เอกชนร้องรัฐบาลทำต้นทุนพุ่งกระฉูด-ซ้ำไม่ได้รับการเยียวยา
ไตรมาส4ราคาสินค้าขยับ5%
ภาคธุรกิจร้องจ๊าก ตนทุนกระฉูด นอกจากเรื่องค่าแรง 300 ยังโดน ค่าไฟ ค่าก๊าซ รุมซ้ำเติมอีกเผยทนได้อีกแค่ 5 เดือน หลังจากนันต้องปิดปิดกิจการ มีเอกชนกว่า 73 % ไม่ดี้รับการเยียวยาจากรัฐบาลเลย หอกดารค้า สับแหลก เลือกตั้งครั้งหน้าก่อนออก”ประชานิยม”ปรึกษาภาคเอกชนด้วย
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจทรรศนะของผู้ประกอบการต่อการขึ้นค่าจ้าง 300 บาท จากกลุ่มตัวอย่าง 800 คน พบว่าหลังจากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำภาคธุรกิจมีการปรับตัว โดย 39.7 % ของผู้ตอบแบบสอบถาม บอกว่าปรับเพิ่มราคา รองลงมา 26.5 % ลดสวัสดิการลง และอีก 16.2 % หาเครื่องจักรทดแทนแรงงาน
ทั้งนี้ค่าจ้างหรือเงินเดือนที่ปรับขึ้น ผู้ประกอบการ 11.9 % บอกว่ากระทบต่อต้นทุนเพิ่มขึ้น และอีก 37.8 % บอกว่าส่งผลให้สภาพคล่องของธุรกิจแย่ลง ส่วนมาตรการที่รัฐบาลออก
มาช่วยเหลือผู้ประกอบการนั้น 34.3 % ได้รับประโยชน์ปานกลางเท่านั้น และส่วนใหญ่กว่า 73.1 % ยังไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐเลย
ขณะที่ภาคธุรกิจจะสามารถแบกรับภาระค่าแรง 300 บาท ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนแรงงาน โดยเฉลี่ยรวมทุกภาคธุรกิจสามารถแบกรับภาระได้เพียง 5 เดือน ก่อนที่จะปิดกิจการ และสามารถแบกรับภาระต้นทุนได้ระดับปานกลางเพียง 44.2 %
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือภาคธุรกิจหลังจากการปรับขึ้นค่าจ้าง คือการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ส่งเสริมการส่งออก ลดราคาสินค้า หรืออุดหนุนทุนให้กับภาคธุรกิจ หาแหล่งเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น
นายธนวรรธน์กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับขึ้นแอลพีจีภาคครัวเรือน และค่าไฟฟ้า ทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น บวกกับการขึ้นค่าแรง 300 บาท ซึ่งมีแนวโน้มว่าในช่วงไตรมาส 4 ปี 2556 ผู้ประกอบการจะปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งเชื่อว่าจะปรับไม่เกิน 5 % และมองว่าในปี 2557 ราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้น เงินเฟ้อจะปรับเพิ่มขึ้นถึง 3.5 % และจากการสำรวจการปรับขึ้นแอลพีจีส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระดับปานกลางเพียง 51.5 % ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาหรือไม่นั้น มีผู้ประกอบการ 26.4 % ขอดูสถานการณ์ก่อน
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี แม้ขณะนี้จะเริ่มปรับตัวได้บ้าง แต่ยังได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ อีกทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงานเริ่มส่งผลกระทบกับธุรกิจมากขึ้น
ขณะที่นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หากในอนาคตรัฐบาลจะมีนโยบายหาเสียงต้องการให้มีการพูดคุยกับภาคเอกชนหรือภาคธุรกิจ เพื่อหามาตรการหรือแผนรองรับนโยบายที่รัฐบาลจะออกมา เพราะหากไม่มีมาตรการรองรับจะเกิดปัญหาขึ้นเหมือนกับปัจจุบันที่ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบ รวมทั้งภาคประชาชน นอกจากนี้ต้องการให้รัฐช่วยเหลือหรือเยียวยากลุ่มเอสเอ็มอีมากกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาของภาครัฐ
ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า สศค. ได้วิเคราะห์ว่าหนี้ครัวเรือนตามนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ล่าสุดในไตรมาสที่ 1 ของปี 2556 อยู่ที่ 77.5% ต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ 77.1% ต่อจีดีพี สาเหตุมาจากปัจจัย 2 ประการ คือ การขอสินเชื่อเพื่อซ่อมแซมบ้านของครัวเรือนภายหลังวิกฤติน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2554 และนโยบายรถคันแรกของรัฐบาล
ดังนั้นจากที่สศค.ได้พิจารณาข้อมูลสินเชื่ออุปโภคบริโภคในไตรมาส 2 ปี 2556 พบว่าการขยายตัวของสินเชื่ออุปโภคบริโภคชะลอลงอยู่ที่ 18.2% และเมื่อไม่นับรวมสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ พบว่าสินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวเพียง 15.4% เท่านั้น
ทั้งนี้ สศค. ประเมินว่าระดับหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันยังไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากการการเติบโตของสินเชื่ออุปโภคบริโภคในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากนโยบายรถคันแรกของรัฐบาลในปีก่อนเป็นสำคัญ ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้สิ้นสุดโครงการลงแล้ว
นอกจากนี้ภาคครัวเรือนยังมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ดีสะท้อนจากยอดค้างสินเชื่อเกิน 3 เดือนขึ้นไปต่อสินเชื่อบัตรเครดิตในไตรมาส 2 ปี 2556 อยู่ในระดับต่ำที่ 2.3% ของสินเชื่อบัตรเครดิต
http://www.naewna.com/business/67142
นช แม้วคิด ยิ่งลักษณ์ทํา ประเทศเจ๊งทั้งแผ่นดิน...
เอกชนร้องรัฐบาลทําต้นทุนพุ่งกระฉูด-ซํ้าไม่ได้รับการเยียวยา
ไตรมาส4ราคาสินค้าขยับ5%
ภาคธุรกิจร้องจ๊าก ตนทุนกระฉูด นอกจากเรื่องค่าแรง 300 ยังโดน ค่าไฟ ค่าก๊าซ รุมซ้ำเติมอีกเผยทนได้อีกแค่ 5 เดือน หลังจากนันต้องปิดปิดกิจการ มีเอกชนกว่า 73 % ไม่ดี้รับการเยียวยาจากรัฐบาลเลย หอกดารค้า สับแหลก เลือกตั้งครั้งหน้าก่อนออก”ประชานิยม”ปรึกษาภาคเอกชนด้วย
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจทรรศนะของผู้ประกอบการต่อการขึ้นค่าจ้าง 300 บาท จากกลุ่มตัวอย่าง 800 คน พบว่าหลังจากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำภาคธุรกิจมีการปรับตัว โดย 39.7 % ของผู้ตอบแบบสอบถาม บอกว่าปรับเพิ่มราคา รองลงมา 26.5 % ลดสวัสดิการลง และอีก 16.2 % หาเครื่องจักรทดแทนแรงงาน
ทั้งนี้ค่าจ้างหรือเงินเดือนที่ปรับขึ้น ผู้ประกอบการ 11.9 % บอกว่ากระทบต่อต้นทุนเพิ่มขึ้น และอีก 37.8 % บอกว่าส่งผลให้สภาพคล่องของธุรกิจแย่ลง ส่วนมาตรการที่รัฐบาลออก
มาช่วยเหลือผู้ประกอบการนั้น 34.3 % ได้รับประโยชน์ปานกลางเท่านั้น และส่วนใหญ่กว่า 73.1 % ยังไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐเลย
ขณะที่ภาคธุรกิจจะสามารถแบกรับภาระค่าแรง 300 บาท ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนแรงงาน โดยเฉลี่ยรวมทุกภาคธุรกิจสามารถแบกรับภาระได้เพียง 5 เดือน ก่อนที่จะปิดกิจการ และสามารถแบกรับภาระต้นทุนได้ระดับปานกลางเพียง 44.2 %
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือภาคธุรกิจหลังจากการปรับขึ้นค่าจ้าง คือการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ส่งเสริมการส่งออก ลดราคาสินค้า หรืออุดหนุนทุนให้กับภาคธุรกิจ หาแหล่งเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น
นายธนวรรธน์กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับขึ้นแอลพีจีภาคครัวเรือน และค่าไฟฟ้า ทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น บวกกับการขึ้นค่าแรง 300 บาท ซึ่งมีแนวโน้มว่าในช่วงไตรมาส 4 ปี 2556 ผู้ประกอบการจะปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งเชื่อว่าจะปรับไม่เกิน 5 % และมองว่าในปี 2557 ราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้น เงินเฟ้อจะปรับเพิ่มขึ้นถึง 3.5 % และจากการสำรวจการปรับขึ้นแอลพีจีส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระดับปานกลางเพียง 51.5 % ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาหรือไม่นั้น มีผู้ประกอบการ 26.4 % ขอดูสถานการณ์ก่อน
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี แม้ขณะนี้จะเริ่มปรับตัวได้บ้าง แต่ยังได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ อีกทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงานเริ่มส่งผลกระทบกับธุรกิจมากขึ้น
ขณะที่นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หากในอนาคตรัฐบาลจะมีนโยบายหาเสียงต้องการให้มีการพูดคุยกับภาคเอกชนหรือภาคธุรกิจ เพื่อหามาตรการหรือแผนรองรับนโยบายที่รัฐบาลจะออกมา เพราะหากไม่มีมาตรการรองรับจะเกิดปัญหาขึ้นเหมือนกับปัจจุบันที่ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบ รวมทั้งภาคประชาชน นอกจากนี้ต้องการให้รัฐช่วยเหลือหรือเยียวยากลุ่มเอสเอ็มอีมากกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาของภาครัฐ
ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า สศค. ได้วิเคราะห์ว่าหนี้ครัวเรือนตามนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ล่าสุดในไตรมาสที่ 1 ของปี 2556 อยู่ที่ 77.5% ต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ 77.1% ต่อจีดีพี สาเหตุมาจากปัจจัย 2 ประการ คือ การขอสินเชื่อเพื่อซ่อมแซมบ้านของครัวเรือนภายหลังวิกฤติน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2554 และนโยบายรถคันแรกของรัฐบาล
ดังนั้นจากที่สศค.ได้พิจารณาข้อมูลสินเชื่ออุปโภคบริโภคในไตรมาส 2 ปี 2556 พบว่าการขยายตัวของสินเชื่ออุปโภคบริโภคชะลอลงอยู่ที่ 18.2% และเมื่อไม่นับรวมสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ พบว่าสินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวเพียง 15.4% เท่านั้น
ทั้งนี้ สศค. ประเมินว่าระดับหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันยังไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากการการเติบโตของสินเชื่ออุปโภคบริโภคในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากนโยบายรถคันแรกของรัฐบาลในปีก่อนเป็นสำคัญ ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้สิ้นสุดโครงการลงแล้ว
นอกจากนี้ภาคครัวเรือนยังมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ดีสะท้อนจากยอดค้างสินเชื่อเกิน 3 เดือนขึ้นไปต่อสินเชื่อบัตรเครดิตในไตรมาส 2 ปี 2556 อยู่ในระดับต่ำที่ 2.3% ของสินเชื่อบัตรเครดิต
http://www.naewna.com/business/67142
นช แม้วคิด ยิ่งลักษณ์ทํา ประเทศเจ๊งทั้งแผ่นดิน...