กว่าจะได้เป็นทหารกูรข่า



ทหาร กูรข่าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอังกฤษมาประมาณ 200 ปีครั้งแรกคือในสงครามพินดารี(Pindaree War )ปี1817  ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารกูรข่าจำนวน 100,000 นายได้เข้าร่วมในกองพลกูรข่า ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทหารกูรข่าจำนวน 40 กองพัน จำนวน 112,000 นาย ได้เข้าร่วมรบกับกองทัพอังกฤษและกองทัพประเทศในเครือจักรภพอังกฤษเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 ไป 43,000 นาย และมี 26 นายได้เหรียญกล้าหาญวิคตอเรีย ครอส ซึ่งเป็นเหรียญกล้าหาญชั้นสูงสุดของอังกฤษ

ภายหลังการแบ่งแยกดินแดนของอินเดียในปี1947(แยกออกเป็นอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ) กองกำลังกูรข่าจำนวน 6 กองพลได้ตัดสินใจที่จะอยู่กับกองทัพอินเดีย ในขณะที่กองกำลังที่เหลือ ได้แก่ กองกำลังที่ 2 กองกำลังที่ 6 กองกำลังที่ 7 และกองกำลังที่ 10 เข้าร่วมกับกองทัพอังกฤษในวันที่1 มกราคม 1948

กองกำลังกูรข่าได้เข้าไปปฏิบัติการในไซปรัส เมื่อตุรกีได้รุกรานประเทศนี้  ปฏิบัติการในสงครามหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ เซียร่าเลโอน สงครามอ่าวเปอร์เซีย บอสเนีย โคโซโว อิรัก อัฟกานิสถาน ปัจจุบันมีทหารกูรข่าประมาณ 3,800นายอยู่ในกองทัพอังกฤษ(ข้อมูลปี2012) และประจำในอินเดีย30,000นาย ทหารกูรข่ามีคติว่า "Better to die than be a coward" (ยอมตายดีกว่าอยู่อย่างคนขลาด) ชื่อ กูรข่า (Gurkha) มาจากชื่อเมืองภูเขา 'Gorkha' ซึ่งเป็นเมืองที่คนเนปาลรวมชาติและขยายอาณาจักร ลักษณะนิสัยของคนเนปาลคือในยามปกติเป็นคนที่มีเมตตา แต่ถึงคราวรบก็รบกันจริงๆ จังๆ



การคัดเลือกทหารกูรข่าเข้าประจำการซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 1857 หรือ พ.ศ. 2400 จะเริ่มในเดือนสิงหาคม-มกราคมที่แคมป์ทหารอังกฤษเมืองโพคราทางตะวันตกของเนปาล ยอดรับอยู่ที่ 200-230 คน มีคนสมัครสอบซึ่งเดินทางลงมาจากเขาและที่ราบรวมกันปีละ17,000-28,000 คนจากทั่วเนปาลบางคนมาจากสิงคโปร์ นั่นคือเฉลี่ยแล้วจะสอบได้ 1 คนจาก 104 คน (สอบตก 103 คน)ในเนปาลคนที่สอบผ่านเป็นทหารกูรข่าได้ถือเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ ทหารกูรข่ามีกำหนดประจำการ 15-30 ปี หลังจากนั้นจะถูกส่งกลับเนปาล และได้เงินบำนาญประมาณ 1/6 ของทหารอังกฤษ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษอ้างว่า ค่าครองชีพในอังกฤษแพงกว่าเนปาล 6 เท่า ทุกวันนี้มีทหารอังกฤษที่เคยร่วมรบกับทหารกูรข่าและแนวร่วมรณรงค์ให้มีการจ่ายบำนาญเท่าทหารผ่านศึกอังกฤษ


ภาพอาวุธของชาวกูรข่าซึ่งเป็นน้อยชาติในโลกที่รบชนะอังกฤษ ทำให้อังกฤษจ้างมาเป็นทหาร


ภาพทหารกูรข่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอังกฤษมาประมาณ 200 ปี มีชื่อเสียงในเรื่องความกล้าหาญ การเชื่อฟัง ความมีวินัย ความอดทน และไปไหนก็ต้องมี "มีดคูกรี (Kukri)" ขนาด 20 นิ้ว (50.8 เซนติเมตร)ไปด้วย


(ร่องหยักตรงปลายด้ามจับทำไว้เพื่อดักเลือดที่เปื้อนมีดให้เลือดหยดออกจากคมมีดไปก่อนไม่ให้ไหลมาเปื้อนมือซึ่งทำให้ลื่น มีดสองด้ามเล็กๆนั้น อันหนึ่งไม่ใช่มีดแต่เป็นเหล็กเอาไว้ลับมีด ส่วนอีกด้ามเอาไว้ใช้แล่หนังสัตว์และขูดไขมันออกจากหนังสัตว์)


(ภาพจาก http://www.ayo-gorkhali.org/index.php/gurkhas/recruits-best-of-the-best/)

การ คัดเลือกจะมี 2 รอบใหญ่ๆ ได้แก่ รอบแรกเลือกจากการทดสอบคนภูเขา (hill selection) คนที่สอบผ่านจะต้องสอบรอบสองที่สนามกลาง (central selection)  "ว่า ที่ทหาร" เหล่านี้ส่วนใหญ่เดินเท้าจากภูเขาเข้าเมือง 1-3 วัน ส่วนน้อยนั่งรถมา การคัดเลือกมีหลายรอบ กินเวลาตั้งแต่สิงหาคมจนถึงธันวาคมหรือมกราคมของทุกปี  เกือบทุกรายมาจากที่ราบสูง 4,000-12,000 ฟุต (การอยู่ในที่ราบสูงระดับนี้อาจทำให้ร่างกายปรับตัวโดยเพิ่มความเข้มข้นเม็ดเลือดแดง เพื่อให้นำออกซิเจนได้มากพอในเวลาออกแรง-ออกกำลัง )  
การสอบเข้าเป็นแบบ "น็อคเอาท์ (knock-out)" หรือแบบ "แพ้-คัดออก" แทบจะทุกขั้นตอน กรรมการสอบจะเขียนหมายเลขบนหน้าอกด้วยหมึกที่ลบไม่ออกใหม่ทุกเช้า ถ้าสอบไม่ผ่านไม่ว่าจะขั้นตอนใดก็ถือว่าตกต้องรอปีต่อไป(ปัจจุบันได้ยกเลิกการเขียนหมีกบนหน้าอกไปแล้ว)

(ภาพจากhttp://nickfleming.com)

การทดสอบขั้นแรกเรียกว่าHill selection จะเป็นการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครคือ ต้องมีอายุ17ปี6เดือน-21ปี ส่วนสูงไม่ต่ำกว่า158ซม. น้ำหนักตัวอย่างน้อย50กก. มีการตรวจร่างกายเบื้องต้นก่อนหากใครที่มีท่าทีว่าไม่แข็งแรงหรือมีอาการป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง หูอักเสบหรือแก้วหูทะลุ ฟันผุ ฯลฯ จะถูกคัดออกทันที รอบอกขั้นต่ำ 31 นิ้ว (78.74 ซม.) และต้องขยายในท่าหายใจเข้าอย่างน้อย 2 นิ้ว(5.08 ซม.)  เพื่อคัดคนที่มีโอกาสเป็นวัณโรคออกไป (คนที่เป็นวัณโรคตอนเด็กและได้รับการรักษาไม่ดีซึ่งพบมากในเนปาล ส่วนหนึ่งจะมีแผลเป็นในปอดและเยื่อหุ้มปอด ทำให้ปอดขยายตัวได้น้อยลง) อุดฟันไม่เกิน 2 ซี่ และฟันห่างหรือฟันหลอไม่เกิน 2 ตำแหน่ง ผ่านการทดสอบการมองเห็น-การได้ยินอย่างดีเยี่ยมและการทดสอบความรู้คือต้องสื่อสารภาษาอังกฤษได้  

(ภาพจากhttp://nickfleming.com)

เมื่อผ่านการทดสอบในรอบนี้แล้วผู้ผ่านการคัดเลือกจะต้องไปสอบรอบที่2 ที่ ค่ายทหารBritish Gurkhas Pokhara เมืองโพครา

รูปประตูทางเข้าแคมป์เพื่อไปสอบ(ภาพจาก http://nickfleming.com/)

การคัดเลือกรอบที่2  1. จะมีการสอบภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ซึ่งพัฒนาข้อสอบให้ยากขึ้นเรื่อยๆจนเทียบเท่า GCSE ทุกขั้นตอนต้องผ่านอย่างน้อย 50%  2.การทดสอบความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Initiative test )  

(ภาพจากhttp://www.ayo-gorkhali.org/index.php/gurkhas/recruits-best-of-the-best/)

3.ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ดังนี้คือ
ดึงข้อบาร์เดี่ยว13ครั้ง


ซิทอัพ 25 ครั้งใน1นาทีกับกระดานไม้เอียง45องศา มือประสานไว้หลังท้ายทอย ทั้งหมด2เซ็ต


ซิทอัพท่างอเข่ามือกอดอกเป็นรูปกากบาท ต้องทำโดยเฉลี่ย70ครั้งใน2นาทีคนที่ทำได้น้อยกว่านี้มักจะสอบตก


วิ่งระยะทาง1ไมล์ครึ่ง(ประมาณ2.4ก.ม.) ในเวลาไม่เกิน 14 นาที (ผู้ที่ผ่านส่วนใหญ่จะทำเวลาอยู่ที่10นาที)

(ผู้วิ่งถึงเส้นชัยจะได้แท่งไม้เขียนหมายเลขระบุตำแหน่งว่าได้ที่เท่าไหร่)

ขนทรายขึ้นเขาที่สูงชัน ซึ่งจะเริ่มแข่งทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น คณะกรรมการจะชั่งทราย 35 กิโลกรัมไว้ล่วงหน้า 1 วัน (ถ้าชั่งนานอาจทำให้น้ำหนักไม่เท่ากันจากความชื้นได้)กติกาคือ ต้องใช้หัวแบกกระสอบทรายแบบลูกหาบหรือ โดโค เรซ (Doko race : Doko = ตะกร้าสำหรับลูกหาบ race = การแข่งขัน) ระยะทางราว4.8ก.ม.ภายใน35นาที บางปีจะเป็นการขนหินโดยใช้ก้อนหินจากแม่น้ำ30กก. ขึ้นเขา3ก.ม.ภายใน30นาที

(ภาพจาก http://yajeeb.blogspot.com/2011_10_01_archive.html)

4.การสอบสัมภาษณ์เป็นลำดับสุดท้าย หลังจากนั้นจะเป็นการประกาศผลว่าผู้สมัคร (candidate) จะได้รับการคัดเลือกเป็นทหารใหม่ (recruit) หรือไม่ ผลสอบจะมี 3 อย่างได้แก่ 'British army' = ทหารสหราชอาณาจักร (หมู่เกาะอังกฤษ), Gurkha Contingent of the Singapore Police Force (GCSPF) = ตำรวจสิงคโปร์ซึ่งมีอัตราผู้สอบผ่านประมาณ70คน , หรือ 'try again next year' = พยายามใหม่ปีหน้า โดยตั้งแต่ปี2009จำนวนผู้สอบผ่านเข้า'British army' มีอัตราลดลงตามลำดับคือ ปี2009มีผู้สอบผ่าน230คน ปี2010-2012 ผ่าน178คน ปี2013ผ่าน126คน (ข้อมูลจากBritishForcesNews)

Ris Bahadur Thapa อายุ18ปี (ผู้เข้าสอบปี2005)ร้องไห้เมื่อไม่ผ่านและต้องเดินทางกลับบ้าน เค้ามาจากสิงคโปร์และคุณพ่อเป็นตำรวจกูรข่าสิงคโปร์ ”ผมเติบโตโดยเฝ้ามองพ่อมาตลอด และต้องการเป็นเหมือนพ่อ ในเนปาลการได้เป็นทหารกูรข่าถือเป็นเกียรติสูงสุด ผมผิดหวังมาก ผมคิดว่าจะสามารถผ่านการทดสอบได้ไม่ยาก แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น เช้านี้ผมเลือดกำเดาไหล มันเป็นความโชคร้าย พ่อของผมต้องผิดหวังมากแน่ๆเพราะท่านตั้งความหวังกับผมไว้มาก ครอบครัวคงจะให้ผมอยู่ที่เนปาลต่อและผมจะฝึกฝนร่างกายใหม่ และกลับมาเข้าสอบในปีหน้าด้วยร่างกายที่สมบูรณ์และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

หลัง จากนั้นทหารใหม่ (recruit) จะต้องทำพิธีสาบานต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่2 วางมือแตะธงยูเนียนแจ๊คของสหราชอาณาจักร (UK) ในฐานะกองทหารประจำการเป็นเวลา3ปี


แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่