กระทู้สนทนาครับ ส่วนตัวไม่ได้ต่อต้านหรือสนับสนุนอยากคุยกันแบบหลากหลายอยากทราบความคิดของทั้งครู พ่อแม่ และเด็ก ว่าเห็นอย่างไรกับการยืนเข้าแถวหน้าเสาธงตอนเช้าเพื่อ สวดมนต์ เคารพธงชาติ กล่าวคำปฏิญาณตน ... สิ่งเหล่านี้ได้ผลเช่นไร ทำให้เกิดการรักชาติขึ้นมามากกว่าเดิม หรือสวดมนต์แล้วเข้าถึงศาสนามากกว่าเดิมมั้ย กล่าวคำปฏิญาณตนแล้วรักสถาบันและรุ้จักหน้าที่ของตนมากขึ้นหรือไม่ ? ผู้ปกครองเห็นว่าอย่างไร ครูเห็นว่าอย่างไร หรือคนที่ไม่มีลูกเห็นอย่างไร ผมเองเท่าที่เปิดใจคุยกันเด็กๆแน่นอนว่าเสียงข้างมากนั้นแน่นอนว่าไม่เห็นด้วยว่าต้องยืนเข้าแถวกันทำไม เพราะเขาบอกแนวเดียวกันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เขารักชาติมากขึ้นหรือเข้าถึงศาสนามากขึ้น แต่เป็นการทำให้ยิ่งเบื่อหน่าย เขาก็ว่าไป
ส่วนเรืองทรงผมก็มีการยกเลิกกันมาแล้วแม้หลายโรงเรียนไม่ทำตามอย่างโรงเรียนผมเองที่ตั้งกระทู้ไปคราวก่อน บัดนี้ก็ได้ลดหย่อนให้ม.ต้นแล้ว ถึงไม่ให้ไว้ยาวเท่า ม.6 ก้ตาม แต่ไม่สั้นเกรียนน่าเกลียดเหมือนเมื่อก่อนที่ให้ได้แค่ติ่งหู ตอนนี้ม.ต้น ให้ไว้ได้ถึงรอบคางแล้ว ส่วนผู้ชายก็ไว้ได้เหมือน ม.ปลายแล้ว ( ใครคางยาวก็สบายไป ) ซึ่งเด็กผู้หญิงก็พอยอมรับได้กว่าเดิมอย่างน้อยก็ไม่เกรียนเห็นท้ายทอยขาวๆ ซึ่งตรงนี้เด็กต่างชาติแลกเปลี่ยนหรือครูต่างชาติก็ยังงงกับบ้านเราเหมือนกันว่ายูเข้าแถวกันทำไมแดดก็ร้อน หรือฝนก็ตก ยูตัดผมเกรียนขนาดนี้เพื่ออะไร ทำไมไอต้อมายืนคุมแถวตอนเช้าๆ ทำไมไม่ให้เด็กขึ้นไปเรียนให้ครูขึ้นไปสอน และเด็กถามผมเสมอแบบเปิดใจคุยเพราะผมเองขอบอกว่าไม่เคยปิดกั้นความคิดเด็ก ( เป็นครูศิลปะ ) เด็กชอบเข้าหาและพูดคุยทุกเรื่องแม้แต่ความรัก ด้วยเหตุผลที่ผมเปิดใจและเปิดเสรีความคิดเขาถึงชอบเข้ามานั่งพูดคุยผมเองก็รู้เรื่องนั่นนี่มากมาย จนรู้มากๆบางทีก็รู้สึกว่าเข้าใจเขาเหมือนกัน เด็กบางคนไม่ได้กร้าวร้าวหรือดื้อดึงเพียงแต่โดนครูหรือผุ้ปกครองกดดันและสอนแบบผิดๆทำให้เขาต่อต้านและแสดงความกร้าวร้าวออกมาผิดกับตอนที่คุยหรืออยู่กับผมเด็กจะดูน่ารักกว่าที่เคยเห็นๆมา จนตอนนี้ผมเริ่มปรับเปลี่ยนความคิดเป็นพยายามทำความเข้าใจกับเด็กมากขึ้น และเด็กเริ่มเข้าหามากขึ้นแม้ไม่ใช่วิชาที่ผมสอนเด็กก็เอามาคุยซักถามแม้แต่แนะนแวทางอาชีพและการศึกษาต่อ อาจจะเป็นเพราะผมสอนวิชาศิลปะ ตามหลักของสายผมนั้นไม่ปิดกั้นและไม่ตีกรอบกันอยู่แล้ว เด็กเลยอาจจะเรียนและคุยกันด้วยความสบายใจ ก็เลยรู้เรื่องนั่นนี่มากมายของเด็ก ก็สบโอกาสสอนเด็กไปในตัวและเขาก้ยอมรับสิ่งที่เราสอน
ปัจจุบันสิ่งเก่าๆที่ยกเลิกกันไปก็มี เลิกติด 0 เลิกตี เลิกทรงผม ต่อไปจะมีโอกาสเลิกเข้าแถวกันหรือไม่อย่างไร และหลายๆท่านคิดว่าถ้าเลิกจะมีผลดีหรือผลเสียมากกว่ากันครับ ถ้าเลิกแล้วมีผลดีเพราะอะไรหรือมีผลเสียเพราะอะไร ผมมองว่าสิ่งที่เราควรปลูกฝังให้เด็กน่าจะเป็นการยอมรับกันด้วยใจไม่ใช่ยอมรับกันด้วยความกลัว การบังคับ การกดดัน หากเราพยายามสอนให้เด็กยอมรับด้วยใจได้แม้ไม่ใช่ทุกคนแต่ก็คงมากกว่าเดิมแบบก่อนๆ ที่สอนกันด้วยความกลัวเกรง ผมว่าปัญหาตอนนี้เราอาจจะไม่ใช่เด็กแต่เป็นผู้ใหญ่นี่แหละที่เราต้องสอนกันใหม่ ผมว่าโลกมันเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป เด็กเปลี่ยนไป แต่เรายังคงใช้ระบบเดิมๆไม่เปลี่ยนอาจจะทำให้เด็กสมัยใหม่ๆปรับตัวไม่เข้ากัน หรือบางทีสิ่งที่เราลืมไปด้วยคือธรรมชาติของเด็กในวัยนั้นๆ ย้อนกลับไปมองตัวเราสมัยเด็กเราก็ทำแบบเขา
คิดว่าการเข้าแถวหน้าเสาธงตอนเช้ามีโอกาสจะยกเลิกหรือไม่ครับ แล้วมีข้อดีอะไรบ้างสนทนากัน
ส่วนเรืองทรงผมก็มีการยกเลิกกันมาแล้วแม้หลายโรงเรียนไม่ทำตามอย่างโรงเรียนผมเองที่ตั้งกระทู้ไปคราวก่อน บัดนี้ก็ได้ลดหย่อนให้ม.ต้นแล้ว ถึงไม่ให้ไว้ยาวเท่า ม.6 ก้ตาม แต่ไม่สั้นเกรียนน่าเกลียดเหมือนเมื่อก่อนที่ให้ได้แค่ติ่งหู ตอนนี้ม.ต้น ให้ไว้ได้ถึงรอบคางแล้ว ส่วนผู้ชายก็ไว้ได้เหมือน ม.ปลายแล้ว ( ใครคางยาวก็สบายไป ) ซึ่งเด็กผู้หญิงก็พอยอมรับได้กว่าเดิมอย่างน้อยก็ไม่เกรียนเห็นท้ายทอยขาวๆ ซึ่งตรงนี้เด็กต่างชาติแลกเปลี่ยนหรือครูต่างชาติก็ยังงงกับบ้านเราเหมือนกันว่ายูเข้าแถวกันทำไมแดดก็ร้อน หรือฝนก็ตก ยูตัดผมเกรียนขนาดนี้เพื่ออะไร ทำไมไอต้อมายืนคุมแถวตอนเช้าๆ ทำไมไม่ให้เด็กขึ้นไปเรียนให้ครูขึ้นไปสอน และเด็กถามผมเสมอแบบเปิดใจคุยเพราะผมเองขอบอกว่าไม่เคยปิดกั้นความคิดเด็ก ( เป็นครูศิลปะ ) เด็กชอบเข้าหาและพูดคุยทุกเรื่องแม้แต่ความรัก ด้วยเหตุผลที่ผมเปิดใจและเปิดเสรีความคิดเขาถึงชอบเข้ามานั่งพูดคุยผมเองก็รู้เรื่องนั่นนี่มากมาย จนรู้มากๆบางทีก็รู้สึกว่าเข้าใจเขาเหมือนกัน เด็กบางคนไม่ได้กร้าวร้าวหรือดื้อดึงเพียงแต่โดนครูหรือผุ้ปกครองกดดันและสอนแบบผิดๆทำให้เขาต่อต้านและแสดงความกร้าวร้าวออกมาผิดกับตอนที่คุยหรืออยู่กับผมเด็กจะดูน่ารักกว่าที่เคยเห็นๆมา จนตอนนี้ผมเริ่มปรับเปลี่ยนความคิดเป็นพยายามทำความเข้าใจกับเด็กมากขึ้น และเด็กเริ่มเข้าหามากขึ้นแม้ไม่ใช่วิชาที่ผมสอนเด็กก็เอามาคุยซักถามแม้แต่แนะนแวทางอาชีพและการศึกษาต่อ อาจจะเป็นเพราะผมสอนวิชาศิลปะ ตามหลักของสายผมนั้นไม่ปิดกั้นและไม่ตีกรอบกันอยู่แล้ว เด็กเลยอาจจะเรียนและคุยกันด้วยความสบายใจ ก็เลยรู้เรื่องนั่นนี่มากมายของเด็ก ก็สบโอกาสสอนเด็กไปในตัวและเขาก้ยอมรับสิ่งที่เราสอน
ปัจจุบันสิ่งเก่าๆที่ยกเลิกกันไปก็มี เลิกติด 0 เลิกตี เลิกทรงผม ต่อไปจะมีโอกาสเลิกเข้าแถวกันหรือไม่อย่างไร และหลายๆท่านคิดว่าถ้าเลิกจะมีผลดีหรือผลเสียมากกว่ากันครับ ถ้าเลิกแล้วมีผลดีเพราะอะไรหรือมีผลเสียเพราะอะไร ผมมองว่าสิ่งที่เราควรปลูกฝังให้เด็กน่าจะเป็นการยอมรับกันด้วยใจไม่ใช่ยอมรับกันด้วยความกลัว การบังคับ การกดดัน หากเราพยายามสอนให้เด็กยอมรับด้วยใจได้แม้ไม่ใช่ทุกคนแต่ก็คงมากกว่าเดิมแบบก่อนๆ ที่สอนกันด้วยความกลัวเกรง ผมว่าปัญหาตอนนี้เราอาจจะไม่ใช่เด็กแต่เป็นผู้ใหญ่นี่แหละที่เราต้องสอนกันใหม่ ผมว่าโลกมันเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป เด็กเปลี่ยนไป แต่เรายังคงใช้ระบบเดิมๆไม่เปลี่ยนอาจจะทำให้เด็กสมัยใหม่ๆปรับตัวไม่เข้ากัน หรือบางทีสิ่งที่เราลืมไปด้วยคือธรรมชาติของเด็กในวัยนั้นๆ ย้อนกลับไปมองตัวเราสมัยเด็กเราก็ทำแบบเขา