ข่าวดีจากสภาพัฒน์ คนไทยอยู่เย็นเป็นสุขมากขึ้น
เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว สภาพัฒน์หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดประชุมใหญ่ประจำปี 2556 ขึ้น ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี มีผู้ไปเข้าร่วมการประชุมแน่นขนัดเต็มห้องไปหมด
เพราะหัวข้อเรื่องทันต่อเหตุการณ์ และมีหลายๆประเด็นในรายละเอียดที่คนไทยอยากรู้...ได้แก่ เรื่อง “เส้นทางประเทศไทย สู่ประชาคมอาเซียน” ส่งผลให้มีผู้สนใจเข้าประชุมถึงกว่า 2,000 คน
แต่ที่ผมจะหยิบยกมาเขียนถึงในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องอาเซียนครับ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับประเทศไทยเราโดยตรงเลย และเป็นเรื่องที่ผมเห็นว่าสำคัญกว่าเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจเสียอีก...จึงขออนุญาตนำมาบอกกล่าวเล่าต่ออีกทอดหนึ่ง
ในเอกสารประกอบการประชุมทั้งหมดนั้น มีอยู่เล่มหนึ่งครับ ที่เขาสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับ
“ผล” การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเรา ในปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 มาให้ทราบ
แผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 เริ่มใช้เมื่อปี 2555 ดังนั้น
คำว่าผลการพัฒนาปีแรกของเขาก็คือปี 2555 ที่ผ่านไปนี่เอง
ผมขอข้ามเรื่องเศรษฐกิจไปก่อน เพราะส่วนใหญ่เราก็รู้กันแล้วว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยเมื่อปีที่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง
ไปดูผลการพัฒนาทางด้านสังคมกันดีกว่าครับ...ในหัวข้อที่เขาตั้งไว้ว่า... “ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย”
สภาพัฒน์ระบุว่า “สังคมไทยมีความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันมากขึ้น ยกระดับจาก ต้อง ปรับปรุง ในปี 2550 มาเป็นระดับ ปานกลาง ในปี 2554”
โดย
ดัชนีชี้วัดในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 65.76 (ต้องปรับปรุง) ในปี 2550 มาเป็นร้อยละ 69.87 ในปี 2554 และร้อยละ
71.36 ใน ปี 2555 หรือปีแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ดังกล่าว
สอบได้ 71 เปอร์เซ็นต์เนี่ย สมัยที่พวกเราเรียนหนังสือ ถือว่าได้คะแนนดีพอสมควรเลยละ
เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดว่า
อะไรเป็นสาเหตุทำให้คนไทยอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันมากขึ้น...เขาก็บอกว่า
เป็นผลโดยตรงมาจาก ความเข้มแข็งและเป็นธรรมของเศรษฐกิจไทย ในปีแรกของแผนฉบับ 11 ที่เขาวัดออกมาแล้วค่อนข้างดี
เศรษฐกิจไทย (ปีที่แล้ว) ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ และพึ่งตนเองได้มากขึ้น อัตราเงินเฟ้อไม่สูง
หนี้สาธารณะอยู่ในกรอบวินัยการคลัง และ
ที่สำคัญ สัดส่วนคนยากจนลดลงอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดประเทศไทยเรามีสัดส่วนคนจนร้อยละ 13.15 ของจำนวนประชากร หรือประมาณ 8.8 ล้านคน เทียบกับสมัยก่อนๆ ต้องพูดกันที่ 10 ล้านคนขึ้นไปเป็นอย่างน้อย
รายงานของสภาพัฒน์ระบุต่อไปว่า
ชุมชนไทยมี ความเข้มแข็ง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการรวมตัวเป็นองค์กรชุมชนในลักษณะต่างๆ จากประมาณ
50,000 แห่ง ในปี 2550 เป็น 140,000 กว่าแห่ง ในปี 2555
อีกข้อมูลเห็นแล้วชื่นใจมาก...เขาบอกว่า
ครอบครัวไทย ก็มี ความอุ่น เพิ่มขึ้น สมาชิกในครอบครัวเอาใจใส่ดูแลและมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันมากขึ้น
จากตัวเลขเมื่อปี 2554 ซึ่งวัดได้ที่ร้อยละ 65.17 เพิ่มขึ้นเป็น 68.31 ในปี 2555 ถือเป็นการเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญพอสมควร
ข้อเสียในเรื่องครอบครัวอบอุ่นมีเรื่องเดียว คือ คนไทยหย่าร้างมากขึ้นเล็กน้อย จาก 5.47 คู่ต่อพันครัวเรือน เป็น 5.55 คู่ต่อพันครัวเรือน ...นอกนั้นดีขึ้นหมดทุกตัวชี้วัด
แค่นี้ก็ชื่นใจแล้วครับ เพราะผลการพัฒนาใดๆจะมาเทียบเท่าการที่ครอบครัวไทยเรามีความอบอุ่นขึ้นล่ะครับ
ต่อให้ประเทศรํ่ารวยขนาดไหน รายได้ต่อหัวพุ่งกระฉูดแค่ไหน หรือมีเครื่องมือเครื่องใช้ทันสมัยเพียงใด...แต่ถ้าครอบครัวขาดความอบอุ่น ก็ถือว่าการพัฒนานั้นๆล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
แต่ก็มีหลายๆเรื่องทางด้านการพัฒนาสังคมที่คะแนนยังไม่ดี นัก...เรื่องอะไรบ้างนั้น พรุ่งนี้ผมจะคัดลอกต่อ...บอกใบ้ให้เรื่องหนึ่งก็ละกัน...เกี่ยวกับระดับการมีจิตสำนึกประชาธิปไตยในสังคมไทยครับ ที่เขาว่ายังไม่ดีขึ้นเลย และยังอยู่ในระดับที่จะต้องปรับปรุง.
“ซูม”
ไทยรัฐออนไลน์ 23 กันยายน 2556, 05:01 น.
http://www.thairath.co.th/column/pol/hehapatee/371347
???????????????????????????????????????????
"...แผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 เริ่มใช้เมื่อปี 2555 ดังนั้น
คำว่าผลการพัฒนาปีแรกของเขาก็คือปี 2555 ที่ผ่านไปนี่เอง..."
".....อะไรเป็นสาเหตุทำให้คนไทยอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันมากขึ้น...เขาก็บอกว่า
เป็นผลโดยตรงมาจาก ความเข้มแข็งและเป็นธรรมของเศรษฐกิจไทย ในปีแรกของแผนฉบับ 11 ที่เขาวัดออกมาแล้วค่อนข้างดี....."
".......
เศรษฐกิจไทย (ปีที่แล้ว) ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ และพึ่งตนเองได้มากขึ้น อัตราเงินเฟ้อไม่สูง หนี้สาธารณะอยู่ในกรอบวินัยการคลัง และที่สำคัญ สัดส่วนคนยากจนลดลงอย่างต่อเนื่อง....."
"....อีกข้อมูล
เห็นแล้วชื่นใจมาก...เขาบอกว่า ครอบครัวไทย ก็มี ความอุ่นเพิ่มขึ้น สมาชิกในครอบครัวเอาใจใส่ดูแลและมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันมากขึ้น
แค่นี้ก็ชื่นใจแล้วครับ เพราะผลการพัฒนาใดๆจะมาเทียบเท่าการที่ครอบครัวไทยเรามีความอบอุ่นขึ้นล่ะครับ...."
ต้องนับว่าเราเดินมาถูกทางแล้วกับรัฐบาลชุดนี้
สิ่งต่างๆในสังคมกำลังเข้ารูปเข้ารอยหลังจากเสียเวลามาหลายปี.....
พอได้หรือยังคนไทยที่รัก
เลิกปัดแข้งปัดขากันเอง เลิกป่วนเพื่อทำลายความเจริญก้าวหน้าของประเทสด้วยทิฐิที่ไม่อิงกับเหตุผลแบบคนมีอารยธรรมเสียที
บทเรียนที่ผ่านมาแล้ว ควรจะจดจำและนำมาแก้ไขอดีต
ไม่ใช่มัวหลงงมงายกับความเชื่อที่ไม่เหมือนชาวโลกส่วนใหญ่เขา....
รายงานตามคอลัมน์นี้เป็นรายงานทางวิชาการ
ไม่ได้อิงกลุ่มการเมืองใดๆทั้งสิ้น
เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยข้อมูลหลักฐานของผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทย......
เรากำลังจะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน พร้อมๆกัน
เรา...มุ่งสู่อนาคตไปด้วยกันดีกว่าพี่น้องไทยที่รัก.....
ข่าวดีจากสภาพัฒน์ คนไทยอยู่เย็นเป็นสุขมากขึ้น...นี่เป็นรายงานแบบวิชาการ ไม่ได้อิงความเพ้อฝันแบบจินตนาการของใครทั้งสิ้น
เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว สภาพัฒน์หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดประชุมใหญ่ประจำปี 2556 ขึ้น ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี มีผู้ไปเข้าร่วมการประชุมแน่นขนัดเต็มห้องไปหมด
เพราะหัวข้อเรื่องทันต่อเหตุการณ์ และมีหลายๆประเด็นในรายละเอียดที่คนไทยอยากรู้...ได้แก่ เรื่อง “เส้นทางประเทศไทย สู่ประชาคมอาเซียน” ส่งผลให้มีผู้สนใจเข้าประชุมถึงกว่า 2,000 คน
แต่ที่ผมจะหยิบยกมาเขียนถึงในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องอาเซียนครับ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับประเทศไทยเราโดยตรงเลย และเป็นเรื่องที่ผมเห็นว่าสำคัญกว่าเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจเสียอีก...จึงขออนุญาตนำมาบอกกล่าวเล่าต่ออีกทอดหนึ่ง
ในเอกสารประกอบการประชุมทั้งหมดนั้น มีอยู่เล่มหนึ่งครับ ที่เขาสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับ “ผล” การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเรา ในปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 มาให้ทราบ
แผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 เริ่มใช้เมื่อปี 2555 ดังนั้น คำว่าผลการพัฒนาปีแรกของเขาก็คือปี 2555 ที่ผ่านไปนี่เอง
ผมขอข้ามเรื่องเศรษฐกิจไปก่อน เพราะส่วนใหญ่เราก็รู้กันแล้วว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยเมื่อปีที่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง
ไปดูผลการพัฒนาทางด้านสังคมกันดีกว่าครับ...ในหัวข้อที่เขาตั้งไว้ว่า... “ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย”
สภาพัฒน์ระบุว่า “สังคมไทยมีความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันมากขึ้น ยกระดับจาก ต้อง ปรับปรุง ในปี 2550 มาเป็นระดับ ปานกลาง ในปี 2554”
โดยดัชนีชี้วัดในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 65.76 (ต้องปรับปรุง) ในปี 2550 มาเป็นร้อยละ 69.87 ในปี 2554 และร้อยละ 71.36 ใน ปี 2555 หรือปีแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ดังกล่าว
สอบได้ 71 เปอร์เซ็นต์เนี่ย สมัยที่พวกเราเรียนหนังสือ ถือว่าได้คะแนนดีพอสมควรเลยละ
เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดว่า อะไรเป็นสาเหตุทำให้คนไทยอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันมากขึ้น...เขาก็บอกว่าเป็นผลโดยตรงมาจาก ความเข้มแข็งและเป็นธรรมของเศรษฐกิจไทย ในปีแรกของแผนฉบับ 11 ที่เขาวัดออกมาแล้วค่อนข้างดี
เศรษฐกิจไทย (ปีที่แล้ว) ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ และพึ่งตนเองได้มากขึ้น อัตราเงินเฟ้อไม่สูง หนี้สาธารณะอยู่ในกรอบวินัยการคลัง และที่สำคัญ สัดส่วนคนยากจนลดลงอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดประเทศไทยเรามีสัดส่วนคนจนร้อยละ 13.15 ของจำนวนประชากร หรือประมาณ 8.8 ล้านคน เทียบกับสมัยก่อนๆ ต้องพูดกันที่ 10 ล้านคนขึ้นไปเป็นอย่างน้อย
รายงานของสภาพัฒน์ระบุต่อไปว่า ชุมชนไทยมี ความเข้มแข็ง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการรวมตัวเป็นองค์กรชุมชนในลักษณะต่างๆ จากประมาณ 50,000 แห่ง ในปี 2550 เป็น 140,000 กว่าแห่ง ในปี 2555
อีกข้อมูลเห็นแล้วชื่นใจมาก...เขาบอกว่า ครอบครัวไทย ก็มี ความอุ่น เพิ่มขึ้น สมาชิกในครอบครัวเอาใจใส่ดูแลและมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันมากขึ้น
จากตัวเลขเมื่อปี 2554 ซึ่งวัดได้ที่ร้อยละ 65.17 เพิ่มขึ้นเป็น 68.31 ในปี 2555 ถือเป็นการเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญพอสมควร
ข้อเสียในเรื่องครอบครัวอบอุ่นมีเรื่องเดียว คือ คนไทยหย่าร้างมากขึ้นเล็กน้อย จาก 5.47 คู่ต่อพันครัวเรือน เป็น 5.55 คู่ต่อพันครัวเรือน ...นอกนั้นดีขึ้นหมดทุกตัวชี้วัด
แค่นี้ก็ชื่นใจแล้วครับ เพราะผลการพัฒนาใดๆจะมาเทียบเท่าการที่ครอบครัวไทยเรามีความอบอุ่นขึ้นล่ะครับ
ต่อให้ประเทศรํ่ารวยขนาดไหน รายได้ต่อหัวพุ่งกระฉูดแค่ไหน หรือมีเครื่องมือเครื่องใช้ทันสมัยเพียงใด...แต่ถ้าครอบครัวขาดความอบอุ่น ก็ถือว่าการพัฒนานั้นๆล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
แต่ก็มีหลายๆเรื่องทางด้านการพัฒนาสังคมที่คะแนนยังไม่ดี นัก...เรื่องอะไรบ้างนั้น พรุ่งนี้ผมจะคัดลอกต่อ...บอกใบ้ให้เรื่องหนึ่งก็ละกัน...เกี่ยวกับระดับการมีจิตสำนึกประชาธิปไตยในสังคมไทยครับ ที่เขาว่ายังไม่ดีขึ้นเลย และยังอยู่ในระดับที่จะต้องปรับปรุง.
“ซูม”
ไทยรัฐออนไลน์ 23 กันยายน 2556, 05:01 น.
http://www.thairath.co.th/column/pol/hehapatee/371347
???????????????????????????????????????????
"...แผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 เริ่มใช้เมื่อปี 2555 ดังนั้น คำว่าผลการพัฒนาปีแรกของเขาก็คือปี 2555 ที่ผ่านไปนี่เอง..."
".....อะไรเป็นสาเหตุทำให้คนไทยอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันมากขึ้น...เขาก็บอกว่าเป็นผลโดยตรงมาจาก ความเข้มแข็งและเป็นธรรมของเศรษฐกิจไทย ในปีแรกของแผนฉบับ 11 ที่เขาวัดออกมาแล้วค่อนข้างดี....."
".......เศรษฐกิจไทย (ปีที่แล้ว) ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ และพึ่งตนเองได้มากขึ้น อัตราเงินเฟ้อไม่สูง หนี้สาธารณะอยู่ในกรอบวินัยการคลัง และที่สำคัญ สัดส่วนคนยากจนลดลงอย่างต่อเนื่อง....."
"....อีกข้อมูลเห็นแล้วชื่นใจมาก...เขาบอกว่า ครอบครัวไทย ก็มี ความอุ่นเพิ่มขึ้น สมาชิกในครอบครัวเอาใจใส่ดูแลและมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันมากขึ้น
แค่นี้ก็ชื่นใจแล้วครับ เพราะผลการพัฒนาใดๆจะมาเทียบเท่าการที่ครอบครัวไทยเรามีความอบอุ่นขึ้นล่ะครับ...."
ต้องนับว่าเราเดินมาถูกทางแล้วกับรัฐบาลชุดนี้
สิ่งต่างๆในสังคมกำลังเข้ารูปเข้ารอยหลังจากเสียเวลามาหลายปี.....
พอได้หรือยังคนไทยที่รัก
เลิกปัดแข้งปัดขากันเอง เลิกป่วนเพื่อทำลายความเจริญก้าวหน้าของประเทสด้วยทิฐิที่ไม่อิงกับเหตุผลแบบคนมีอารยธรรมเสียที
บทเรียนที่ผ่านมาแล้ว ควรจะจดจำและนำมาแก้ไขอดีต
ไม่ใช่มัวหลงงมงายกับความเชื่อที่ไม่เหมือนชาวโลกส่วนใหญ่เขา....
รายงานตามคอลัมน์นี้เป็นรายงานทางวิชาการ
ไม่ได้อิงกลุ่มการเมืองใดๆทั้งสิ้น
เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยข้อมูลหลักฐานของผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทย......
เรากำลังจะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน พร้อมๆกัน
เรา...มุ่งสู่อนาคตไปด้วยกันดีกว่าพี่น้องไทยที่รัก.....