คุณใหญ่ HI S2M
http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=51934
มีโอกาสได้ไปร่วมฟังงานสัมมนา “จับเทรนด์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนทิศ สร้าง Wealth รอบใหม่” ที่ทาง TISCO และกรุงเทพธุรกิจจัดขึ้น เมื่อวานนี้ มีข้อมูลดีๆเยอะเลย ผมเอาเนื้อหาสำคัญๆมาแชร์กันครับ แต่เนื้อหาเยอะมาก คงแบ่งเป็นหลายๆตอนหน่อยครับ
1.คุณอรนุช อภิศักดิศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ : ปัจจุบันนี้ รอบของเศรษฐกิจมันสั้นลงเรื่อยๆ เพราะโลกเชื่อมถึงกันหมด การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทุกครั้งจึงเป็นโอกาสในการลงทุนและสร้างความมั่งคั่งได้มีบ่อยมากขึ้น การไหลของเงินทุนทำให้เศรษฐกิจและตลาดทุนเปราะบาง กระทบได้ง่ายมาก ถ้าเราเกาะกระแสเงินทุนที่เคลื่อนย้ายได้ เราก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย จับโอกาสถูกก็จะได้ผลตอบแทนสูงไปด้วย
2.คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย : ตลาดหุ้นเราผันผวนมากๆในปีนี้ 5 เดือนแรกกับ 5 เดือนหลัง ต่างกันอย่างมาก แต่ยังเชื่อว่าอนาคตจากนี้ไปอีก 2 ปี ตลาดหุ้นยังเป็นขาขึ้นไปต่อ แต่จะมีความผันผวนระหว่างทางมากขึ้น ที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงมาจากเหตุผล
i. ดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ii.อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทย ที่ชะลอตัวทำ
iii.ปัญหาสหรัฐเป็นเพียงปัจจัยรอง ที่ทำให้โลกผันผวน
แต่ปัจจัย ที่ทำให้ตลาดหุ้นยังไปได้ต่อ ได้แก่
i.ปัญหาสหรัฐ เป็นเพียงปัญหาเทคนิค ไม่ใช่ว่าจะล้มละลาย แต่เป็นเพราะการต่อรองทางการเมือง ซึ่งหากศึกษาดีๆแล้วจะพบว่า ไม่มีทางที่จะไม่จ่ายหนี้แน่นอนยังไงก็ต้องคุยกันจบ (หนี้ของสหรัฐ มีมูลค่าประมาณ 30 เท่าของมูลค่าตลาดหุ้นไทย) การ shutdown เคยเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้มีผลต่อเศรษฐกิจมากมายนัก ทางที่เป็นไปได้คือ อาจจะเลื่อนไปอีก 4 เดือน ซึ่งสุดท้ายก็คงคุยกันจบได้
ii.ดอกเบี้ย จะค่อยๆสูงขึ้น ยุคเงินถูกจบลงแล้ว แต่การขึ้นดอกเบี้ยจะไม่ใช่ใน 2-3 ปีนี้ อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ยังต่ำอยู่ หากดอกเบี้ยพันธบัตรนี้ขึ้นไปใกล้ 5% จึงจะมีปัญหากับตลาดหุ้น แต่ตอนนี้ยังห่างไกลมาก ตลาดหุ้นจึงไปต่อแน่นอน
iii.เศรษฐกิจโลกจริงๆกำลังอยู่ในขั้นฟิ้นตัว แต่มาเจอปัญหาสหรัฐทำให้มองการฟิ้นตัวไม่เด่นชัด สหรัฐขาดทุนการคลังน้อยลงกว่าเดิมมาก ยุโรปก็แนวโน้มดีขึ้น ปีหน้า GDP ของยุโรปจะเป็น บวก ปีแรกในรอบหลายๆปีที่ผ่านมา ของไทยเองการส่งออกก็จะดีขึ้น ภาครัฐมีโครงการใช้จ่ายมากขึ้น เอกชนก็จะใช้จ่ายมากตาม บมจ.ผลประกอบการดีขึ้น ตลาดหุ้นก็ขึ้นตาม
iiii. เม็ดเงินที่ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ตามสัญญาณการเก็งกำไรในที่ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ที่ไหลออกไปครั้งก่อนเพราะสัญญาณเรื่องการลด Q.E แต่สุดท้าย มันก็จะกลับเข้ามา เพราะผลตอบแทนใน Emerging Market ยังมากกว่าตลาดประเทศพัฒนาแล้วอยู่อีก 25% ดังนั้นสุดท้ายแล้ว เม็ดเงินนี้จะกลับมา ฝรั่งขายหุ้นไทยไปเยอะมาก เหลือแค่ 3000 ล้านเหรียญแล้ว จนต่ำว่าเกณฑ์ ดังนั้นต้องกลับมาลงทุนเพื่อไม่ให้ underperform ตลาด เงินฝรั่งยักพักในตลาดตราสารหนี้อยู่ ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น แนวโน้มดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้น เงินจะไหลจากตลาดตราสารหนี้มาตลาดหุ้น ตลาดไทยยังถูกกว่า อินโด มาเลย์ สิงคโปร์ อยู่
iiiii. ผลประกอบการของ บมจ. โตมา 5 ปีต่อเนื่อง ปีหน้าก็ยังจะโตต่อไปอีก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลจะยิ่งกระตุ้นให้ตลาดหุ้นขึ้นต่อ
สรุปว่า ตลาดหุ้นขึ้นต่อ 2 ปี แน่นอน แต่จะผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย
มีต่อตอนหน้านะครับ
“จับเทรนด์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนทิศ สร้าง Wealth รอบใหม่ ตอนที่ 1”
http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=51934
มีโอกาสได้ไปร่วมฟังงานสัมมนา “จับเทรนด์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนทิศ สร้าง Wealth รอบใหม่” ที่ทาง TISCO และกรุงเทพธุรกิจจัดขึ้น เมื่อวานนี้ มีข้อมูลดีๆเยอะเลย ผมเอาเนื้อหาสำคัญๆมาแชร์กันครับ แต่เนื้อหาเยอะมาก คงแบ่งเป็นหลายๆตอนหน่อยครับ
1.คุณอรนุช อภิศักดิศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ : ปัจจุบันนี้ รอบของเศรษฐกิจมันสั้นลงเรื่อยๆ เพราะโลกเชื่อมถึงกันหมด การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทุกครั้งจึงเป็นโอกาสในการลงทุนและสร้างความมั่งคั่งได้มีบ่อยมากขึ้น การไหลของเงินทุนทำให้เศรษฐกิจและตลาดทุนเปราะบาง กระทบได้ง่ายมาก ถ้าเราเกาะกระแสเงินทุนที่เคลื่อนย้ายได้ เราก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย จับโอกาสถูกก็จะได้ผลตอบแทนสูงไปด้วย
2.คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย : ตลาดหุ้นเราผันผวนมากๆในปีนี้ 5 เดือนแรกกับ 5 เดือนหลัง ต่างกันอย่างมาก แต่ยังเชื่อว่าอนาคตจากนี้ไปอีก 2 ปี ตลาดหุ้นยังเป็นขาขึ้นไปต่อ แต่จะมีความผันผวนระหว่างทางมากขึ้น ที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงมาจากเหตุผล
i. ดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ii.อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทย ที่ชะลอตัวทำ
iii.ปัญหาสหรัฐเป็นเพียงปัจจัยรอง ที่ทำให้โลกผันผวน
แต่ปัจจัย ที่ทำให้ตลาดหุ้นยังไปได้ต่อ ได้แก่
i.ปัญหาสหรัฐ เป็นเพียงปัญหาเทคนิค ไม่ใช่ว่าจะล้มละลาย แต่เป็นเพราะการต่อรองทางการเมือง ซึ่งหากศึกษาดีๆแล้วจะพบว่า ไม่มีทางที่จะไม่จ่ายหนี้แน่นอนยังไงก็ต้องคุยกันจบ (หนี้ของสหรัฐ มีมูลค่าประมาณ 30 เท่าของมูลค่าตลาดหุ้นไทย) การ shutdown เคยเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้มีผลต่อเศรษฐกิจมากมายนัก ทางที่เป็นไปได้คือ อาจจะเลื่อนไปอีก 4 เดือน ซึ่งสุดท้ายก็คงคุยกันจบได้
ii.ดอกเบี้ย จะค่อยๆสูงขึ้น ยุคเงินถูกจบลงแล้ว แต่การขึ้นดอกเบี้ยจะไม่ใช่ใน 2-3 ปีนี้ อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี ยังต่ำอยู่ หากดอกเบี้ยพันธบัตรนี้ขึ้นไปใกล้ 5% จึงจะมีปัญหากับตลาดหุ้น แต่ตอนนี้ยังห่างไกลมาก ตลาดหุ้นจึงไปต่อแน่นอน
iii.เศรษฐกิจโลกจริงๆกำลังอยู่ในขั้นฟิ้นตัว แต่มาเจอปัญหาสหรัฐทำให้มองการฟิ้นตัวไม่เด่นชัด สหรัฐขาดทุนการคลังน้อยลงกว่าเดิมมาก ยุโรปก็แนวโน้มดีขึ้น ปีหน้า GDP ของยุโรปจะเป็น บวก ปีแรกในรอบหลายๆปีที่ผ่านมา ของไทยเองการส่งออกก็จะดีขึ้น ภาครัฐมีโครงการใช้จ่ายมากขึ้น เอกชนก็จะใช้จ่ายมากตาม บมจ.ผลประกอบการดีขึ้น ตลาดหุ้นก็ขึ้นตาม
iiii. เม็ดเงินที่ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ตามสัญญาณการเก็งกำไรในที่ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ที่ไหลออกไปครั้งก่อนเพราะสัญญาณเรื่องการลด Q.E แต่สุดท้าย มันก็จะกลับเข้ามา เพราะผลตอบแทนใน Emerging Market ยังมากกว่าตลาดประเทศพัฒนาแล้วอยู่อีก 25% ดังนั้นสุดท้ายแล้ว เม็ดเงินนี้จะกลับมา ฝรั่งขายหุ้นไทยไปเยอะมาก เหลือแค่ 3000 ล้านเหรียญแล้ว จนต่ำว่าเกณฑ์ ดังนั้นต้องกลับมาลงทุนเพื่อไม่ให้ underperform ตลาด เงินฝรั่งยักพักในตลาดตราสารหนี้อยู่ ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น แนวโน้มดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้น เงินจะไหลจากตลาดตราสารหนี้มาตลาดหุ้น ตลาดไทยยังถูกกว่า อินโด มาเลย์ สิงคโปร์ อยู่
iiiii. ผลประกอบการของ บมจ. โตมา 5 ปีต่อเนื่อง ปีหน้าก็ยังจะโตต่อไปอีก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลจะยิ่งกระตุ้นให้ตลาดหุ้นขึ้นต่อ
สรุปว่า ตลาดหุ้นขึ้นต่อ 2 ปี แน่นอน แต่จะผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย
มีต่อตอนหน้านะครับ