ธปท.ลดดอกเบี้ย-บาทอ่อน ดัชนีอุตฯฟื้นในรอบ 4 เดือน

ส.อ.ท. เผย ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม เดือนพ.ค. 2556 อยู่ที่ 94.3 ปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังจากเงินบาทอ่อนค่า ผู้ประกอบการคลายกังวล ขณะที่ความเชื่อมั่น3 เดือนข้างหน้ากลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แนะรัฐดูแลค่าเงินไม่ให้ผันผวน

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเดือนพ.ค. 2556 ซึ่งได้จากการสำรวจผู้ประกอบการทั่วประเทศ 1,042 ราย ครอบคลุมอุตสาหกรรม42 กลุ่ม มีค่าดัชนีเท่ากับ 94.3 เพิ่มขึ้นจาก 92.9
ในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ปัจจัยบวกมาจากการที่เงินบาทอ่อนค่าส่งผลให้ผู้ประกอบการคลายความกังวล โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ผู้ประกอบการจึงมองว่าจะกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ และจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัว และในเดือนพ.ค.ยังมีวันทำงานมากกว่าเดือนเม.ย. จึงมีผลผลิตมากกว่า

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามตลาดพบว่ากลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศมีค่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ 95.1 เพิ่มขึ้นจาก 94.1 ในเดือนเม.ย.2556 โดยเพิ่มขึ้นจากยอดขาย ผลประกอบการและคำสั่งซื้อที่ดีขึ้น โดยอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นชัดเจน คือ หลังคาและอุปกรณ์ เหล็ก
ปูนซีเมนต์ ส่วนกลุ่มที่เน้นตลาดส่งออกมีค่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ 89.5 เพิ่มขึ้นจาก 85.7โดยเพิ่มขึ้นจากยอดขาย ผลประกอบการและคำสั่งซื้อที่ดีขึ้น และอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นชัดเจน เช่น อาหาร เคมี ปิโตรเคมี

ส่วนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการรายภูมิภาค พบว่าผู้ประกอบการในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ประกอบการในภาคเหนือและภาคใต้มีความเชื่อมั่นลดลง โดยผู้ประกอบการในภาคเหนือกังวลเกี่ยวกับกำลัง
ซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นปัญหาแรงงานขาดแคลนและปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ขณะที่ผู้ประกอบการในภาคใต้กังวลเกี่ยวกับปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป และปัญหาการแข่งขันสูงจึงไม่สามารถปรับราคาขายได้

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ล่วงหน้า 3 เดือน อยู่ที่ระดับ 100.4 เพิ่มขึ้นจาก99.1 ในเดือนเม.ย. 2556 เพราะว่าผู้ประกอบการมั่นใจยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณการผลิตและผลประกอบการที่จะดีขึ้น ซึ่งความเชื่อมั่นที่เกินระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบ
การเริ่มมีความเชื่อมั่นในระดับปกติ

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการกังวลผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและผลกระทบจากการเมืองในประเทศมากขึ้นโดยมีผู้ประกอบการที่กังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะทÌำให้ธุรกิจแย่ลง 58.1% เพิ่มขึ้นจาก 56.6% ในเดือนเม.ย. 2556 และมีผู้ประกอบการกังวลว่า่
ปัญหาการเมืองในประเทศจะทำให้ธุรกิจแย่ลง42.9% เพิ่มขึ้นจาก 41.7% ในเดือนเม.ย. 2556

ส่วนปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนนั้นผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง เพราะว่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่า โดยค่าเงินบาทเฉลี่ยเดือนพ.ค.2556 อยู่ที่ 29.65 บาทต่อดอลลาร์ และกังวลผลกระทบจากราคาน้ำมันลดลง เพราะราคาน้ำมันดีเซลไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ราคาแก๊สโซ
ฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และ อี 20 ลดลงลิตรละ0.9 บาท

“ปัญหาเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ยังไม่ชัดเจนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นทำให้มีแนวคิดจะเลิกการใช้นโยบายคิวอี และญี่ปุ่นก็มีแนวคิดนี้เช่นกัน จึงต้องติดตามว่าประเทศคู่ค้าสำคัญจะปรับนโยบายอย่างไร”

สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนที่เงินบาทอ่อนค่าลงเร็วเป็นเรื่องน่ากังวล โดยภาคเอกชนต้องการให้ค่าเงินนิ่งกว่านี้ เพราะกังวลว่าจะกลับมาแข็งค่าอีก ถ้าค่าเงินนิ่งอยู่ในระดับ 30-31 บาทต่อดอลลาร์ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการและจะส่งผลดีต่อการส่งออก และเชื่อว่าปีนี้การส่ง
ออกน่าจะขยายตัว 5-6%

อย่างไรก็ตาม ในการสำรวจครั้งนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่อง และต้องการให้ภาครัฐช่วยพัฒนาเทคโนโลยีและการเข้าถึงตลาดให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการส่งเสริมการค้า
และการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งต้องการให้สร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมือง เพราะผู้ประกอบการเริ่มกังวลผลกระทบทางการเมืองมากขึน้ และส่งเสริมการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน

กรุงเทพธุรกิจ   วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2556

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่