มันตอบยากว่า ชีวิตแค่ไหนจึงพอดี

กระทู้สนทนา
มันตอบยากว่า  ชีวิตแค่ไหนจึงพอดี
สบายเกินไป ก็จะโง่ เพราะ ไม่ได้ใช้ความพยายาม หรือสมองแก้ปัญหา
ลำบากเกินไป ก็เหนื่อยและโทรม  จำเป็นไหมที่ต้องลำบาก  แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องดิ้นไป
แล้วสิ่งนั้น ก็กลายเป็นความจริงของประสบการณ์ ณ ห้วงหนึ่งๆในปวศ.บุคคลไป

ในฐานะผู้สังเกต  ย่อมอยากเห็น ชีวิตที่ดิ้นรน ต่อสู้ ใช้ความพยายามเพื่อเอาชนะอุปสรรค
เพราะ  มันเพลินและตื่นเต้นร่วมไปกับวิริยภาพมนุษย์เช่นนั้น  ชีวิตมันต้องมีอะไรให้ดู จึงจะน่าติดตาม หรือสร้างความหมายขึ้น
นี่แหละ เป็นที่มาของหนัง  ที่บ่อยครั้ง  ก็เสนอเรื่องราวที่เป็นแง่ลบ  ด้านมืด หรือก้าวคืบไปในพรมแดนของความเจ็บปวด และความตาย
เอาเรื่องความขัดแย้ง  การต่อสู้  การบาดเจ็บล้มตายมานำเสนอ  เพราะ  ผู้ชมไม่ได้เผชิญมันได้บ่อย หรือโดยตรงนัก  
มันจึงขายได้   และมีคนชม..

ถ้าชีวิตคนๆหนึ่งจะจืดชืด  ก็อาจถือเป็นโชคดี ที่ไม่ลำบาก  แต่เขาจะมีอะไรเล่าขานหรืออวดได้
หรือจำเป็นไหมที่ต้องมีสิ่งโอ้อวด   ทุกคนมีสิ่งอวดได้ ในระดับความหมายที่ยกขึ้นได้ทั้งนั้น อยู่ที่จะเห็นมันหรือไม่
และบางทีเรื่องธรรมดาๆ  ก็มีลีลาซอกหลืบที่พิศดารของความเป็นมนุษย์ที่คนส่วนใหญ่อาจมองข้ามไปก็ได้
ดังนั้น  การรู้จักมองให้เห็น   ไม่ว่าอะไรก็สามารถสร้างความโดดเด่นขึ้นมาได้ทั้งนั้น   จึงไม่มีอะไรที่จืดชืด  มันอยู่ที่พลังการให้ความหมายต่างหาก

7สค.ที่ผ่านมา  กรุงเทพต้องร้อนระอุจากคลื่นมนุษย์เคลื่อนไปตามท้องถนนจากอุรุพงษ์ไปศรีอยุธยามุ่งสู่แถวรัฐสภา
ไม่มีข่าวปรากฏระหว่างนั้น  เว้นบางช่องสัญญาณดาวเทียม  ใช่ มันเป็นการต้านกม.นิรโทษกรรม
จากผลกระทบของเหตุการณ์ในห้วงหลายปีที่ผ่านมาที่ส่งผลขัดแย้งฝังลึกในสังคม  ประเด็นคือ แยกแยะหรือเหมาเข่ง นั่นแหละคือจุดที่โต้แย้งกัน    แต่แล้วพลันวันรุ่งขึ้นที่8สค. ราวใกล้เที่ยง สื่อมวลชนทุกช่องหลายร้อยคนไปรวมกันทำข่าวแถวสมุทรปราการ
เพื่อทำข่าว การประกาศคู่สามี-ภรรยา ระหว่าง เอ๋-เจนี่  ข่าวนี้กลายเป็นข่าวเด่นไปกลบลบเหตุการณ์
ของเมื่อวานไปทันทีอย่างถ้วนทั่ว  สร้างสีสรร การวิพากษ์วิจารณ์ชนิดท้อคออฟเดอะทาวน์..มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
นี่คือ แรงเงา-แรงเงินในชีวิตจริงของมุนิน-มุตา  คู่ชิงตำแหน่งเมียหลวง-เมียน้อย  เรื่องธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา  อันสังคมอยากรู้อยากซุบซิบกัน...

ดูเหมือนว่า    ยุคสมัย  ไม่มีอะไรที่สำคัญที่สุด   เพราะ  มันมีความหลากหลายมาแทนทีการขมวดปมแบบปมๆเดียว
กลายเป็นว่า   มีเรื่องราวมากมายให้เสพ ให้ดู ให้ติดตามแบบชิ้นเล็กชิ้นน้อย  
ชิ้นใหญ่หรือเล็กก็ขึ้นกับขนาดการหูผึ่งของการนำเสนออย่างไรไปสร้างกระแสขึ้นมา   และเรื่องการเมืองก็ไม่ใช่ทุกคนจะสนใจติดตาม   คนส่วนใหญ่อาจเบื่อที่จะรับรู้เรื่องที่หาข้อสรุปไม่ได้  ไม่ชัดเจน หรือความขัดแย้งที่ทำให้ไม่สบายใจ  
ดังนั้น  คนไทยเฉย  จึงอาจมีเยอะก็ได้  จึงปลุกไม่ตื่นสักทีต่อการเปลี่ยนแปลงรากเหง้าสังคม-การเมือง
มีแต่เรื่องชาวบ้านพื้นๆที่คนสนใจ    เช่น  เรื่องดารา   เรื่องสมีเณรคำ  เรื่องโหดๆแบบชีวิตอยู่ยาก ฆ่ากันยิงกันง่ายโดยไม่แคร์ต่อกฏหมาย
การตัดสินด้วยความรุนแรงเพียงเพราะหึงหวง  การขับรถปาดหน้ากันแล้วทำร้ายกันถึงชีวิต......

สังคมที่วุ่นวาย  ไม่สงบ  คงทำให้ผู้คนบางส่วนไม่อยากรับรู้  และปลีกตัวไปสู่ชีวิตแบบโลกส่วนตัวสูงแทน
ไม่ว่าจะอยู่กับบ้าน   การใช้ชีวิตในพื้นที่ชีวิตที่ห่างไกลจากเมือง  รวมถึงการแวะเข้าโลกเสมือนทางเนตแทน เพิ่มมากขึ้น
และทำให้โลกแห่งความเป็นจริง  คงกลายเป็นพื้นที่ของคนที่ต้องดิ้นรนชนิดที่เลี่ยงไม่ได้โดยจำเป็น  และเหล่าผู้ที่ต้องปฏิบัติการให้บริการ
หรือปฏิบัติการทางสังคมเพื่อการเปลี่ยนแปลง  โดยเพรียกหาการออกมาๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า  ...แต่มีเพียงความเงียบที่ไร้เสียงสะท้อน
อาจเพราะ   หม้อต้มยังไม่ร้อนพอที่กบจะรู้สึกจนอยากกระโดด  หรือ  พวกเขาได้ขายเสรีภาพแก่ชีวิตที่อยู่ยากไปแล้ว  ก็ได้

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ


..แก้คำผิด..
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่