'ประสาร' ระบุ เศรษฐกิจไทยไม่น่าไว้วางใจ

ใจเย็นๆ ยังไม่ต้องรีบซื้อหรอกโยม
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ เศรษฐกิจไทยไม่น่าไว้วางใจ มีความท้าทายทั้งปัจจัยภายในและต่างประเทศ
           
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทยประจำปี 2556 ในหัวข้อ “วางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย” ว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัจจัยที่มาจากในประเทศและนอกประเทศ โดยเป็นปัจจัยลบที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในด้านเศรษฐกิจและปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้ผู้ดูแลด้านเศรษฐกิจและภาคเอกชนของไทย ต้องดูแลปัญหาเฉพาะหน้าอย่างต่อเนื่อง
          
ทั้งนี้ ความผันผวนระยะสั้นที่เกิดจากปัจจัยลบ หรือช็อกที่ไม่ได้คาดการณ์ล่วงหน้า และวัฏจักรทางเศรษฐกิจนั้น เป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก ตราบใดที่มีเครื่องมือจัดการ แต่ปัญหาที่ต้องคำนึงถึงมากกว่าคือ โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจที่จะทำให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยในขณะนี้เริ่มเห็นความไม่น่าไว้ใจ เช่น การขยายตัวของเศรษฐกิจเฉลี่ยที่เริ่มชะลอตัวลงจากทศวรรษก่อน 40 สูงถึง 9% ในขณะนี้เหลือ 4% ตั้งแต่ปี 2543-2555 ในขณะที่รายได้ประชาชาติของเรา อยู่ที่ 15-20% เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายสิบปีแล้ว ขณะที่มาเลเซีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งเคยเป็นคู่แข่งกับเรา ทิ้งห่างเราไปมาก แสดงถึงมาตรฐานการครองชีพที่ไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควร
          
นอกจากนี้ ในเชิงคุณภาพ การกระจายรายได้ของเราก็ยังไม่ดี และสร้างปัญหาเรื้อรังคือคน 20% ที่รวยที่สุด มีมูลค่าสินทรัพย์ครึ่งหนึ่งของจีดีพี ขณะที่คนยากจน ที่มีมากที่สุด มีสินทรัพย์ไม่ถึง 5% ของจีดีพีเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ จะเพิ่มช่องว่างและนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมไทยได้
          
จากการสำรวจของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ความสามารถในการแข่งขันของไทยมีปัญหาค่อนข้างมาก โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยตกลงมากจากอันดับที่ 37 จากอันดับที่ 28 ขณะที่อินโดนิเชีย ขึ้นจาก 54 มาอยู่ที่ 38 และฟิลิปปินส์ ยกตัวเองขึ้นมา 12 อันดับ
          
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ปัญหาของไทยที่เกิดขึ้น มาจากปัญหาคุณภาพของสถาบัน ความไม่มั่นคงทางการเมือง การทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่พร้อมทางเทคโนโลยีและการศึกษา ซึ่งกำลังหน่วงเศรษฐกิจไทยไว้ ขณะที่การใช้นโยบายการเงินและการคลังมีข้อจำกัด และไม่เพียงพอที่จะยกระดับเศรษฐกิจไทยได้ แต่ตรงกันข้าม หากใช้นโยบายการเงินการคลังมากเกินไป อาจจะสร้างการใช้จ่ายเกินตัว ส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้

ถ้าเป็นเครื่องบิน การใช้นโยบายการคลัง เงินเป็นเพียงการประคองเครื่องบินให้ไปได้อย่างราบรื่น และดำเนินการกิจกรรมทางการเศรษฐกิจต่อไปได้ แต่หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น ต้องมีการปรับปรุงศักยภาพการผลิต เพื่อเพิ่มการขยายตัว และเพิ่มความสามารถในการรองรับปัจจัยลบ และความผันผวนและแรงกระแทกต่างๆ ที่เข้ามากระทบเป็นระยะๆ ได้ดีมากขึ้น เหมือนการเปลี่ยนเครื่องยนต์ และยกระดับรุ่นเครื่องบินให้ดีขึ้น
          
ที่ผ่านมา ไทยมองว่าเราเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมที่สำคัญ และมีคู่ค้าที่ดี แต่เราไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ได้ดีนัก ซึ่งในขณะนี้เราต้องมาดูว่า เราจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่อย่างไร และต่อยอดอย่างไรเพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ แต่หากเราต้องการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจในขณะนี้ จะต้องพบกับ 2 เรื่องหลักที่จะต้องเผชิญหน้าเพื่อยกระดับตัวเอง คือ 1.การเปลี่ยนแปลง ทั้งภาคธุรกิจที่พร้อมจะเผชิญหน้าต่อความพยายามในการเพิ่มศักยภาพการผลิต แรงงานไทย จะต้องปรับตัวเข้ากับระบบการผลิตใหม่ๆ ภาครัฐเป็นตัวสนับสนุนที่ดีในขณะที่ประชาชนโดยรวม จะต้องเปิดกว้างยอมรับกับทัศนคติที่หลากหลาย ปลูกฝังค่านิยมในการต้องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลที่ดี 2.ในระหว่างการเปลี่ยนแปลง ยกระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจไทย ยอมรับว่ามีคนได้และมีคนเสียในการเปลี่ยนแปลง แต่ในการเปลี่ยนแปลงจะต้องก่อให้เกิดการยอมรับและการกระจายรายได้ทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
http://www.moneychannel.co.th/index.php/2012-06-30-12-32-32/19808-xc90.html
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่