(รายงาน/มติชนรายวัน 14 ก.ย.2556)
ลากยาวมาราธอนเบ็ดเสร็จ 13 วัน สำหรับการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่มาของ ส.ว. ทั้งสิ้น12 มาตรา ในที่สุดเสียงข้างมากก็ปิดเกมได้ แม้จะเจอกับการสกัดกั้น ยื้อกัน
แบบสุดซอย จาก "พรรคประชาธิปัตย์" และ ส.ว.สายสรรหา ที่งัดทุกกลเม็ดของข้อบังคับการประชุม ประท้วง
โห่ ฮา หวังลากยาวไม่ยอมให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวผ่านความเห็นชอบในวาระ 2 ไปได้โดยง่าย
แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจทัดทานพลังของเสียงข้างมาก ที่เห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการแก้ไขเสนอเข้ามาให้
รัฐสภาได้ถกเถียงกัน ซึ่งหัวใจของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่มา ส.ว. ที่ผ่านความเห็นชอบในวาระ
2 นี้ คือ การกำหนดให้มี ส.ว. 200 คน ที่มาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ไม่จำกัดวาระ เมื่อพ้น
จากตำแหน่งแล้วสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งต่อได้ทันที รวมทั้งยังเปิดกว้างไม่ห้ามคู่สมรส บุพการี บุตร
และเครือญาติ รวมทั้ง ส.ว.สรรหาก็สามารถลงรับสมัคร ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าจะให้ผู้ใดกลับมานั่งเก้าอี้
"ส.ว." ได้เหมือนกัน
โดยยึดสัดส่วนประชากร 3 แสนคน มี ส.ว.ได้ 1 คน นั่นจะทำให้พื้นที่เมืองหลวงอย่าง กทม. บวก ลบ คูณ
หาร จะได้ ส.ว.ราว 18 คน
น่าสนใจคือ กลเกมสภาที่ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของ ส.ว. กว่า
ที่ฝ่ายรัฐบาลจะจับทางกลเกมของฝ่ายค้านที่มุ่งยื้อการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้ก็กิน
เวลาไปเกือบสัปดาห์ บางมาตราถกเถียงกันข้ามวันข้ามคืนถึงจะผ่านความเห็นชอบได้ จน ส.ส.ซีกรัฐบาลต้อง
งัดไม้เด็ดเสนอญัตติปิดอภิปรายเพื่อขอให้ลงมติในแต่ละมาตรา โดยให้เหตุผลว่าอภิปรายกันมาพอสมควร
และซ้ำซากยืดเยื้อ ถึงจะเดินหน้าปิดเกมพิจารณาลงมติในวาระ 2 ได้สำเร็จ หากไม่ทำเช่นนี้คงมีหวังอภิปราย
กันข้ามปี เพราะแต่ละมาตรามีผู้ยื่นสงวนคำแปรญัตติขออภิปรายเกือบ 100 คน
แต่ไฮไลต์ก่อนจะจบการลงมติในวาระ 2 ที่ทำให้ฝ่ายค้านและ ส.ว.สายสรรหา ตั้งตัวแทบไม่ทันและไม่อาจ
ทัดทานได้ นั่นคือ เมื่อที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากเห็นชอบคำแปรญัตติของ นิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรค
เพื่อไทย ที่เสนอแบบสุดซอยว่า เมื่อได้มี พ.ร.ฎ.กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งแรกซึ่งเป็นการเลือกตั้ง
ทั่วไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ตามมาตรา 11 ให้ ส.ว.สรรหาสิ้นสุด
สมาชิกภาพในวันที่ ส.ว.ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ ซึ่งสวนทางกับคำแปรญัตติของคณะกรรมาธิการ
เสียงข้างมาก ที่เดิมระบุไว้ว่า จะให้ ส.ว.สรรหาได้อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ
นั่นเท่ากับว่าเมื่อ ส.ว.เลือกตั้งหมดวาระในช่วงเดือนมีนาคม 2557 และจัดให้มีการเลือกตั้งได้ ส.ว.ทั้ง
200 คน มาปฏิบัติหน้าที่ ส.ว.สายสรรหา ที่ยังมีวาระการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่จะต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพไป
โดยทันที
นับจากนี้ไปจนถึงการลงมติในวาระ 3 เสร็จสิ้น รัฐบาลเสียงข้างมากคงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสารพัดยุทธ
วิธีที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะเดินหน้าใช้ช่องทางตามกฎหมายอย่างศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อคัดค้านร่างแก้ไข
รัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของ ส.ว. ไม่ให้ผ่านไปได้โดยง่ายตามมติของเสียงข้างมากในระบบรัฐสภา ชนิดที่
จัดหนัก จัดเต็ม อย่างแน่นอน
น่าติดตามว่านับจากนี้การคัดค้านการเดินหน้าของรัฐบาล ทั้งงานด้านนิติบัญญัติและงานด้านบริหารผ่าน
โครงการต่างๆ ภายนอกสภาจะทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เนื่องจากกลุ่ม ส.ว.สายสรรหา ที่เปรียบเสมือน
กลุ่มที่คอยตรวจสอบและคานอำนาจของรัฐบาลไม่ให้เดินหน้าได้อย่างสะดวกในเวลานี้ จะต้องหมดอำนาจ
ลง ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่มาของ ส.ว. เมื่อมีผลบังคับใช้
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1379148707&grpid=&catid=01&subcatid=0100
เมื่อเป็นเสียงข้างน้อย ก็คือเป็นฝ่ายค้าน จึงต้องค้านแบบสุดซอย เหมือนกัน
แล้วก็จบด้วย "เผด็จการรัฐสภา"
2 ปีมานี้ มีเรื่องไหนที่ฝ่ายค้าน ไม่เคยค้าน หรือค้านแล้วบอกทางเลือกที่ดีกว่าบ้าง
อยากเห็นผลงานของฝ่ายค้าน ที่ไม่ใช่ คัดค้านไปทุกเรื่อง มีบ้างไหม ?
รบ.เดินหน้าสุดซอย "แก้รธน.ที่มาส.ว." ฝ่ายต้านเปิดตำราสกัด มติชนออนไลน์
ลากยาวมาราธอนเบ็ดเสร็จ 13 วัน สำหรับการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่มาของ ส.ว. ทั้งสิ้น12 มาตรา ในที่สุดเสียงข้างมากก็ปิดเกมได้ แม้จะเจอกับการสกัดกั้น ยื้อกัน
แบบสุดซอย จาก "พรรคประชาธิปัตย์" และ ส.ว.สายสรรหา ที่งัดทุกกลเม็ดของข้อบังคับการประชุม ประท้วง
โห่ ฮา หวังลากยาวไม่ยอมให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวผ่านความเห็นชอบในวาระ 2 ไปได้โดยง่าย
แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจทัดทานพลังของเสียงข้างมาก ที่เห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการแก้ไขเสนอเข้ามาให้
รัฐสภาได้ถกเถียงกัน ซึ่งหัวใจของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่มา ส.ว. ที่ผ่านความเห็นชอบในวาระ
2 นี้ คือ การกำหนดให้มี ส.ว. 200 คน ที่มาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ไม่จำกัดวาระ เมื่อพ้น
จากตำแหน่งแล้วสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งต่อได้ทันที รวมทั้งยังเปิดกว้างไม่ห้ามคู่สมรส บุพการี บุตร
และเครือญาติ รวมทั้ง ส.ว.สรรหาก็สามารถลงรับสมัคร ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าจะให้ผู้ใดกลับมานั่งเก้าอี้
"ส.ว." ได้เหมือนกัน
โดยยึดสัดส่วนประชากร 3 แสนคน มี ส.ว.ได้ 1 คน นั่นจะทำให้พื้นที่เมืองหลวงอย่าง กทม. บวก ลบ คูณ
หาร จะได้ ส.ว.ราว 18 คน
น่าสนใจคือ กลเกมสภาที่ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของ ส.ว. กว่า
ที่ฝ่ายรัฐบาลจะจับทางกลเกมของฝ่ายค้านที่มุ่งยื้อการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้ก็กิน
เวลาไปเกือบสัปดาห์ บางมาตราถกเถียงกันข้ามวันข้ามคืนถึงจะผ่านความเห็นชอบได้ จน ส.ส.ซีกรัฐบาลต้อง
งัดไม้เด็ดเสนอญัตติปิดอภิปรายเพื่อขอให้ลงมติในแต่ละมาตรา โดยให้เหตุผลว่าอภิปรายกันมาพอสมควร
และซ้ำซากยืดเยื้อ ถึงจะเดินหน้าปิดเกมพิจารณาลงมติในวาระ 2 ได้สำเร็จ หากไม่ทำเช่นนี้คงมีหวังอภิปราย
กันข้ามปี เพราะแต่ละมาตรามีผู้ยื่นสงวนคำแปรญัตติขออภิปรายเกือบ 100 คน
แต่ไฮไลต์ก่อนจะจบการลงมติในวาระ 2 ที่ทำให้ฝ่ายค้านและ ส.ว.สายสรรหา ตั้งตัวแทบไม่ทันและไม่อาจ
ทัดทานได้ นั่นคือ เมื่อที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากเห็นชอบคำแปรญัตติของ นิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรค
เพื่อไทย ที่เสนอแบบสุดซอยว่า เมื่อได้มี พ.ร.ฎ.กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งแรกซึ่งเป็นการเลือกตั้ง
ทั่วไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ตามมาตรา 11 ให้ ส.ว.สรรหาสิ้นสุด
สมาชิกภาพในวันที่ ส.ว.ที่ได้รับเลือกตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ ซึ่งสวนทางกับคำแปรญัตติของคณะกรรมาธิการ
เสียงข้างมาก ที่เดิมระบุไว้ว่า จะให้ ส.ว.สรรหาได้อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ
นั่นเท่ากับว่าเมื่อ ส.ว.เลือกตั้งหมดวาระในช่วงเดือนมีนาคม 2557 และจัดให้มีการเลือกตั้งได้ ส.ว.ทั้ง
200 คน มาปฏิบัติหน้าที่ ส.ว.สายสรรหา ที่ยังมีวาระการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่จะต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพไป
โดยทันที
นับจากนี้ไปจนถึงการลงมติในวาระ 3 เสร็จสิ้น รัฐบาลเสียงข้างมากคงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสารพัดยุทธ
วิธีที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจะเดินหน้าใช้ช่องทางตามกฎหมายอย่างศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อคัดค้านร่างแก้ไข
รัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของ ส.ว. ไม่ให้ผ่านไปได้โดยง่ายตามมติของเสียงข้างมากในระบบรัฐสภา ชนิดที่
จัดหนัก จัดเต็ม อย่างแน่นอน
น่าติดตามว่านับจากนี้การคัดค้านการเดินหน้าของรัฐบาล ทั้งงานด้านนิติบัญญัติและงานด้านบริหารผ่าน
โครงการต่างๆ ภายนอกสภาจะทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เนื่องจากกลุ่ม ส.ว.สายสรรหา ที่เปรียบเสมือน
กลุ่มที่คอยตรวจสอบและคานอำนาจของรัฐบาลไม่ให้เดินหน้าได้อย่างสะดวกในเวลานี้ จะต้องหมดอำนาจ
ลง ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่มาของ ส.ว. เมื่อมีผลบังคับใช้
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1379148707&grpid=&catid=01&subcatid=0100
เมื่อเป็นเสียงข้างน้อย ก็คือเป็นฝ่ายค้าน จึงต้องค้านแบบสุดซอย เหมือนกัน
แล้วก็จบด้วย "เผด็จการรัฐสภา"
2 ปีมานี้ มีเรื่องไหนที่ฝ่ายค้าน ไม่เคยค้าน หรือค้านแล้วบอกทางเลือกที่ดีกว่าบ้าง
อยากเห็นผลงานของฝ่ายค้าน ที่ไม่ใช่ คัดค้านไปทุกเรื่อง มีบ้างไหม ?