีส์ นักฟิสิกส์คณิตศาสตร์กล่าวไว้ว่า "ในโลกของฟิสิกส์ที่เข้าใจกันนั้น ไม่มีสิ่งใดสอดคล้องกับการเดินทางของเวลา...สิ่งที่ไม่ซับซ้อนแม้แต่น้อยต่อประสบการณ์ทางโลกกายภาพของเรา ได้กลายมาเป็นกรณีอัตลักษณ์ที่ผิดพลาดไปได้อย่างไรกัน"
เราพูดถึงเวลาว่า "กำลังเดินไป" แต่เดินผ่านอะไรล่ะ เวลาเดินด้วยความเร็วเท่าใดและเพราะอะไร และ"สสาร"ที่กำลังเดินคืออะไร กระสวยอวกาศเคลื่อนที่ผ่านอวกาศและการเคลื่อนที่ของมันสามารถอธิบายให้สัมพันธ์กับวัตถุอื่นๆได้ แต่การเดินทางของเวลากลับไม่สามารถอธิบายให้สัมพันธ์กับสิ่งอื่นใดได้นอกจากตัวมันเอง
เราคิดถึงเวลาในแง่ของคณิตศาสตร์กับฟิสิกส์ได้ และเรายังคิดถึงเวลาในแง่ของการรับรู้ได้ แนวทางที่เราคิดเกี่ยวกับเวลาดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับวิธีคิดของเราในแนวทางที่ค่อนข้างจะแปลก จะอย่างไรก็ตามเราไม่สามารถ "มองเห็น" การเดินทางของเวลาได้ เรามีเพียงชุดประสบการณ์ส่วนบุคคลที่แตกต่างจากชุดประสบการณ์อื่นในความทรงจำของเรา และความแตกต่างนี้เองที่สมองที่รู้ตัวของเรารับรู้ว่ามันคือเวลา
เวลาก่อให้เกิดความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ อันดับแรก คุณสามารถใช้การดำรงอยู่ของเวลาเพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นจริง อดีตนั้นตายไปจากคนที่ไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว และไม่ได้จริงมากไปกว่าความฝันของคุณ จริงไหม และอนาคตก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่บังเกิดจึงเป็นเพียงจินตนาการอีกเช่นเคย เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่เป็นจริงจึงเป็นเพียงเศษเสี้ยวที่เล็กมากของเวลาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่ามีค่าเท่ากับความว่างเปล่านั่นเอง เพราะว่าเวลาไม่เคยหยุดนิ่งและส่งผลให้เศษเสี้ยวนั้นมีความหนาเท่ากับศูนย์ ดังนั้นเวลาจึงเป็นจริง แต่ไม่มีสิ่งอื่นใดที่เป็นจริง
นับตั้งแต่ไอสไตน์เป็นต้นมา นักฟิสิกส์จำนวนมากได้พยายามจะหลุดพ้นจากมุมมองที่จะเกิดจากสามัญสำนึกที่ยึดถือสืบทอดกันมาหรือที่เรียกว่า presentism ที่มองว่ามีแต่ปัจจุบัน โลก ณ "ปัจจุบัน" เท่านั้นที่มีอยู่ แนวคิดใหม่ๆเกี่ยวกับเวลาได้เปลี่ยนปริมาณที่ลื่นไหลตัวนี้ และพยายามดึงเอาการรับรู้ส่วนบุคคลจากสมองมนุษย์ในเรื่องของเวลาออกจากสมการ ขณะที่มุมมองเรื่องเวลาของผู้ที่เชื่อในแนวคิดแบบ presentism มีความแตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆจากแนวทางที่นักฟิสิกส์เชื่อว่าโลกเป็น
สิ่งที่วิทยาศาสตร์พอใจเสมอมาในเรื่องของเวลาก็คือการเพิกเฉยต่อความน่าตกใจทางปรัชญาที่เวลาได้สร้างขึ้นและเดินหน้าต่อกับการวัดเวลา กำนดสัญลักษณ์ให้เวลาและใส่มันลงไปในสมการของเราซึ่งแทนด้วยสัญลักษณ์เล็กๆที่สวยงาม เช่นตัว t ซึ่งทำหน้าที่ของมันไปโดยการหยอดน้ำมันให้กลไกแห่งจักรวาล เวลาเป็นปิมาณพื้นฐานชนิดหนึ่งซึ่งหมายความว่าการให้นิยามแก่เวลาจะไม่สามารถทำโดยอ้างอิงกับปริมาณชนิดอื่นใดก็ตามแต่ได้ เราทำได้เพียงวัดเวลาและใช้มันเพื่อให้ได้มาซึ่งปริมาณพื้นฐานที่น้อยกว่า การเปลี่ยนแปลงของอัตราความเร็วที่ค่อยๆเกิดขึ้นจะให้ความเร่งแก่เรา ถ้าคุณทิ้งกรวดก้อนหนึ่งลงในบ่อน้ำคุณก็จพคำนวณความลึกในหน่อยเมตรได้อย่างง่ายๆโดยการเอาห้าคูณกำลังสองของเวลาในหน่วยวินาที ก่อนที่คุณจะได้ยินเสียงน้ำกระเซ็น (ถ้าหากว่าสถานที่ที่คุณกำลังพูดถึงอยู่นี้คือโลก)
ไอสไตน์แสดงให้เราเห็นว่าแรงดึงความโน้มถ่วงกับแรงหน่วยของความเร่งมีค่าเท่ากัน (แรงที่คุณรู้สึกขณะที่อยู่ในจรวดที่กำลังเร่งความเร็วจะเท่ากับแรงที่คุณรู้สึกขณะที่น้ำหนักของคุณถูกดึงเข้าหาโลก) แน่นอนว่าไอน์สไตน์ยังเดินหน้าต่อเพื่อแสดงให้เห็นว่า "อวกาศ" กับ "เวลา" ที่จริงแล้วคือด้านที่แตกต่างของเหรียญเดียวกัน ก่อนหน้าไอน์สไตน์เชื่อกันว่าอวกาศเต็มไปด้วยตัวกลางที่มองไม่เห็นที่เรียกว่าอีเทอร์ (ether) ซึ่งเป็นคลื่นที่นำพาแสงและรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดอื่นๆในแบบเดียวกับที่อากาศนำพาเสียง ทั้งหมดที่จำเป็นต้องทำคือการหาสมบัติของธาตุอีเทอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ว่าอีเทอร์เปลี่ยนรูปร่างได้อย่างไร และตอบสนองอย่างไรเมื่อได้รับพลังงาน และเมื่อนั้นการแก้ไขปริศนาของฟิสิกส์ก็จะสำเร็จได้
เป็นยังไงกันบ้างครับเพื่อนๆยิ่งอ่านยิ่งงงละสิ
วันนี้ผมพอแค่นี้ก่อนนะครับ ไว้จะมาต่อวันหลัง
ฝากเพจที่เฟสบุคด้วยนะครับ
เพจ "เหนือธรรมชาติ" สิ่งลี้ลับที่หาคำตอบไม่ได้ เราจะลองมาอธบายในแง่ของวิทยาศาสตร์กัน
https://www.facebook.com/Supernaturalinsci
เพจ "โลกแห่งความจริง" เพจสำหรับชาววิทย์ ความรู้ต่างๆต่างทุกมุมโลก
https://www.facebook.com/Real.of.The.world
ไฉนเวลาจึงพิลึกยิ่งนัก ตอนที่ 1
พักหลังๆมาผมค่อนข้างที่จะเขียนเรื่อง วิทยาศาสตร์ ในแง่มุมแปลกๆซะบ้าง
เพราะวิทยาศาสตร์ บางทีก็ยังหาคำตอบบางเรื่องไม่ได้ครับ
กระทู้นี้ก็เป็นอีกกระทู้นึง ที่ผมจะเขียนเรื่องราว ที่พวกเรายังมีความข้องใจอยู่บ้างนะครับ กับเรื่องเกี่ยวกับ "เวลา" ครับ
ผมแปลมาจากหนังสือภาษาอังกฤษ ของไมเคิล แฮนลอน อีกทีนึง อาจยาวไปซะหน่อยแถมมีแต่ตัวหนังสือ
แต่ถ้าคนสนใจจริงๆผมว่าคงอ่านจบว่ามั้ย
เพราะบางทีการเสพสื่อต่างๆเพียงแค่แว๊บเดียว ไม่อาจทำให้เข้าใจเนื้อหาทั้วหมดได้
ผมจังจัดมาให้แบบเต็มๆ ไปอ่านกันเลยครับ
เวลาสร้างชีวิตของพวกเรา มันคือกุญแจที่จะไขเข้าสู่วิธีที่เรารับรู้สรรพสิ่งต่างๆ ตั้งแต่การทำงานของจิตใจของเราเองไปจนถึงเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นตัวกำหนดช่วงระยะเวลาของเรานับตั้งแต่แรกเกิดจนตาย บางทีเราอาจจะนึกจินตนาการถึงเอกภพที่ปราศจากสีสัน หรือความร้อนหรือแสงได้ แต่เราไม่สามารถจินตนาการถึงโลกที่ปราศจากเวลาได้เลย และตราบเท่าที่ฟิสิกส์ดูเหมือนจะทำความเข้าใจเรื่องเวลาได้ เราจึงอาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจเช่นกัน
เมื่อมีการยอมรับกันว่าโลหะพื้นฐานสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นทองคำพได้ ก็เป็นธรรมดาที่จะมีการยอมรับว่าจะต้องมีสารอะไรสักอย่างหนึ่งซึ่งส่งผลเช่นนั้นได้ ทีนี้เราก็ยอมรับกันว่ามี "ปริมาณ" ชนิดหนึ่งซึ่งเป็นตัวกำหนดช่วงเวลาของเหตุการณ์ต่างๆ ในแบบเดียวกับหินนักปราชญ์1อันเก่าแก่ ในขณะที่อวกาศหยุดทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกัน เวลาก็หยุดทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในคราวเดียวกันเช่นกัน แต่ในขณะที่เรารู้ว่าอวกาศมีอยู่จริง--ดูสิ ผมสามารถโบกมือผ่านอวกาศได้--เวลากลับแตกต่างในเชิงคุณสมบัติ จะอย่างไรก็ตามพวกเราก็ไม่สามารถโบกมือผ่านเวลาได้
ธรรมชาติที่แท้จริงของเวลายังคงหลับเลี่ยงเราต่อไป ในช่วงราวทศวรรษที่ผ่านมานักฟิสิกส์ก้าวหน้าไปมากในเรื่องแนวคิดเกี่ยวกับเวลา แต่กับประเด็นที่ว่าเวลา คืออะไรกันแน่ เรากลับไม่ได้ฉลาดไปกว่าชาวกรีกโบราณเลยจริงๆ ถึงอย่างไรแล้ว เพลโตเชื่อว่า เวลาคือมายา และมุมมองของเขาดูเหมือนจะกลับมานิยมอีกครั้ง ดังที่พอล เดวีส์ นักฟิสิกส์คณิตศาสตร์กล่าวไว้ว่า "ในโลกของฟิสิกส์ที่เข้าใจกันนั้น ไม่มีสิ่งใดสอดคล้องกับการเดินทางของเวลา...สิ่งที่ไม่ซับซ้อนแม้แต่น้อยต่อประสบการณ์ทางโลกกายภาพของเรา ได้กลายมาเป็นกรณีอัตลักษณ์ที่ผิดพลาดไปได้อย่างไรกัน"
เราพูดถึงเวลาว่า "กำลังเดินไป" แต่เดินผ่านอะไรล่ะ เวลาเดินด้วยความเร็วเท่าใดและเพราะอะไร และ"สสาร"ที่กำลังเดินคืออะไร กระสวยอวกาศเคลื่อนที่ผ่านอวกาศและการเคลื่อนที่ของมันสามารถอธิบายให้สัมพันธ์กับวัตถุอื่นๆได้ แต่การเดินทางของเวลากลับไม่สามารถอธิบายให้สัมพันธ์กับสิ่งอื่นใดได้นอกจากตัวมันเอง
เราคิดถึงเวลาในแง่ของคณิตศาสตร์กับฟิสิกส์ได้ และเรายังคิดถึงเวลาในแง่ของการรับรู้ได้ แนวทางที่เราคิดเกี่ยวกับเวลาดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับวิธีคิดของเราในแนวทางที่ค่อนข้างจะแปลก จะอย่างไรก็ตามเราไม่สามารถ "มองเห็น" การเดินทางของเวลาได้ เรามีเพียงชุดประสบการณ์ส่วนบุคคลที่แตกต่างจากชุดประสบการณ์อื่นในความทรงจำของเรา และความแตกต่างนี้เองที่สมองที่รู้ตัวของเรารับรู้ว่ามันคือเวลา
เวลาก่อให้เกิดความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ อันดับแรก คุณสามารถใช้การดำรงอยู่ของเวลาเพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นจริง อดีตนั้นตายไปจากคนที่ไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว และไม่ได้จริงมากไปกว่าความฝันของคุณ จริงไหม และอนาคตก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่บังเกิดจึงเป็นเพียงจินตนาการอีกเช่นเคย เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่เป็นจริงจึงเป็นเพียงเศษเสี้ยวที่เล็กมากของเวลาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่ามีค่าเท่ากับความว่างเปล่านั่นเอง เพราะว่าเวลาไม่เคยหยุดนิ่งและส่งผลให้เศษเสี้ยวนั้นมีความหนาเท่ากับศูนย์ ดังนั้นเวลาจึงเป็นจริง แต่ไม่มีสิ่งอื่นใดที่เป็นจริง
นับตั้งแต่ไอสไตน์เป็นต้นมา นักฟิสิกส์จำนวนมากได้พยายามจะหลุดพ้นจากมุมมองที่จะเกิดจากสามัญสำนึกที่ยึดถือสืบทอดกันมาหรือที่เรียกว่า presentism ที่มองว่ามีแต่ปัจจุบัน โลก ณ "ปัจจุบัน" เท่านั้นที่มีอยู่ แนวคิดใหม่ๆเกี่ยวกับเวลาได้เปลี่ยนปริมาณที่ลื่นไหลตัวนี้ และพยายามดึงเอาการรับรู้ส่วนบุคคลจากสมองมนุษย์ในเรื่องของเวลาออกจากสมการ ขณะที่มุมมองเรื่องเวลาของผู้ที่เชื่อในแนวคิดแบบ presentism มีความแตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆจากแนวทางที่นักฟิสิกส์เชื่อว่าโลกเป็น
สิ่งที่วิทยาศาสตร์พอใจเสมอมาในเรื่องของเวลาก็คือการเพิกเฉยต่อความน่าตกใจทางปรัชญาที่เวลาได้สร้างขึ้นและเดินหน้าต่อกับการวัดเวลา กำนดสัญลักษณ์ให้เวลาและใส่มันลงไปในสมการของเราซึ่งแทนด้วยสัญลักษณ์เล็กๆที่สวยงาม เช่นตัว t ซึ่งทำหน้าที่ของมันไปโดยการหยอดน้ำมันให้กลไกแห่งจักรวาล เวลาเป็นปิมาณพื้นฐานชนิดหนึ่งซึ่งหมายความว่าการให้นิยามแก่เวลาจะไม่สามารถทำโดยอ้างอิงกับปริมาณชนิดอื่นใดก็ตามแต่ได้ เราทำได้เพียงวัดเวลาและใช้มันเพื่อให้ได้มาซึ่งปริมาณพื้นฐานที่น้อยกว่า การเปลี่ยนแปลงของอัตราความเร็วที่ค่อยๆเกิดขึ้นจะให้ความเร่งแก่เรา ถ้าคุณทิ้งกรวดก้อนหนึ่งลงในบ่อน้ำคุณก็จพคำนวณความลึกในหน่อยเมตรได้อย่างง่ายๆโดยการเอาห้าคูณกำลังสองของเวลาในหน่วยวินาที ก่อนที่คุณจะได้ยินเสียงน้ำกระเซ็น (ถ้าหากว่าสถานที่ที่คุณกำลังพูดถึงอยู่นี้คือโลก)
ไอสไตน์แสดงให้เราเห็นว่าแรงดึงความโน้มถ่วงกับแรงหน่วยของความเร่งมีค่าเท่ากัน (แรงที่คุณรู้สึกขณะที่อยู่ในจรวดที่กำลังเร่งความเร็วจะเท่ากับแรงที่คุณรู้สึกขณะที่น้ำหนักของคุณถูกดึงเข้าหาโลก) แน่นอนว่าไอน์สไตน์ยังเดินหน้าต่อเพื่อแสดงให้เห็นว่า "อวกาศ" กับ "เวลา" ที่จริงแล้วคือด้านที่แตกต่างของเหรียญเดียวกัน ก่อนหน้าไอน์สไตน์เชื่อกันว่าอวกาศเต็มไปด้วยตัวกลางที่มองไม่เห็นที่เรียกว่าอีเทอร์ (ether) ซึ่งเป็นคลื่นที่นำพาแสงและรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดอื่นๆในแบบเดียวกับที่อากาศนำพาเสียง ทั้งหมดที่จำเป็นต้องทำคือการหาสมบัติของธาตุอีเทอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ว่าอีเทอร์เปลี่ยนรูปร่างได้อย่างไร และตอบสนองอย่างไรเมื่อได้รับพลังงาน และเมื่อนั้นการแก้ไขปริศนาของฟิสิกส์ก็จะสำเร็จได้
เป็นยังไงกันบ้างครับเพื่อนๆยิ่งอ่านยิ่งงงละสิ
วันนี้ผมพอแค่นี้ก่อนนะครับ ไว้จะมาต่อวันหลัง
ฝากเพจที่เฟสบุคด้วยนะครับ
เพจ "เหนือธรรมชาติ" สิ่งลี้ลับที่หาคำตอบไม่ได้ เราจะลองมาอธบายในแง่ของวิทยาศาสตร์กัน
https://www.facebook.com/Supernaturalinsci
เพจ "โลกแห่งความจริง" เพจสำหรับชาววิทย์ ความรู้ต่างๆต่างทุกมุมโลก
https://www.facebook.com/Real.of.The.world