อยากให้กระทู้มีสาระ(คุยเรื่องเทคนิค)

กระทู้สนทนา
ซำบายดี........
กลับมาพบกันใหม่เน้อ.......เมื่อวานนี้ผมไปติดลมเรื่องและรูปที่คุณไออิโพสไว้เมื่อปี53....ผมเล่าไปแล้วและก็ขออนุญาติเอารูปของเธอมาแชร์ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในเมืองลาวที่ห้วยโก๋น.......เรื่องรูปที่คุณไออิได้สรรสร้างออกมาให้เพื่อนพ้องน้องหลานในนี้ได้ทัศนากันนั่น.....ไม่ต้องบอกเลยว่า ทั้งหมดเหล่านั้นคือการใช้จิตวิญญานแห่งความตั้งใจจริงในการบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านสายตามา....และในมุมมองที่เราอาจนึกไม่ถึง

มีใครไม่ทราบเคยกล่าวไว้ว่า.......ภาพเดียว มันสื่อแทนอักษรได้นับเป็น1000ตัวอักษร......ผมอยากอนุมานเอาด้วยตัวเองเลยว่า "นี่แหละใช่เลย"........แค่รูปหน้าเจ้าตูบในมุมเดียวเอง.....ซตพ.ได้เลย......ใครนึกว่าน้าหยอยเคลิ้ม..ลองย้อนกลับไปดูกระทู้เหล่านั้นได้.....(ค้นหาเอาเองเด้อ......ผมหาวิธีเอาลิ้งค์มาแปะไม่เป็น-แค่เขียนในกระทู้เหล่านี้ได้ก็เกือบจะสุดกำลังอันอ่อนระโหยโรยแรงของผมแล้ว....)

ยังมีประโยคอันแสนจะกินใจที่น้าหยอยไม่อยากให้มันผ่านไปเฉยๆอีกพารากร๊าพหนึ่ง......(ไม่ใช่ประโยคอมตะที่ใครจะคิดเอาไปใช้ในประเทศอื่นได้......นอกจากเมืองลาวนี่แหละ).....พี่แกยึดสัมปทานเอาไว้ไม่รู้กี่ร้อยชาติมาแล้ว......ลองอ่านดูนะครับ
.................................................................................................................................................

มีหลายๆสิ่ง  ที่ได้เรียนรู้ จากการเดินทางในครั้งนี้ ... ยกตัวอย่างเช่น

1. ระยะทางอีก 30 กม.จะไปถึง ที่คนลาวบอก  
จะมากกว่า 30 กม .เกือบ 3 เท่า  

2.ระยะเวลา ที่ใช้ในการวิ่งรถ ที่คนลาว บอกว่า ... อีกไม่เกิน 30 นาที
ก็จะมากกว่านั้น ประมาณ 3 เท่าเช่นกัน    



นั่นเป็นเพราะผู้คนส่วนใหญ่...ที่เราถามเส้นทาง  จะเป็นผู้ที่ไม่เคยเดินทางไปไหน  แต่เค้าก็น่ารักตรงที่ พยายามที่จะบอก / ให้ข้อมูลเราให้มากที่สุด
เท่าที่....เค้าเคยได้ยินได้ฟังมา  

ดังนั้น ...

“ อย่าเชื่ออะไร   ถ้ายังไม่ได้เห็นด้วยตา  และยังไม่ได้สัมผัสด้วยมือ
......................................................................................................................................

ผมว่านี่คือวลีอมตะที่เรายังจะสามารถใช้ได้ในเมืองลาวในช่วงชีวิตของเราอย่างแน่นอน.....นี่ไม่ใช้คำพูดเชิงกระแทก-ดันนะครับ และไม่ใช่การดูหมิ่นถิ่นแคลนพี่น้องเพื่อนบ้านของเราแต่อย่างใด.......แต่ทั้งหมดเหล่านั้น คุณไออิให้บทสรุปครอบคลุมไปหมดแล้ว.....ผมไม่ต้องอธิบายซ้ำ.......แต่ขอย้ำว่านี่คือเรื่องจริงยิ่งกว่าจริง.......หากคุณได้ไปขี่รถเที่ยวในเมืองลาว(ไม่ใช่ชะโงกทัวร์นะครับ.ต้องคลุกคลี..จึงจะได้พบกับความจริงอย่างที่คุณไออิบอกไป)

ผมเองนั้นอัดอั้นตันใจมาเป็นเวลากว่า20ปีที่พยายามค้นหานิยามหรือคำพูดเหมาะๆในสิ่งที่คนลาวบอกเส้นทางกับเรา(ด้วยความตั้งใจจริงและความเข้าใจของเขา).......จนแล้วจนรอดก็ตีกรอบคำอธิบายไม่ลงตัวสักที....ประมาณว่าขับรถไปน้ำตาคลอเบ้าไป....และนึกในใจว่า......

"นี่มันกี่โคตระร้อยหลักมาแล้วฟะ......ไหนว่าอีก20หลักถึงไง".พอมาเจอะกระทู้ของคุณไออิเมื่อวานนี้แหละ........เหมือนกับคุณไออิซื้อเหล้า Bourbon มาฝากผมสัก1 Quart ......เอะ......มันเกี่ยวกันยังไงฟระนี่.........

ตัวอย่างง่ายๆก็ตอนที่ผมขี่รถ Africa twin 750ไปเที่ยวเวียตนามเมื่อประมาณ15ปีที่ผ่านก็แล้วกัน....คราวนั้นเราไปกัน5คัน......เป็นรถใหญ่ๆทั้งหมด.......คราวนั้นเราได้แหม่มรีน่า(แกเป็นคนเยอรมันแต่สอนภาษาฝรั่งเศสอยู่ในลาว).....เราเริ่มต้นกันที่ท่าแร้ง(เวียงจันทน์)..ตีวงโค้งไปออกท่าแขก-ปากซัน(ฝั่งตรงข้ามกับนครพนมในปัจจุบัน)......แล้วมาถึงทางแยกทางหลวง(หมายเลข8หรือ9นี่แหละ-ผิด/ถูกขออภัย)......

มันมีป้ายเลี้ยวซ้ายไปสู่ "หลักซาว"........แหม่มรีน่าบอกว่าแกยังไม่เคยมาหลักซาวเลย....ลองเลี้ยวเข้าไปเที่ยวกันดีกว่า......หลักซาวก็แปลว่า กม.20นะครับ.....(ตอนนั้นสมเด็จพระเทพฯท่านก็ไปช่วยแนะนำ+พัฒนาเมืองหลักซาวอยู่-มีข่าวออก TV บ่อยๆ).......

เราตกลงตามนั้น......ก็กะจะไปกินข้าวเที่ยงกันที่หลักซาวแหละ......จากหลักซาวก็จะย้อนกลับออกมาเพื่อไปเที่ยวน้ำตกคอนพะเพ็งกันต่อ....
ถนนเส้นนั้นลาดยางมะตอยพอใช้ได้...และวกวนขึ้นเขาโดยตลอด....บางช่วงมีการเก็บเงินค่าผ่านทาง(ด้วยการเอาไว้ไผ่มาวางขวางไว้กลางถนนเฉยๆ) และมีโต๊ะ-เก้าอี้ให้คนนั่งรออยู่2-3คน(พนักงานน่ะ).....ค่าผ่านทางคันละ2000กีบ....ประมาณ1บาทมั้ง.......

ตอนนั้นผมเลยถือโอกาสถามพนักงานว่าอีกไกลไหมกว่าจะถึงหลักซาว..นี่เราขี่รถมาเกือบ30หลักแล้ว.....พนักงานที่นั่นก็บอกว่า-บ่ไกลเด้อ-อีก10หลักเถิง.......เราก็ใจชื้อนซิ เพราะเริ่มหิวแล้วละนี่บ่ายกว่าๆแล้ว........เราก็ขี่ไปเรื่อยๆประมาณอีก20หลัก......คราวนี้ก็เป็นแคมป์คนงานสร้างทางมีทั้งรถไถดินและรถบด........มีร้านขายน้ำอยู่แห่งเดียวเอง......ผมนึกในใจว่าเมืองหลักซาวทำไมเงียบเหงานักล่ะ.......

ส่ายสายตาหาร้านขายจนตาแทบหลุดออกมานอกเบ้า.....บ่มีของกิน.....เลยแวะถามร้านขายน้ำและซื้อน้ำดื่มแก้กระหายไปตามฟอร์ม......ได้น้ำไปคนละขวดก็พอใจเย็นขึ้นมาอีกหน่อย.....เลยสอมถามคนขายน้ำว่า นี่เมืองหลักซาวแม่นบ่..........อี่นางคนขายน้ำบอกว่า-บ่แม่น-เลยเมืองนี้ไปอีกหน่อยกะเถิง........เวรละซิ....นี่บ่าย3แล้วเด้อ-ไงหลักซาวมันยาวแบบนี้ฟระเนี่ย......

เราไม่มีทางเลือกอื่น คงก้มหน้าก้มตาขี่รถไปด้วยความแค้น(ก็หวังจะได้กินข้าวตั้ง2-3หลักซาวมาแล้วไง)...........เราขี่ไปอีกประมาณ30กม......คราวนี้เจอะแคมป์คนงานอีกชุดหนึ่ง.....ผมก็นึกว่าใช่แล้ว-หลักซาวแน่.......เลยแวะสอบถามหาที่พักไปด้วยความมั่นใจ...(ที่นี่ชื่อเมืองนาแป-มีบ่อน้ำร้อน).......เป็นแหล่งท่องเที่ยวของรัฐวิสาหกิจลาวดำเนินการปรับปรุงอยู่.......

คุณลุงคนขับแทร็กเตอร์บอกเราว่าที่นี่ยังบ่มีหม่องพักเด้อ.....บ่แม่นเมืองใหญ่.....เจ้าต้องไปอีก40หลัก...ไปพักเมืองหลักซาวพู่น......โอ๊กกกกกก.....ตายหง่าเลยตู........เข็มไมล์วิ่งขึ้นไปเกิน100หลักแล้ว.นี่ยังอีก40หลัก........ไงหลักลาวมันยาวงี้ฟระ......

สรุปแล้วเมืองหลักซาวมันอยู่ห่างจากชายแดนเวียตนาม20หลักครับ(ด่านน้ำพาว)......เข้าไปในเวียตนามก็คือเมืองวิน....เขาดันนับตัวเลขถอยหลังมาจากชายแดน......ส่วนพวกเรานึกว่าขี่แยกออกมาจากถนนสายเมนแค่20กม.(สรุปแล้วคนลาวบอกว่าอีก10หลัก-20หลักจะถึงเมืองหลักซาวนั่นคือ140กม.+++ครับ....ได้กินข้าวกลางวันกันพร้อมข้าวเย็นเลย

พอมาเจอะคำนิยามของคุณไออิที่บอกเอาไว้ข้างบนนั้นก็นี่แหละ-มันคือสิ่งที่ผมพยายามค้นหาคำพูดที่กล่าวนั้นมานานแล้ว...ได้พยานปากเอกคนนี้เข้า-จบเลย


นี่คือเมืองหลักซาวละครับ-บรรยากาศที่นี่มืดครึ้มเพราะพยับฝนตลอดเวลา
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่