วันนี้ตอนเช้าประมาณ6.00น. คว้าเมอริดาบิกไนน์ ปั่นออกจากบ้านที่ อ.เมืองสิงห์บุรี ข้ามสายเอเซียไปทางบางพราน หัวไผ่ ตรงไปบ้านลำ สองข้างทางมีแต่ทุ่งนา ชาวนาเริ่มไถหว่านกันแล้ว รับฝนที่ตกมาได้ 2-3วัน เพลินมาได้ระยะทางประมาณ 30 กม.ก็หยุดพักที่ร้านค้าในหมู่บ้าน ร้านค้าร้านนี้นับได้ว่าเป็นโลตัสของบ้านลำเลยก็ว่าได้ มีสินค้ามากมายหลายอย่างวางขาย มีแม้กระทั่ง มังคุด เงาะ ลองกอง ราคาสินค้าน่าจะแพงกว่าที่อื่น 10 เปอร์เซ็นต์ เพราะผมเคยซื้อสปอนเซอร์ที่อื่น 10 บาท แต่ที่นี่ขาย 11 บาท ไม่ว่ากัน เขาต้องขนส่งมาไกล ระหว่างนั่งพัก ก็สังเกตุเห็นชาวบ้านที่กำลังเตรียมตัวไปนาเข้ามาซื้อหาสินค้า ซึ่งผมนั่งประมาณ 5 นาที มีชาวบ้านเขามาซื้อของประมาณ 4-5 คน แสดงว่าขายดีพอได้เลย สินค้าที่ขายดีสังเกตุเห็นก็เป็นพวก เครื่องดื่มชูกำลังทั้งหลาย บุหรี่ เหล้าขาว กาแฟกระป๋อง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง และเติมเงินมือถือ
คุยกับเจ้าของร้านอายุก็ราวๆ50ปี ถามแกว่าขายดีไหม ก็บอกว่าดี ชาวนามีเงินใช้จ่ายหมุนเวียนคล่องขึ้น ผมเลยนึกไปถึงโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลนี่ละมังที่ทำให้ชาวนาลืมตาได้ เพราะระหว่างทาง ผมขี่รถมาก็สวนกับรถกระบะป้ายแดงหลายคันซึ่งอาจจะมาจากนโยบายรถคันแรก เลยคิดต่อไปว่าไอ้ที่เขาว่ามันขาดทุน2.6แสนล้านนั้น มันเลวร้ายจริงหรือ แน่นอนคำว่าขาดทุนถ้าใช้กับธุรกิจล่ะก็ใช่เลย ถ้าธุรกิจไหนขาดทุนก็เตรียมม้วนเสื่อได้ แต่นี่มันไม่ใช่ เงินที่ยัดใส่มือชาวนา สมมุติว่าล้านครอบครัวๆละ 2.6แสน แทบทั้งหมดจะหมุนเวียนกลับเข้าระบบแทบทั้งหมด เพราะชาวนาคือนักซื้อรายใหญ่ เงินเหล่านี้จะหมุนกลับมาเป็น ปุ๋ย พันธุ์ข้าว ยาปราบศัตรูพืช มอเตอร์ไซค์คันใหม่ของลูกชาย งานบวช งานแต่ง อาหารการกินต่างๆอย่างที่ผมเห็น เสื้อผ้า แม้กระทั่งซองผ้าป่า กฐินที่วัดในหมู่บ้าน รับรองเงินนี้หมุนวนในบ้านเรานี่แหล่ะ ถ้าหมุนได้มากรอบ มันก็ก่อให้เกิดรายได้มากขึ้น ชาวบ้านก็หน้าใส เช่นเจ้าของร้านที่ผมคุยด้วยหน้าแกสดใส พูดคุยกันเอง แจ่มใสมาก แต่ถ้าเงินนี้ไปตกในมือของคนรวยๆในประเทศนี้เอาสัก 1000 ครอบครัวๆละ2.6ร้อยล้าน อะไรจะเกิดขึ้น เที่ยวเมืองนอกเอย ไวน์ขวดละสองแสนเอย กระเป๋าสามแสน เสื้อผ้าชุดละแสนใส่2ครั้ง น้ำหอมหยดละพัน เพชรนิลจินดาอาภรณ์ รถคันละสิบล้านเลี่ยงภาษีอีกแถมติดแก็สอีก เงินเหล่านี้คงมีไม่น้อยที่กระเด็นไปกระเป๋าของต่างชาติ ไม่วนในระบบของบ้านเราสักเท่าไหร่ สำหรับผมแล้วสติปัญญาที่มีก็คิดได้แค่นี้ ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ก็เบื้องต้นงูๆปลาๆ แต่ผมเห็นดีกับแนวทางแรกมากกว่า และยินดีที่จะให้รัฐบาลใช้เงินภาษีของผมกับโครงการรับจำนำข้าวเป็นที่สุด
หลังจากนั้น ผมก็ปั่นต่อมา เห็นพื้นที่ ที่เคยรกร้าง ถูกรื้อถอนปรับปรุงให้เป็นนาข้าว นี่ก็อีกข้อดีที่ทำให้ที่ดินถูกใช้ประโยชน์มากขึ้น ชาวนามีกำลังในการพัฒนาที่ดินของตน หลังจากนี้ที่ดินเหล่านี้ ก็จะถูกใช้ให้ก่อเกิดรายได้ขึ้นมา ไม่ว่าโครงการนี้จะอยู่ต่อหรือไม่ก็ตาม ปั่นมาเรื่อยๆ ถนนหนทางก็กลายเป็นลูกรังปนดิน การปั่นก็ลำบากขึ้น ระหว่างทางก็เห็นพันธ์ข้าวปลูกเอย ปุ๋ยเอย วางเรียงรายข้างคันนา เห็นเครื่องสูบน้ำเต็มไปหมด ทั้งสูบน้ำเข้า และมีไม่น้อยที่ต้องสูบออก เพราะฝนตกหนักช่วงนี้ ปั่นมาจนกระทั่งทะลุเอาวัดมหาสอน อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี มองดูนาฬิกาเกือบเก้าโมงแล้ว เลยแวะหาร้านค้าข้างทาง สั่งผัดซีอิ๊วมากิน 1 จาน น้ำฟรีอีก นี่แหล่ะน้ำใจของชาวชนบท กินเสร็จจ่ายตังค์แม่ค้า 30 บาท ให้แบงค์ร้อย ไม่มีทอน แม่ค้าบอกผมว่ามีเท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ผมค้นในกระเป๋าท้ายรถ ค้นๆๆๆๆ จนได้สามสิบพอดี มีทั้งเหรียญสิบ เหรียญบาทสองบาท มีเหรียญสลึงอีกจำนวนหนึ่งให้แกไป ระหว่างรอให้อาหารย่อยก็คุยกับแม่ค้าเรื่องสัพเพเหระ ที่ขาดไม่ได้ก็เรื่องน้ำท่วมปี 54 เพราะพื่้นที่นี้รับผลจากการฟังของเขื่อนบางโฉมศรีแบบเต็มๆ ระหว่างนั้นก็เห็นแม่ค้าแกนั่งเลือกไข่ สังเกตุดูก็เห็นเป็นไข่ที่เปลือกบุบ บุบมากบ้างน้อยบ้าง เลยถามแก แกบอก3ใบ7บาท เอามาใช้ผัดข้าวขาย ใช้วันต่อวัน หมดก็ไปซื้อใหม่ นี่แหล่ะเศรษฐศาสตร์ระดับรากหญ้า เลือกลดต้นทุน แต่ไม่กระทบคุณภาพ เพราะไข่ที่ใช้ไม่ได้แตกเพียงแต่บุบเท่านั้นเอง นั่งคุยไปสักพักก็หยิบโทรศัพย์โทรหาเพชรน้ำนิล เพื่อนซี้ในราชดำเนิน เล่าให้เธอฟังว่าออกมาปั่นจักรยาน ตอนนี้เธอทำงานที่ภูเก็ต คุยไปสักพักก็ได้เวลาเดินทางต่อ
ออกจากร้านมาได้ประมาณ1กม. ความซวยก็มาเยือน ยางหลังแบนซะง้ัน ตัดสินใจเดินจูงจักรยานหาร้านปะยาง ระหว่างทางก็มีคนมองเป็นตาเดียวกัน เพราะลำพังคนขี่จักรยานแต่งตัวเต็มยศ คนก็มองอยู่แล้ว นี่แต่งตัวเต็มยศแต่จูงจักรยานด้วย คนยิ่งมองกันใหญ่ ความจริงในกระเป๋าท้ายรถก็มีชุดปะยางอยู่นะ แต่คิดว่าในชุมชนแบบนี้ คงหาร้านปะยางได้ไม่ยาก ซึ่งก็จริง เดินไป ถามชาวบ้านไปสัก 1/2 กม. ก็เจอร้านชื่อ ทัศน์เรซซิ่ง รับปะยาง ซ่อมมอไซค์ แต่งซิ่ง ดีใจมากรีบข้ามถนนไป ปรากฏว่ายังไม่หมดความซวย ประตูร้านปิด แต่มีเด็ก 2 คนนั่งเล่นอยู่ จึงเรียกถาม เด็กบอกว่าพ่อไม่อยู่ ไปนา อ้าวราคาข้าวดีสิท่าไม่ซ่่อมรถแล้ว ก็บอกเด็กไปว่าน้าปะเองได้ ขอใช้ปั๊มลมกะเครื่องมือเท่านั้น เด็กคงไม่ไว้ใจ วิ่งไปบอกน้าสาวซึ่งสวยมากออกมา เธอบอกว่าช่างไม่อยู่ ผมก็บอกว่าผมปะเองเป็นขอใช้แค่เครื่องมือเท่านั้น คนสวยแถมมีน้ำใจก็โอเค จัดแจงงัดยางออกมา ด้วยเครื่องมือ ของทางร้านซึ่งครบถ้วนและเหมาะมากกว่าของที่ผมมี งัดไปได้สัก2นาที รถเจ้าของร้านก็วิ่งเข้ามา ดีใจว่าจะไม่ต้องลงมือเองแล้ว เพราะครั้งสุดท้ายที่เคยปะยาง มันก็กว่า30ปีแล้ว สมัยเด็กๆ เด็กบ้านนอกแทบทุกคนต้องปะยางเป็น เพราะไปไหนมาไหนก็จักรยานเท่านั้น สำหรับผมก็มีอีแก่กับเขาอยู่คันยี่ห้อเฟสสัน ไร้เบรก โนบังโคลน ไม่มีกระดิ่ง ไร้ไฟหน้า ไฟท้าย ไม่มีกระทั่งบังโซ่ ยางนอกก็ขี่กันจนโล้นเลื่ยน ยางในก็ปะแล้ว ปะอีกจนแทบจะเป็นยาง2ชั้น แต่มันก็พาผมไปไหนมาไหนได้ตลอด ไปโรงเรียนจนจบม.3 ไปแข่งบอล ไปงานวัด ไปตกปลา สารพัดที่จะไปได้ โซ่หลุดเป็นประจำ มีอยู่ครั้งหนึ่งจำได้ไม่ลืม ตอนนั้นเริ่มเป็นวัยรุ่น ไปโรงเรียน พอดีกลับบ้านมืด มีเพื่อนขี่จักรยานมาด้วย1คัน มันชื่อไอ้อ๊อดมันขี่พาพี่เยาว์มาด้วย และมีมอเตอร์ไซค์ของพี่อิ๋วคอยส่องไฟให้ ผมนำหน้าเพราะคนเดียวรถเบากว่า อ๊อดตามมา ปิดท้ายด้วยพี่อิ๋ว รถผมก็โซ่หลุดมาเป็นระยะๆ แต่ใส่ได้ในเวลาไม่ถึง30วิ ด้วยความชำนาญ มาได้สักพักก็มีมอเตอร์ไซค์อีกคัน วิ่งแซงหน้าไปมีคน3คน คนสุดท้ายโดดลงแล้วยืนรอ ผมขี่ผ่านไป อ๊อดก็ผ่านไป พอถึงพี่อิ๋วมันแปลงร่างเป็นโจรทันที เฮ้อ เหนื่อยจังเดี๋ยวมาต่อนะครับ
ปั่นจักรยานคุยกับชาวบ้านไปเรื่อยๆ
คุยกับเจ้าของร้านอายุก็ราวๆ50ปี ถามแกว่าขายดีไหม ก็บอกว่าดี ชาวนามีเงินใช้จ่ายหมุนเวียนคล่องขึ้น ผมเลยนึกไปถึงโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลนี่ละมังที่ทำให้ชาวนาลืมตาได้ เพราะระหว่างทาง ผมขี่รถมาก็สวนกับรถกระบะป้ายแดงหลายคันซึ่งอาจจะมาจากนโยบายรถคันแรก เลยคิดต่อไปว่าไอ้ที่เขาว่ามันขาดทุน2.6แสนล้านนั้น มันเลวร้ายจริงหรือ แน่นอนคำว่าขาดทุนถ้าใช้กับธุรกิจล่ะก็ใช่เลย ถ้าธุรกิจไหนขาดทุนก็เตรียมม้วนเสื่อได้ แต่นี่มันไม่ใช่ เงินที่ยัดใส่มือชาวนา สมมุติว่าล้านครอบครัวๆละ 2.6แสน แทบทั้งหมดจะหมุนเวียนกลับเข้าระบบแทบทั้งหมด เพราะชาวนาคือนักซื้อรายใหญ่ เงินเหล่านี้จะหมุนกลับมาเป็น ปุ๋ย พันธุ์ข้าว ยาปราบศัตรูพืช มอเตอร์ไซค์คันใหม่ของลูกชาย งานบวช งานแต่ง อาหารการกินต่างๆอย่างที่ผมเห็น เสื้อผ้า แม้กระทั่งซองผ้าป่า กฐินที่วัดในหมู่บ้าน รับรองเงินนี้หมุนวนในบ้านเรานี่แหล่ะ ถ้าหมุนได้มากรอบ มันก็ก่อให้เกิดรายได้มากขึ้น ชาวบ้านก็หน้าใส เช่นเจ้าของร้านที่ผมคุยด้วยหน้าแกสดใส พูดคุยกันเอง แจ่มใสมาก แต่ถ้าเงินนี้ไปตกในมือของคนรวยๆในประเทศนี้เอาสัก 1000 ครอบครัวๆละ2.6ร้อยล้าน อะไรจะเกิดขึ้น เที่ยวเมืองนอกเอย ไวน์ขวดละสองแสนเอย กระเป๋าสามแสน เสื้อผ้าชุดละแสนใส่2ครั้ง น้ำหอมหยดละพัน เพชรนิลจินดาอาภรณ์ รถคันละสิบล้านเลี่ยงภาษีอีกแถมติดแก็สอีก เงินเหล่านี้คงมีไม่น้อยที่กระเด็นไปกระเป๋าของต่างชาติ ไม่วนในระบบของบ้านเราสักเท่าไหร่ สำหรับผมแล้วสติปัญญาที่มีก็คิดได้แค่นี้ ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ก็เบื้องต้นงูๆปลาๆ แต่ผมเห็นดีกับแนวทางแรกมากกว่า และยินดีที่จะให้รัฐบาลใช้เงินภาษีของผมกับโครงการรับจำนำข้าวเป็นที่สุด
หลังจากนั้น ผมก็ปั่นต่อมา เห็นพื้นที่ ที่เคยรกร้าง ถูกรื้อถอนปรับปรุงให้เป็นนาข้าว นี่ก็อีกข้อดีที่ทำให้ที่ดินถูกใช้ประโยชน์มากขึ้น ชาวนามีกำลังในการพัฒนาที่ดินของตน หลังจากนี้ที่ดินเหล่านี้ ก็จะถูกใช้ให้ก่อเกิดรายได้ขึ้นมา ไม่ว่าโครงการนี้จะอยู่ต่อหรือไม่ก็ตาม ปั่นมาเรื่อยๆ ถนนหนทางก็กลายเป็นลูกรังปนดิน การปั่นก็ลำบากขึ้น ระหว่างทางก็เห็นพันธ์ข้าวปลูกเอย ปุ๋ยเอย วางเรียงรายข้างคันนา เห็นเครื่องสูบน้ำเต็มไปหมด ทั้งสูบน้ำเข้า และมีไม่น้อยที่ต้องสูบออก เพราะฝนตกหนักช่วงนี้ ปั่นมาจนกระทั่งทะลุเอาวัดมหาสอน อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี มองดูนาฬิกาเกือบเก้าโมงแล้ว เลยแวะหาร้านค้าข้างทาง สั่งผัดซีอิ๊วมากิน 1 จาน น้ำฟรีอีก นี่แหล่ะน้ำใจของชาวชนบท กินเสร็จจ่ายตังค์แม่ค้า 30 บาท ให้แบงค์ร้อย ไม่มีทอน แม่ค้าบอกผมว่ามีเท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ผมค้นในกระเป๋าท้ายรถ ค้นๆๆๆๆ จนได้สามสิบพอดี มีทั้งเหรียญสิบ เหรียญบาทสองบาท มีเหรียญสลึงอีกจำนวนหนึ่งให้แกไป ระหว่างรอให้อาหารย่อยก็คุยกับแม่ค้าเรื่องสัพเพเหระ ที่ขาดไม่ได้ก็เรื่องน้ำท่วมปี 54 เพราะพื่้นที่นี้รับผลจากการฟังของเขื่อนบางโฉมศรีแบบเต็มๆ ระหว่างนั้นก็เห็นแม่ค้าแกนั่งเลือกไข่ สังเกตุดูก็เห็นเป็นไข่ที่เปลือกบุบ บุบมากบ้างน้อยบ้าง เลยถามแก แกบอก3ใบ7บาท เอามาใช้ผัดข้าวขาย ใช้วันต่อวัน หมดก็ไปซื้อใหม่ นี่แหล่ะเศรษฐศาสตร์ระดับรากหญ้า เลือกลดต้นทุน แต่ไม่กระทบคุณภาพ เพราะไข่ที่ใช้ไม่ได้แตกเพียงแต่บุบเท่านั้นเอง นั่งคุยไปสักพักก็หยิบโทรศัพย์โทรหาเพชรน้ำนิล เพื่อนซี้ในราชดำเนิน เล่าให้เธอฟังว่าออกมาปั่นจักรยาน ตอนนี้เธอทำงานที่ภูเก็ต คุยไปสักพักก็ได้เวลาเดินทางต่อ
ออกจากร้านมาได้ประมาณ1กม. ความซวยก็มาเยือน ยางหลังแบนซะง้ัน ตัดสินใจเดินจูงจักรยานหาร้านปะยาง ระหว่างทางก็มีคนมองเป็นตาเดียวกัน เพราะลำพังคนขี่จักรยานแต่งตัวเต็มยศ คนก็มองอยู่แล้ว นี่แต่งตัวเต็มยศแต่จูงจักรยานด้วย คนยิ่งมองกันใหญ่ ความจริงในกระเป๋าท้ายรถก็มีชุดปะยางอยู่นะ แต่คิดว่าในชุมชนแบบนี้ คงหาร้านปะยางได้ไม่ยาก ซึ่งก็จริง เดินไป ถามชาวบ้านไปสัก 1/2 กม. ก็เจอร้านชื่อ ทัศน์เรซซิ่ง รับปะยาง ซ่อมมอไซค์ แต่งซิ่ง ดีใจมากรีบข้ามถนนไป ปรากฏว่ายังไม่หมดความซวย ประตูร้านปิด แต่มีเด็ก 2 คนนั่งเล่นอยู่ จึงเรียกถาม เด็กบอกว่าพ่อไม่อยู่ ไปนา อ้าวราคาข้าวดีสิท่าไม่ซ่่อมรถแล้ว ก็บอกเด็กไปว่าน้าปะเองได้ ขอใช้ปั๊มลมกะเครื่องมือเท่านั้น เด็กคงไม่ไว้ใจ วิ่งไปบอกน้าสาวซึ่งสวยมากออกมา เธอบอกว่าช่างไม่อยู่ ผมก็บอกว่าผมปะเองเป็นขอใช้แค่เครื่องมือเท่านั้น คนสวยแถมมีน้ำใจก็โอเค จัดแจงงัดยางออกมา ด้วยเครื่องมือ ของทางร้านซึ่งครบถ้วนและเหมาะมากกว่าของที่ผมมี งัดไปได้สัก2นาที รถเจ้าของร้านก็วิ่งเข้ามา ดีใจว่าจะไม่ต้องลงมือเองแล้ว เพราะครั้งสุดท้ายที่เคยปะยาง มันก็กว่า30ปีแล้ว สมัยเด็กๆ เด็กบ้านนอกแทบทุกคนต้องปะยางเป็น เพราะไปไหนมาไหนก็จักรยานเท่านั้น สำหรับผมก็มีอีแก่กับเขาอยู่คันยี่ห้อเฟสสัน ไร้เบรก โนบังโคลน ไม่มีกระดิ่ง ไร้ไฟหน้า ไฟท้าย ไม่มีกระทั่งบังโซ่ ยางนอกก็ขี่กันจนโล้นเลื่ยน ยางในก็ปะแล้ว ปะอีกจนแทบจะเป็นยาง2ชั้น แต่มันก็พาผมไปไหนมาไหนได้ตลอด ไปโรงเรียนจนจบม.3 ไปแข่งบอล ไปงานวัด ไปตกปลา สารพัดที่จะไปได้ โซ่หลุดเป็นประจำ มีอยู่ครั้งหนึ่งจำได้ไม่ลืม ตอนนั้นเริ่มเป็นวัยรุ่น ไปโรงเรียน พอดีกลับบ้านมืด มีเพื่อนขี่จักรยานมาด้วย1คัน มันชื่อไอ้อ๊อดมันขี่พาพี่เยาว์มาด้วย และมีมอเตอร์ไซค์ของพี่อิ๋วคอยส่องไฟให้ ผมนำหน้าเพราะคนเดียวรถเบากว่า อ๊อดตามมา ปิดท้ายด้วยพี่อิ๋ว รถผมก็โซ่หลุดมาเป็นระยะๆ แต่ใส่ได้ในเวลาไม่ถึง30วิ ด้วยความชำนาญ มาได้สักพักก็มีมอเตอร์ไซค์อีกคัน วิ่งแซงหน้าไปมีคน3คน คนสุดท้ายโดดลงแล้วยืนรอ ผมขี่ผ่านไป อ๊อดก็ผ่านไป พอถึงพี่อิ๋วมันแปลงร่างเป็นโจรทันที เฮ้อ เหนื่อยจังเดี๋ยวมาต่อนะครับ