ผู้ที่สึกจากความเป็นพระ โดยไม่ได้ผิดศีลอะไรร้ายแรง ไม่มีมลทิน ไม่พึงไปตำหนิเขาเหล่านั้น

กระทู้สนทนา
ผู้ที่สึกจากความเป็นพระ โดยไม่ได้ผิดศีลอะไรร้ายแรง ไม่มีมลทิน ไม่พึงไปตำหนิเขาเหล่านั้น

   โดยปกติแล้วคนไทยพุทธก็มีการบวชตามประเพณี 7 วันบ้าง 15 วันบ้าง ตลอด 3 เดือนเข้าพรรษาบ้างแล้วสึกออกมามากมาย

    ถึงแม้บางท่านอาจจะบวชด้วยศรัทธายิ่ง แล้วเป็นพระอยู่ยาวนานเป็นเวลา 5 ปี 10ปี หรือหลายสิบปี ก็เป็นเรื่องธรรมดา โดยที่ท่านไม่ผิดศีลร้ายแรงอะไร หรือมีมลทินร้ายแรงอะไร แล้วศึกออกมา ก็เพียงแต่ให้ทราบว่า ท่านพ่ายแพ้ต่อการรักษาพรหมจรรย์แบบพระภิกษุสงฆ์แล้ว ก็เพียงเท่านั้น
     หรือถ้าท่านปฏิบัติธรรมอย่างมากมายยาวนานในขณะบวชพระอยู่ ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงหรือไม่มีชื่อเสียงอย่างไร ก็ให้พิจารณาว่ามรรคมีองค์ 8  นั้นยังไม่สมังคีกันในช่วงที่ท่านบวชพระอยู่เท่านั้น   
     แต่ไม่ใช่หมายความว่า พระที่บวชยาวนานไม่สึกจนมรณภาพในเพศภิกษุนั้นมรรคมีองค์ 8 นั้นสมังคีกัน ทุกรูปก็หาใช่ไม่.

     ดังนั้นในกรณีของท่าน มิสชูโอ๊ะ ถ้าในเมื่อท่านไม่ผิดศีลร้ายแรง และไม่มีมลทิน ทั้งที่บวชและปฏิบัติธรรมมาอย่างยาวนานถึง 38 ปี แล้วท่านพ่ายแพ้ต่อการรักษาพรหมจรรย์ในแบบพระภิกษุสงฆ์ ไม่ว่าด้วยเหตุอันใด ก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเช่นนั้นเอง

     ถ้าท่าน มิสชูโอ๊ะ ยังปฏิบัติธรรมที่เป็นกรรมฐานอยู่เนื่องๆ ไม่ทอดธุระ ท่านก็พึงมีโอกาศ ที่มรรคมีองค์ 8 สมังคีกันได้ ในเพศฆราวสนั้น ตามฐานะ เพราะการต่อเนื่องในการปฏิบัติธรรม อยู่เนื่องๆ ด้วยความเพียร จนสภาวะธรรมเจริญขึ้นตามลำดับ จนถึงสละทุกสิ่งแม้ชีวิตตามเหตุ แห่งวิปัสสนาญาณที่เจริญขึ้นนั้นได้

     หรือท่านอาจจะกลับมาบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ใหม่ แล้วปฏิบัติธรรมด้วยกรรมฐานที่เหมาะสม ตามฐานะ เพราะการต่อเนื่องในการปฏิบัติธรรม อยู่เนื่องๆ ด้วยความเพียร จนสภาวะธรรมเจริญขึ้นตามลำดับ จนถึงสละทุกสิ่งแม้ชีวิต ตามเหตุแห่งวิปัสสนาญาณที่เจริญขึ้นนั้นได้  ก็ย่อมได้เช่นกัน

      ต่อไปผมขอยกตัวอย่างตนเอง และพระอีกสองรูปที่ผมรู้จัก ที่เป็นแบบ 1.บวชแล้วต้องสึก 2.บวชแล้วสึกแล้วบวช 3.บวชแล้วอยากสึกแต่ไม่สึก

      กรณีที่ 1. เป็นเรื่องของผมที่ปฏิบัติธรรมแล้วศรัทธายิ่ง พอเรียนทางโลกปริญญาตรีกำลังจบ แล้วประสงค์บวชไม่สึก แต่เมื่อไปบวชแต่มีพระไม่ย่อมบวชให้ เลยไม่ได้บวชต้องทุกข์ใจแสนสาหัส แต่ก็ยังปฏิบัติธรรมอยู่เนื่องๆ ไม่ทอดธุระ กว่าจะได้บวชใหม่หลังจากนั้นก็มีเรื่องยุ่งยาก  เมื่อได้บวชแล้ว ก็มีพระเถระระดับรองเจ้าอาวาสอยากให้สึก ด้วยเหตุผลทางเชื่อชาติสัญชาติและการเมืองของท่าน ถ้าผมประสงค์บวชไม่สึก  จนท่านทนไม่ใหวในวันใกล้ออกพรรษา ท่านจึงดักหน้าผมในขณะที่กลับจากบิณฑบาต เจอกันสองต่อสอง แล้วท่านได้ขอร้องให้ผมสึกเสียด้วยเหตุผลของท่าน ผมต้องนิ่งแล้วพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ว่าเป็นกรรมของเราจริงหนอ เป็นวิบากกรรมร่วมกันมา เราควรสละชีวิตในเพศบรรพชิต เพื่อเป็นอโหสิกรรม ไม่ต้องสร้างกรรมกันต่อไป  ผมจึงตัดสินใจบอกท่านว่า "ผมจะสึกให้ท่าน เพื่อเ็ป็นอโหสิกรรมไม่สร้างกรรมกันต่อไป"
     แล้วออกพรรษาผมก็เตรียมที่จะศึก วิปัสสนาญาณที่ปฏิบัติอยู่ก็ยังเจริญอยู่  ก่อนวันที่จะสึกก็เกิดอาการเศร้าหม่นหมองสลดใจ อาลัยอาวร ในผ้าเหลืองนั้นเป็นอย่างมาก  ธรรมชาติสภาวะธรรมนั้นเกิดขึ้นเอง ไม่ได้คิดไม่ได้ปรุงแต่งว่าจะเป็นเช่นนี้มาก่อน คือเป็นขึ้นเอง แล้วผมก็สึกจากพระและก็ถือศีล 8 ปฏิบัติธรรมที่คณะ 5 วัดมหาธาตุท่าพระจันทร์ อย่างต่อเนื่องต่อไปจนถึงขั้นยิ่งยวดด้วยสละได้แม้กระทั้งชีวิตเพื่อพระธรรมที่ปฏิบัตินั้น.

    กรณีที่ 2. เป็นเรื่องของพระที่บวชมานานแล้วเป็น สิบปีตั้งแต่เป็นเณร จนอายุเกือบ 30 ปี แต่ท่านสนใจในการดูดวงทำทายทายทักจึงศึกษาทางนี้ ก็มีเหตุที่ทำให้ผมได้รู้จักท่าน ได้คุยกัน โอ้... มีผู้มาดูหมอกับท่านมากนัก รายได้ดี  โดยมีหญิงสาวมาดูกับท่านมากขึ้น แล้วประมาณปีต่อมาก็ทราบว่าท่านก็สึกจากพระ มาอยู่กินกับผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วอีกประมาณปีต่อมาท่านก็กลับไปบวชเป็นพระใหม่ เพราะการงานอาชีพในโลกฆราวาสนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย กับผู้ที่บวชมาตั้งแต่เป็นเณรเป็น สิบปีจึงมีความเคยชินในการเป็นพระมากกว่า  แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ข่าวทานอีกเลย
      
     กรณีที่ 3. เมื่อ 5-6 ปีมาแล้ว ผมเดินทางไปทำงานต้องขับรถแวะจอดส่งภรรยากลางทางเป็นประจำทุกวันในวันทำงาน ในตอนเช้า ก็มีพระอยู่รูปหนึ่งท่านยื่นบิณฑบาตอยู่บริเวณแถวที่เขาขายของแถวนั้น ประมาณอายุท่านก็ 70 ปีแล้ว ผมจึงได้ทำบุญตักบาตรกับท่านด้วยความเคารพกับท่านทุกเช้าในวันทำงาน แต่ก็ไม่ได้หยุดพูดคุยอะไรกับท่านเลย ผมทำบุญเช่นนั้นเป็นปี  
      และในเช้าวันหนึ่งเมื่อผมถวายของเสร็จท่านก็ให้พรตามปกติ พอผมลุกขึ้นจากการรับพร ท่านก็พูดทักกับผมแล้วบอกว่า "เมื่อคืนก่อนทานได้ฝันว่า ท่านสึกจากการเป็นพระ มาเป็นชาวบ้านนี้แหละ" แล้วท่านก็พูดต่อว่า "ท่านก็อยากสึก"  ผมก็เฉยๆ แล้วพูดกับท่านว่า "ท่านก็บวชมานานแล้ว อายุมากแล้วสึกไปก็ลำบาก"  แล้วผมก็เรียบไปทำงานต่อ
      วันต่อๆ มา ท่านคงละอายการบิณฑบาตแบบท่าน คือยื่นอยู่เฉย แล้วมีผู้มาใส่บาต ได้ไปจำนวนมากทุกวัน ท่านก็บอกกับผมว่า "ท่านอายุมากแล้ว เดินบิณฑบาตไม่ไหว ต้องยืนอยู่อย่างนี้ และต้องบิณฑบาตได้ของเยอะ เพราะมีผู้รอท่านอยู่ข้างหลังเยอะ โยมคงเข้าใจ"  ผมก็ยิ้มๆ และเฉย ๆ ไม่ได้คุยอะไรต่อกับท่าน
       หลายวันต่อๆ มา ท่านก็บอกผมว่า "ท่านอยากจะสึก" ผมก็เฉยๆ แล้วบอกท่านว่า "ท่านบวขมานานมากแล้ว จนอายุมากขนาดนี้ ก็บวชอยู่ต่อครับ สึกออกมาก็อาจจะลำบากกว่า"  
       ปกติผมก็ได้คุยกับท่านเพียงแป๊ป ไม่ได้นานเพราะผมต้องรีบไปทำงานต่อ ก็รู้สึกถึงใจท่านที่เป็นอย่างนั้น แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้  ผมได้ทำบุญเช่นนี้เป็นเวลาประมาณ 4-5 ปี หลังจากนั้นก็ไม่ได้แวะส่งภรรยาที่นั้นแล้ว แต่บางครั้งแวะเข้าไปก็ยังเจอท่านรับบิณฑบาทในตอนเช้าอยุ่เช่นเดิม.

         นี้แหละชีวิตที่ผมได้เห็นมาหลายรูปแบบ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเช่นนั้นเอง เพียงแต่ผู้ที่บวชเป็นพระภิกษุ แต่ทำเรื่องผิดศีลร้ายแรงจนปรารชิกแล้ว เกิดมลทินร้ายแรงแล้ว แต่ยังอยู่เป็นพระและยังกระทำผิดอยู่เนื่องๆ เกิดเป็นเนื้อร้ายรุกรามกับพุทธศาสนา ในธรรมอันชั่วนั้น เป็นที่น่ารังเกียจยิ่ง แม้จะพอทราบว่า คติของผู้นั้นจะเป็นทุกข์อย่างไรก็ตาม ความเศร้าสลดสงสารจึงไม่มีกับผู้นั้นเป็นธรรมดา.
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่