ของขวัญจากเวปเพื่อนบ้าน เอามาแบ่งปันครับ

กระทู้สนทนา
สุดยอดครับ


.เรื่องแรกที่ผมเขียนความจริง...ที่ซอยงามดูพลี
ผมเขียน...ครั้งแรก ผมขอเวลารวบรวมความคิด ที่จะเขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นจริง ที่ซอยงามดูพลี ระหว่างวันที่14-19พฤษภาคม2553 ผมเป็นคนหนึ่งที่มีบ้านอยู่ในซอยนี้ ผมบอกได้แต่เพียงว่า..ชีวิตในโทรทัศน์..กับ..ชีวิตจริง ที่เกิดบนถนนพระราม4..ช่วงบ่อนไก่..ซอยงามดูพลี มันต่างกัน..ราวฟ้ากับดิน ถ้าคุณคิดว่า..คุณกำลังอยู่บนสวรรค์..คุณพึงสังวรณ์ในขณะเดียวกันว่า..ที่ที่คุณยืนอยู่ในขณะนี้...มันคือนรก

หลายชีวิต...ที่มลายหายไป..บนบาทวิถีของพระราม4 ไม่มีโอกาสในการที่จะบอกกับคนอื่นๆว่า..ฉันแค่พาลูกออกมาซื้อขนมที่7-11 เมื่อฉันเดินออกมาจากร้าน..ฉันได้กลายเป็น..ผู้ก่อการร้ายไปแล้ว ตัวฉันเอง..ยังไม่แน่ใจในตัวเองว่า..ฉันเป็นคน..สีเสื้ออะไร ถ้าฉันโชคดี..ได้ขึ้นสวรรค์ ถ้าเทวดาถามฉันว่า..ในชีวิตทำดีอะไรมา ถ้าเทวดาถามฉันว่า..ฉันทำผิดอะไรมา..คนอื่นถึงฆ่าฉัน ถ้าเทวดาถามฉันต่อไปอีกว่า..ฉันสมควรอยู่บนสวรรค์..หรือ..ลงไปในนรก
ฉันคงตอบได้เพียงว่า...ขอฉันกลับไปถามคนที่ยิงฉัน ฉันมันเป็นคนเลวมากหรือ..คุณถึงยิงฉัน คุณไม่ถามฉันบ้างหรือว่า..ฉันเป็นคนดีหรือคนเลว คุณไม่ให้โอกาสฉันแม้แต่น้อยนิด..ในการที่จะพิสูจน์ตัวเองว่า.."ฉันสมควรตายไหม".. ฉันคงขอต่อเทวดาได้แค่นี้ว่า..ขอให้ฉันได้มีโอกาสสักครั้ง ที่จะถามคนที่ยิงฉันว่า.. “..ฉันสมควร...ร..ร..”
นี่คือ...ความจริงอีกด้านหนึ่ง ความจริงที่เกิดขึ้น..ความจริงที่คนในพื้นที่รับรู้..ความจริงที่ทุกคนอยากลืม..ความจริงที่ต้องการความยุติธรรม..และความจริงที่คนภายนอกไม่อยากรู้ เพราะถ้าทุกคนในประเทศนี้..รู้เรื่องจริงที่เกิดขึ้น ทุกคนจะยอมรับกับตัวเองได้ไหมว่า....... “..ฉัน.....สมควร....ตาย..”




ผมถามตัวเอง...อยู่เสมอว่า..ผมสมควรเขียนไหม แม้ในขณะที่..ผมกำลังเขียนอยู่นี้ ผมยังบอกตัวเองไม่ได้ว่า..จะเกิดอะไรขึ้นกับผม..และครอบครัว..รวมถึงญาติพี่น้อง ถ้า...ถ้ามีคนพูดกับผมว่า.. “..คุณ..สมควร..?..” ถ้ามันเกิดขึ้นจริง..ผมขอโอกาสกับเทวดาสักตรั้ง..จะได้ถามเขาเหล่านั้นว่า... “..ฉัน..ผิด..ตรงไหน..ที่พูดความจริง..”.

ผมขอเขียนต่อ...จากที่ค้างไว้ครับ ผมอาศัยอยู่ในซอยงามดูพลี..มาประมาณ35ปี..บวกลบนิดหน่อย บ้านของผมอยู่ห่างจากปากซอย..ถนนพระราม4..ประมาณร้อยเมตร

วันศุกร์...ที่14พฤษภาคม2553..เวลาหลังเที่ยง หลังจากที่ก่อนหน้านั้น..รัฐบาลได้ประกาศให้ ผู้ที่ชุมนุมอยู่ในราชประสงค์ออกมาได้..แต่ห้ามคนทั่วไปเข้าไปเติม ทหารได้ตั้งแถวจากสวนลุมพินี..บนถนนพระราม4..หน้าตึกอื้อจือเหลียง เดินแถวเรียงหน้ากระดานมุ่งไปทางคลองเคย เมื่อแถวทหารมาถึงหน้าสนามมวยลุมพินี..ทหารได้เปิดฉากยิงใส่ประชาชนที่อยู่สองข้างทาง..บริเวณปากซอยงามดูพลี
ณ.เวลานั้น...ประชาชนที่เป็น..พ่อค้าแม่ค้า ไม่คาดคิดว่า..ทหารจะยิงใส่ประชาชน ยิ่งกว่านั้น..กระสุนที่ใช้ยิง..ยังเป็นกระสุนจริง..ที่ใช้ในสงคราม ผู้คนที่อยู่ตรงนั้น..ล้มลงไปสิบกว่าคน ไม่มีใครสนใจว่า..ใครถูกยิง..ถูกยิงไปเท่าไหร่ มันเป็นการคาดคะเนจากสายตา...(หลักฐานจากศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพฯ...ศูนย์เอราวัณ..ณ..วันที่1มิถุนายน2553...สามารถยืนยันได้..เกี่ยวกับผู้ถูกยิงที่ปากซอยงามดูพลี)

ผู้คนแถวนั้น...ต่างวิ่งหาที่หลบภัย บ้างหลบเข้าซอยงามดูพลี..บ้างหลบเข้าตึกแถวบริเวณนั้น..บ้างวิ่งหนีอย่างเดียวไม่หันหลังกลับ ทุกคนต่างเชื่อในสิ่งที่ถูกสอนมาว่า..ทหารเป็นรั้วของชาติ..ทหารจะปกป้องประเทศจนชีวิตจะหาไม่..ทหารจะสู้กับคนที่คิดไม่ดีกับประเทศ สิ่งต่างๆเหล่านี้..อยู่ในส่วนลึกของสมองว่า..ทหารจะปกป้องเรา
สิ่งที่เกิดขึ้น...กับพวกเขา..ณ.วันศุกร์นั้น ถ้าไม่ใช่ตัวเขาเองที่ประสบ..เขาจะไม่เชื่อเลย แม้แต่ตัวผมเอง..ผมก็ไม่เชื่อว่า.. “..ทหารยิงประชาชนที่ไม่มีอาวุธ..และพวกเขาเหล่านั้น..เป็นเพียง..ผู้มีอาชีพ..ขายส้มตำ..ขายต้มยำเห็ด..รับปั๊มกุญแจ..ขายกาแฟ..ขายอาหารตามสั่ง..ขายปลาหมึกปิ้ง..และอื่นๆ..”.. ทุกคนไม่เชื่อว่าเป็นกระสุนจริง..จนกระทั่งเห็นเลือดที่ไหลออกมา ถ้าเหตุการณ์..จบแค่นั้นคงจะดี แต่เปล่าเลย..ทหารได้ตั้งแถวเรียงแปด พร้อมผู้คุมหลังอีกสองคน เดินเข้าซอยงามดูพลีและเริ่มยิงด้วยกระสุนจริงอีกรอบ มีผู้ถูกยิง3คน..หนึ่งในนั้นเป็นหน่วยกู้ภัยโดนยิงบริเวณมือ..และมีหลักฐานเป็นรูกระสุนสองรู ที่กระจกด้านหน้ารถกู้ภัย...(หลักฐานหาดูได้จากวีดีโอของyoutubeและที่อื่นๆ)..

โชคดี...คนที่อยู่ในรถ..ไม่ได้รับบาดเจ็บ หลังจาก..การแสดงให้เห็นว่า..ทหารเอาจริง มวลหมู่ทหารของชาติได้ไปตั้งบังเกอร์..หน้าสนามมวยลุมพินี..และฝั่งตรงข้ามบนถนนพระราม4 นี่คือที่มาของ... “..หน่วยสไนเปอร์..ที่สังหารประชาชนหน้าซอยงามดูพลี..รวมถึงกู้ภัยวชิรพยาบาล..ที่อุทิศตนให้ผู้ประสบภัย..”.

ผมได้ตัด...รายละเอียดปลีกย่อย..บางส่วนออกไป เช่น..ผู้ที่ถูกยิง..ส่วนมากจะโดนยิง..ที่ศีรษะ..และหน้าอก เพราะการยิงจากหน่วยสไนเปอร์ ก็บอกจุดประสงค์ได้แล้ว และนี่คือ..ที่มาของเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง..คือ..การเผายางรถยนต์ ประชาชนบริเวณนั้น..ได้นำยางรถยนต์มาเผากลางถนน เพื่อให้ควันเป็นสิ่งพรางตาของหน่วยแม่นปืน แต่เพราะความรีบร้อน..และความไม่ระมัดระวังในการก่อกำแพงยาง ผู้คนเหล่านั้นอีกหลายคน..ได้สังเวยชีวิต..บาดเจ็บ..จากเหตุการณ์นั้น

การเผายาง...การยิงปืน..สลับไปมากับ..การยิงหนังสติ๊ก..การยิงพลุ..การยิงระเบิดปิงปอง..มีเป็นระยะตลอดคืนวันศุกร์ที่14...มันเป็นการเริ่มความรุนแรง..ของพฤษภาคมเลือด


วันเสาร์...ที่15พฤษภาคม2553..เหตุการณ์ช่วงเช้า ไม่มีอะไรตื่นเต้น เสียงปืน..เสียงพลุ..สลับไปมา ช่วงบ่าย..ประมาณเกือบสี่โมงเย็น ขณะที่..ผมกำลังจะไปซื้อของ ที่ตลาดนัดแฟลตทหารเรือในซอยงามดูพลี ได้มีรถหน่วยกู้ชีพจำนวนเจ็ดคัน..วิ่งไปในทิศทางที่จะออกถนนพระราม4 ผมได้โบกให้รถหยุด..และบอกเขาเหล่านั้นว่า..เขาไม่สามารถออกถนนใหญ่ เพราะมีทหารคอยยิงทุกคนที่ออกไป คำตอบที่ได้คือ.. “..ผมจะจอดติดปากซอย..ไม่ออกไป..”.


หลังจากนั้น...ผมได้ขับรถ..ไปตลาดนัด เพื่อหาซื้ออาหารและของกินเล่น ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดี เสียงรถกู้ภัย..ก็ดังกระหื่มตลอดซอย คันที่วิ่งออกไป..ก็กลับมา..คันที่จอดอยู่..ก็วิ่งออกไป ผมไม่รู้ว่า..รถเหล่านั้น...วิ่งกี่เที่ยว.....ผมรู้แต่ว่า..รถเหล่านั้นมาจอดรอรับผู้บาดเจ็บ มันช่างบังเอิญ..ที่รถจำนวนเจ็ดคัน..ตัดสินใจมาที่เดียวกัน..วันเดียวกัน..และมาไล่หลังกัน ผมมีโอกาสถามเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มากับรถกู้ภัยว่า..ส่งคนเจ็บไปโรงพยาบาลไหน และนี่คือคำตอบ... “..ผมส่งทุกที่ครับ..ที่ไหนว่าง..ก็ส่งที่นั่น..”.. ผมหวนนึกถึงเขา..ที่ไหนว่างก็ส่ง..คงจริงของเขา ตกเย็นและมืด..เหตุการณ์ก็เหมือนคืนก่อนหน้า..เสียงปืน..เสียงประทัด..เสียงพลุ..ดังสลับไปมา
วันอาทิตย์...ที่16พฤษภาคม2553..เช้ามืด ฝนตกลงมาพรำๆ..ช่วยคลายความร้อน..ของชาวงามดูพลีไปได้บ้าง ราวๆแปดโมงเช้า..ผมเดินไปใกล้ปากซอย เพื่อสอบถามเหตุการณ์ล่าสุด ระหว่างทาง..ชายคนหนึ่งเดินสวนมา ผมถามไปว่า..เช้านี้มีอะไรพิเศษบ้าง คำตอบที่ผมได้รับ... “..พี่..โดนไปอีกสาม..”.. ผมไม่แปลกใจเลย..ที่บัญชีผู้ถูกยิงเพิ่มขึ้น มันจะต้องเพิ่มขึ้นทุกวัน..ตราบใดที่ยังมีการชุมนุม คำพูดที่ว่า... “..ยิงเพื่อป้องกันตัว..”.. สามารถนำมาเป็นข้ออ้าง..ให้ทหารยิงได้ทุกสิ่งที่ตัวเองอยากยิง
ตลอดวันนี้...ก็เช่นเดียวกับวันที่ผ่านๆมา จะมีสิ่งที่ต่างกันอยู่ข้อเดียว..คือ..ประชาชนถูกยิงลดลง อาจเป็นเพราะ..นิ้วมือของทหารเริ่มอักเสบ จากการยิงตลอดสามวันที่ผ่านมา..หรือเป็นเพราะ..ประชาชนเริ่มฉลาดขึ้น..และคิดได้ว่า..ที่ยิงมาจากทหาร..คือ..กระสุนจริง..และM79..ของจริง ยุทธการ..การเผายางรถยนต์กองใหญ่ขึ้น..ถูกนำมาใช้ ความสูงของกำแพงยางสูงขึ้น..การเดินต้องย่อตัวมากขึ้น..การวิ่งต้องหาที่กำบังเป็นระยะ..ถ้าใครพลั้งเผลอ..กระสุนมีสิทธิมาเยือนร่าง
ทุกคนเริ่มปรับตัวเอง...ในการใช้ชีวิตประจำวัน มีเพียงภาวะจิตใจ..ที่ตึงเครียดมากขึ้น จากการอดนอน..และต้องคอยห่วงเรื่องไฟไหม้ และแล้ว..ความมืดก็มาเยือน ประมาณแปดโมงครึ่ง..ประชาชนในบริเวณนั้น ได้มารวมตัวกันกลางซอยงามดูพลี เพื่อพูดคุยดั่งเช่นทุกวัน การปรับทุกข์..การด่าทอ..การก่นด่า..เริ่มดังขึ้น บางคนฟัง..บางคนพูด..บางคนด่า คนที่เก็บกดมาหลายวัน..เริ่มด่าทหารที่ยิงประชาชน มีอยู่รายหนึ่ง..ตะโกนด่าทหาร ที่อยู่บนตึกกำลังก่อสร้าง เสียงของเขาดังมาก..สามารถได้ยินถึงบนตึก เขาท้าให้ทหารลงมาจากตึก..มาสู้กันซึ่งๆหน้า..อย่าลอบกัด..ยิงมาจากที่สูง เขาด่าแล้วด่าอีก..คำด่าเริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ

ผมยืนฟัง...อยู่ประมาณห้านาที..ก็เดินเข้าบ้าน เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง..ทหารก็รับคำท้า ทหารลงมาจริงๆ..ลงมาเป็นชุดๆ เสียงดังถี่ยิบจากปากกระบอกปืน..ทหารลงมาแล้ว..แต่ไม่ใช่ตัวทหาร ลูกกระสุนปืนทาร์โว่ต่างหาก ที่ปลิวว่อนทั่วซอย ตึกแถวในซอยโดนกระสุนปืนกันหลายห้อง..บางห้องโดนชั้นล่างระดับขาและหน้าอก..บางห้องโดนชั้นสอง..บางห้องโดนชั้นสี่..และบางห้องโดนกันสาดชั้นสอง มีอยู่ห้องหนึ่ง..เป็นร้านอาหาร บานประตูกระจกหน้าร้าน..โดนไปหกเจ็ดรู ที่เหลือโดนประตูเหล็กบ้าง..โดนคอนกรีตหน้าบ้านบ้าง นี่แหล่ะ..ทหารของชาติ..เข้มแข็ง..อดทน..และเสียสละ หลังจากลงมาชุดใหญ่..มีชุดเล็กๆลงมาอีกหน่อย
ลูกขายของผม...ที่กำลังใช้คอมพิวเตอร์..อยู่ชั้นล่างของตัวบ้าน วิ่งขึ้นมาชั้นบนอย่างตกใจ..และบอกผมว่า.. “..ป่าป๊า..พรุ่งนี้...ขอย้ายไปนอนบ้านยายดีกว่า..”.. ลูกชายของผม..เป็นอีกคนหนึ่ง ที่ไม่เชื่อว่าทหารจะยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ เขาเชื่อว่า..ทหารจะยิง..เมื่อมีภัยถึงตัว สำหรับคืนนี้..เขารู้แล้วว่า..เสียงกระสุน..ที่กระทบกับตัวตึก มันช่างเหมือน..เสียงของลูกแก้วที่ถูกโยนใส่กระจก..และสะท้อนไปเรื่อยๆ

ผมยิ้มในใจ...อย่างมีความสุข ลูกชายของผม..เริ่มพัฒนาการเรียนรู้แล้วว่า..สิ่งไหนคือความจริง..สิ่งไหนคือการสร้างภาพจากผู้มีอำนาจ คืนนี้..ผมคงนอนอย่างมีความสุข ที่มีคนอีกคนหนึ่ง..ได้รู้ความจริงที่เกิดขึ้น ถึงแม้มัน.เป็นการเสี่ยงในการรับรู้ด้วยตัวเองก็ตาม

วันจันทร์..ที่17และ...วันอังคารที่18พฤษภาคม2553 เหตุการณ์ต่างๆ..ยังคงคล้ายคลึงเหมือนที่ผ่านๆมา
วันพุธ...ที่19พฤษภาคม2553..วันเผด็จศึกเสื้อแดง ผมไปทำงานตามปกติ ประมาณเก้าโมงกว่า ภรรยาโทรมาให้รีบกลับบ้าน เพราะไฟกำลังไหม้ธนาคารกสิกรไทยที่ปากซอย..และทำท่าจะลามเข้ามาในซอยงามดูพลี เมื่อผมกลับไปถึงบ้าน ผมรีบเดินไปปากซอยเพื่อดูสถานการณ์

ผมไม่เชื่อว่า...ภาพที่ผมเห็น จะเป็นภาพที่พนักงานดับเพลิง..และประชาชน..ที่มีบ้านอยู่ในบริเวณนั้น พากันหลบอยู่หลังกำแพงของภัตตาคารจันทร์เพ็ญ โดยไม่มีทีท่าว่า..จะออกไปดับไฟ และแล้ว..ผมก็รู้ความจริงว่า... “..ทหาร..ยิงปืนลงมาที่พวกเขา..ทหารไม่ยอมให้ดับไฟ..”.. ภาพที่อยู่ตรงหน้า..ทำให้ผมอึ้งอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นเหตุไฟไหม้..ที่คนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงช่วยกันดับไฟ แต่คนเสื้อเขียว..ใช้ปืนยิงไม่ให้ดับไฟ

แปลกแต่จริง...ในโลกนี้..ยังมีเหตุการณ์เช่นนี้ ปฐมเหตุของต้นเพลิง..มาจากการเผายางรถยนต์..และลามไปติดสายไฟบนตู้โทรศัพท์ ก่อนที่จะลามไปติดธนาคารกสิกรไทย นี่ไม่ใช่ครั้งแรก..สำหรับธนาคารนี้. ครั้งแรก..ไฟลามในลักษณะนี้..ชาวบ้านก็ช่วยกันดับไฟ และอีกนั่นแหล่ะ..ทหารก็ยิงเหมือนครั้งนี้ เพียงแต่ครั้งแรก..ทหารยังพอมีเมตตาให้ช่วยกันดับไฟ..ธนาคารนี้จึงรอดมาได้ มีมุขขำๆ..ซึ่งฟังแล้วจะรู้สึกดี..หรือ..รู้สึกสมเพช ในระหว่างการดับไฟ..ทหารได้ตะโกนมาว่า... “..รีบ..รีบ..ดับ..แล้วมายิงกันใหม่..”.. นี่แหล่ะ..คนไทย..แม้อยู่ในภัยอันตราย....ยังมีอารมณ์สัพยอกล้อเล่น......
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่