.....หล่อสะท้านยุทธภพตอน: "เดชคัมภีร์ปกเขียว"

โคมประทีปนับสิบดวงยังคงสว่างไสวในโรงเตี๊ยมแห่งนั้น  แม้จะเลยเวลาวิกาลไปหลายเพลา   เหล่าจอมยุทธ์ยังคงจับกลุ่มเสพสุราอย่างครื้นเครงประหนึ่งว่ากำลังเลี้ยงฉลองอะไรสักอย่าง.....ป้ายแผ่นหยก “เทพอัปสรมวยผม” ที่กลัดบนอาภรณ์ของพวกเขาบ่งบอกสำนักที่สังกัดอย่างชัดเจน   แม้จะอยู่ท่ามกลางหลากหลายผู้คนในที่เปิดเผย ณ โรงเตี๊ยมแห่งนี้รวมถึงสถานการณ์ที่กำลังตรึงเครียดในยุทธภพในตอนนี้ก็ตาม  พวกเขาหาได้แสดงทีท่าหวาดระแวงต่อการแสดงป้ายแผ่นหยกประจำสำนักอย่างเปิดเผยไม่   อีกทางหนึ่ง  ดูเหมือนว่าพวกเขาจงใจที่จะแสดงป้ายแผ่นหยกด้วยซ้ำ  ประหนึ่งว่าเป็นป้ายประกาศิตที่ใครเห็นแล้วต้องรู้สึกครั่นคร้าม    แน่ละ....มันผู้ใดไม่รู้จักพรรค “ป่ะฉ่าถี้ปัด”  สำนักวิทยายุทธ์ที่มีชื่อเสียงและประวัติอันยาวนานที่สุดในยุทธจักรนี้   มันผู้นั้นย่อมไม่ใช่ชาวยุทธภพที่แท้จริง

  
“ฮิ ฮิ ฮิ....เมื่อตอนกลางวันท่านบุ่นหย๋อด ใช้วิทยายุทธ์วิชา “แต๋วแตก” ซัดใส่ท่านประธานบนลานประลองยุทธ์แทบกระอักเลือด”   จอมยุทธ์คนหนึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ “ปั่นป่วน” ที่เกิดขึ้นบนลานประลองยุทธ์ที่พึ่งผ่านพ้นมา   แววตาของจอมยุทธ์ “บุ่นหย๋อด” ในยามนี้เปล่งประกายความภาคภูมิอย่างเปิดเผย   ที่แท้....พวกเขาเหล่านี้ก็คือเหล่าจอมยุทธ์ที่ร่วมประสานเพลงกระบี่โจมตีและจู่โจมเหล่าองครักษ์ที่รักษาการ ณ ลานประลองยุทธ์จนเกิดความปั่นป่วนที่พึ่งผ่านพ้นมาสดๆ ร้อนๆ นี่เอง!  จอมยุทธ์บุ่นหย๋อดยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวก่อนที่จะตอบ  
“...ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ท่านเจ้าแห่งสำนักของพวกเราวางไว้ทุกอย่าง    มา! พวกเรามาร่วมดื่มฉลองความสำเร็จ”
อา....เหตุการณ์ปั่นป่วนบน “ลานประลองยุทธ์” ที่พึ่งผ่านมาเป็นแผนที่ถูกวางเอาไว้ล่วงหน้านี่เอง   เพลงกระบี่จึงดูพลิ้วประสานกลมกลืนกันอย่างดี    และการพบกันของเหล่าจอมยุทธ์แห่งสำนักป่ะฉ่าถี้ปัด ณ โรงเตี๊ยมแห่งนี้จึงไม่ใช่เป็นการมาพบกันโดยบังเอิญ   หากแต่เป็นการนัดหมายเลี้ยงฉลองความสำเร็จต่อแผนการที่วางเอาไว้

น้ำเหล้ายังไม่ทันได้สัมผัสลิ้น.....ลมพัดวูบจากข้างนอกเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับพายุแล้วมาหยุดตรงกลางโรงเตี๊ยม  พร้อมๆ กับการปรากฏร่างของอิสตรี    ทุกสายตาในยามนี้จ้องไปที่การปรากฏกายของเจ้าของวิชาตัวเบาเป็นจุดเดียว  
“ แม่นาง  นาหลี่ซะหล่า!”  ทุกคนอุทานเป็นเสียงเดียวกัน   จากนั้นก็เชื้อเชิญนางนั่งร่วมโต๊ะ    ที่แท้นางก็คือจอมยุทธ์หญิงนาหลี่ซะหล่า  เจ้าของวิชา“ชะนีคำราม” หนึ่งในสุดยอดวิชาขับพลังลมปราณนั่นเอง     ชาวยุทธ์ต่างเคยเชื่อว่าคัมภีร์วิชานี้ได้หายสาบสูญไปจากยุทธภพหลายสิบปีแล้ว    หากไม่เกิดเหตุการณ์ปั่นป่วนที่ลานประลองยุทธ์ในวันนี้ทุกคนจะยังคงเข้าใจเช่นนั้น

“แม่นาง  ข้าเลื่อมใสพลังวิชาชะนีคำรามของท่านในวันนี้จริงๆ   มาๆ...  ข้าขอดื่มให้ท่านหนึ่งจอก”  เทพไถ้จอมยุทธ์ผู้มีหน้าผากเด่นเป็นอัตตลักษณ์กล่าวชื่นชมด้วยความจริงใจพร้อมกับยกจอกขึ้นดื่ม....... “ชะนีคำราม”  เป็นสุดยอดแห่งวิชาที่ต้องใช้พลังลมปราณขั้นสูงส่ง   หากใครที่มีพลังลมปรานไม่ถึงมาฝึกวิชานี้  พลังภายในอาจย้อนตีกลับทำลายชีพจรขาดสะบั้นถึงขั้นสิ้นลมปราณเพียงแค่ฝึกกระบวนแรกได้ง่ายๆ     แต่หากใครฝึกวิชานี้ถึงขั้นสุดยอดแล้วย่อมถือว่าเป็นหนึ่งในยุทธภพ    ที่จอมยุทธ์หญิงนาหลี่ซะหล่าแสดงพลังวิชา “ชะนีคำราม” ณ ลานประลองยุทธ์ในวันนี้เป็นเพียงการเปล่งพลังไม่ถึงหนึ่งในเก้าส่วนของพลังทั้งหมด    แม้เพียงน้อยนิดแค่นั้นมันก็สามารถแผ่รังสีอำมหิตข้ามน้ำข้ามทะเล ไปไกลหลายพันลี้จนเป็นที่โจษขานทั่วยุทธภพ    คำกล่าวชื่นชมของจอมยุทธเทพไถ้ในยามนี้จึงไม่เกินเลยนัก.........


“ท่านกล่าวชมข้าเกินไป   วิชาชะนีคำรามของข้าไฉนเลยจะสู้วิชา “ป้ายสี” ของท่านได้เล่า?”   จอมยุทธ์เทพไถ้หน้าแดงรับคำชม
สีหน้าของเหล่าจอมยุทธ์จากสำนักป่ะฉ่าถี้ปัดในยามนี้ล้วนต่างดูมีความสุข  เสพสุราพลางยกย่องเพลงยุทธ์กันและกันไปมาพลาง     หากแต่สีหน้าและนัยน์ตาของบุรุษเจ้าของโต๊ะท้ายสุดของโรงเตี๊ยมที่นั่งซุ่มสังเกตุการณ์มาตั้งแต่หัวค่ำในยามนี้กลับตรงกันข้าม
  
“อัปยศ!” บุรุษลึกลับสบถออกมาลอยๆ เหมือนพยายามจะให้เหล่าจอมยุทธ์ทั้งหมดในโรงเตี๊ยมได้ยิน   .... ได้ผล!  สิ้นคำสบถ.......จอมยุทธ์คนหนึ่งจากสำนักป่ะฉ่าถี้ปัดก็ตวาดย้อนกลับมาที่บุรุษลึกลับทันที
ใคร?  แกว่าใครอัปยศ  เผยตัวออกมา”  
ไร้คำตอบ....บุรุษลึกลับยังคงนั่งขรึมจิบน้ำชา   หากแต่กระบี่ที่วางอยู่บนตักพร้อมที่จะถูกชักออกมาจู่โจมได้ทุกเมื่อ
“ ข้าจะสั่งสอนให้แกรู้จักซะบ้าง”   จอมยุทธ์บุ๋นหยอดคำราม  ใช้วิชาตัวเบาพุ่งเข้ามาที่โต๊ะของบุรุษลึกลับหมายจะจู่โจมทันที   พลันต้องถึงกับผงะ  เมื่อบุรุษลึกลับลุกขึ้นยืนและหาได้แสดงท่าทีเกรงกลัวจอมยุทธ์บุ๋นหยอดแต่อย่างใดไม่   แสงไฟจากโคมประทีปที่แขวนข้างฝาของโรงเตี๊ยมเผยโฉมหน้าของเขาเด่นชัด
“ท่านรองเจ้าสำนัก!!”  จอมยุทธ์บุ๋นหยอดเหงื่อแตกพลั่กเต็มใบหน้า    ละล่ำละลั่กทรุดเข่าคาราวะบุรุษที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าทันที “ข้าผู้น้อยขออภัยที่ล่วงเกินท่านไปเมื่อครู่นี้   ข้าไม่รู้ว่าเป็นรองเจ้าสำนัก”    สีหน้าและแววตาของจอมยุทธ์บุ๋นหยอดในยามนี้หาได้เล็ดลอดจากการสังเกตุของบุรุษที่ถูกเรียกว่า “รองเจ้าสำนัก” ไม่
“เปล่าประโยชน์ที่จะมาขออภัยหากเจ้าไม่จริงใจ   อีกอย่าง  ข้าหาใช่คนไร้น้ำใจไม่...ข้าไม่ถือสา”  
“ผู้อาวุโส  ข้าสาบานได้   ข้าจริงใจ  ข้าจริงใจจริงๆ”   จอมยุทธ์บุ๋นหยอดตอบอย่างรวดเร็ดประหนึ่งเป็นประโยคที่มันท่องจนขึ้นใจ
“แววตาและพฤติกรรมของเจ้าหาได้บอกข้าเช่นนั้นไม่   ไฉนท่านยังโกหกตัวเองล่ะท่านบุ๋นหยอด”   น้ำเสียงนั่นยังคงนิ่ง
“ข้าไปล่วงเกินท่านตอนไหน  ท่านผู้อาวุโสโปรดชี้แนะ”
“เจ้ารู้หรือว่าแกล้งทำเป็นไม่รู้จริงๆ”
“ข้า...ข้าไม่รู้จริงๆ”   คราวนี้  ดูเหมือนว่าเขาจะตามไม่ทันจริงๆ
“เหตุการณ์ปั่นป่วนที่ลานประลองยุทธ์ในวันนี้  พวกเจ้าแสดงออกถึงความไม่จริงใจต่อข้าและหมิ่นเกียรติข้า”
“พวกข้าหมิ่นเกียรติท่านรองเจ้าสำนัก”   คราวนี้เป็นจอมยุทธ์เทพไถ้เดินเข้ามาร่วมโต๊ะ “ ข้าไม่เข้าใจ”
“พวกเจ้ารู้ ...และชาวยุทธ์ทั่วยุทธภพต่างก็รู้ว่าข้าได้แต่งคัมภีร์ปกเขียวขึ้นเล่มหนึ่งแล้วนำเสนอท่านเจ้าสำนัก   หวังจะใช้คัมภีร์ปกเขียวนี้กอบกู้ชื่อเสียงของสำนักกลับคืนมา    พวกเจ้ากลับไม่แยแสไม่นำพา  มิหนำซ้ำยังทำในสิ่งที่ตรงข้าม   น้องชายร่วมสายเลือดของข้าแท้ๆ ก็ร่วมประสานใช้วิชามารสร้างความปั่นป่วนบนลานประลองยุทธ์ด้วย   ข้ารู้สึกอับอายขายหน้าไปทั่วยุทธภพ   แล้วอย่างนี้จะให้ข้าเชื่อใจพวกเจ้าได้อย่างไร?”   กล่าวเสร็จรองเจ้าสำนักก็เดินออกจากโรงเตี๊ยมไป  ทิ้งปมในใจให้เหล่าจอมยุทธ์ให้ครุ่นคิด...............
จากนั้นเพียงไม่นาน  แสงไฟจากโคมประทีปภายในโรงเตี๊ยมก็ค่อยๆ ดับลงทีละดวง   เจ้าของโรงเตี๊ยมและเสี่ยวเอ้อปิดประตูกล่าวคำอำลาจอมยุทธ์คนสุดท้าย   จากนั้นความเงียดสงัดก็เคลื่อนเข้ามากลบเสียงครื้นเครงเฮฮาไปจนฟ้าสางวันใหม่........
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่