คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 16
พ่อแม่อยากให้ลูกมีความสุขครับ การปฎิเสธไม่ได้เป็นผลดีทุกกรณีไป
ถ้าจขกท ทำธุรกิจจริงจังแล้วที่บ้านเห็นว่าไม่จริงจังก็ไม่แปลก ในเมืี่อมีคนเสนอทุนให้เพื่อสนับสนุนกิจการและมีแนวโน้มว่ากิจการดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จ แต่ดันปฎิเสธอย่างนี้ในโลกธุรกิจเขาไม่ทำกัน ถามตัวเองก่อนครับว่าทำไมว่าต้องสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง ถนนคอนกรีตมีให้วิ่งไม่่เอาแต่อยากบุกป่าผ่าดงเองเพื่อแสดงในให้เห็นว่าชั้นเก่ง ชั้นแกร่ง ซะงั้น อีโก้ไปรึเปล่า ถ้าอยากตอบแทนพ่อที่ให้เงินมาทำทุนก็อย่าเอามาเปล่าๆสิ คืนพร้อมดอกเบี้ย+พาไปเที่ยวสักทริป หรือไม่ก็แบ่งกำไรให้ก็ได้ สิ่งที่จขกททำอยู่เป็นสิ่งที่จขกทฟินไปคนเดียวรึเปล่า เคยถามพ่อรึเปล่าว่าเขาต้องการอะไร ทำไมเขาถึงอยากให้จัง
ส่วนเรื่องของพี่จขกท แทนที่จะตะพึดตะพือห้าม ลองมาช่วยกันคิดถึงความเป็นไปได้และหนทางที่จะทำให้เป็นไปได้ไม่ดีกว่าเหรอ การจะทำงานให้ประสบความสำเร็จก่อนอื่นเราต้องเชื่อก่อนครับว่ามัน "ทำได้" หลังจากนั้นค่อยมาย่อยและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมิณความเสี่ยง หากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเราสามารถรับได้นั่นแหละถึงควรจะเดินหน้าต่อ หากวิเคราะห์กันแล้วมันเสี่ยงมากจนไม่คุ้มที่จะลงทุน ก็เอาเหตุผลพร้อมวิธีการแก้ไขมาคุยกัน ว่าที่มันไม่พร้อมเพราะอะไร และเมื่อไหร่/เงื่อนไขอะไรที่จะทำให้พร้อม
ส่วนเรื่องเงินลงทุนถ้าที่บ้านไม่ได้ไปกู้หนี้ยืมสินใครมาและสภาพคล่องสูง หาได้เดือนนึงสักแสนอย่างนี้ก็ลงไปเถอะ ในเมื่อทุกคนเห็นดีและยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นแล้ว กรณีเลวร้ายที่สุดเงินก้อนนี้ก็จะเป็นค่าประสบการณ์ กรณีดีจัดๆมันก็จะเรียกได้เป็นการอัดฉีดเพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จ เงินพ่อก็คือเงินพ่อครับตราบใดที่มันยังไม่ใช่เงินจขกท พ่อยังมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจว่ามันควรเอาไปทำอะไร เมื่อชี้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นแล้วยังดันทุรังทำกันอีกก็ต้องยอมรับสิ่งที่จะตามมา
บางคนถ้าเขาอยู่ดีมีสุขแล้ว อายุก็มากแล้ว ไม่ได้คิดจะสร้างกิจการเอง เขาก็ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร เงินเดือนมีแต่หนี้สิ้นเป็นศูนย์ เกษียณก็มีบำนาญอีกไม่เดือดร้อน ตราบใดที่ดอกเบี้ยยังเอาชนะอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ ที่เก็บๆไว้ในธนาคารก็ไม่ต่างกับขุดหลุมใส่ไหไว้หลังบ้าน สู้เอาไปลงทุนดีกว่า แต่ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ถ้าพ่อจขกทอยากจะเอาเงินไปเสี่ยงกับพี่ชาย ซึ่งจขกทมีมุมมองและชี้ให้เห็นแล้วว่าการลงทุนดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับไปทุ่มซื้อทองเพื่อรอราคาให้มันถึง 3 หมื่นในอนาคต (อันไม่แน่นอน) อันนี้ก็คงต้องตามใจและทำใจ
ถ้าจขกท ทำธุรกิจจริงจังแล้วที่บ้านเห็นว่าไม่จริงจังก็ไม่แปลก ในเมืี่อมีคนเสนอทุนให้เพื่อสนับสนุนกิจการและมีแนวโน้มว่ากิจการดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จ แต่ดันปฎิเสธอย่างนี้ในโลกธุรกิจเขาไม่ทำกัน ถามตัวเองก่อนครับว่าทำไมว่าต้องสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง ถนนคอนกรีตมีให้วิ่งไม่่เอาแต่อยากบุกป่าผ่าดงเองเพื่อแสดงในให้เห็นว่าชั้นเก่ง ชั้นแกร่ง ซะงั้น อีโก้ไปรึเปล่า ถ้าอยากตอบแทนพ่อที่ให้เงินมาทำทุนก็อย่าเอามาเปล่าๆสิ คืนพร้อมดอกเบี้ย+พาไปเที่ยวสักทริป หรือไม่ก็แบ่งกำไรให้ก็ได้ สิ่งที่จขกททำอยู่เป็นสิ่งที่จขกทฟินไปคนเดียวรึเปล่า เคยถามพ่อรึเปล่าว่าเขาต้องการอะไร ทำไมเขาถึงอยากให้จัง
ส่วนเรื่องของพี่จขกท แทนที่จะตะพึดตะพือห้าม ลองมาช่วยกันคิดถึงความเป็นไปได้และหนทางที่จะทำให้เป็นไปได้ไม่ดีกว่าเหรอ การจะทำงานให้ประสบความสำเร็จก่อนอื่นเราต้องเชื่อก่อนครับว่ามัน "ทำได้" หลังจากนั้นค่อยมาย่อยและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมิณความเสี่ยง หากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเราสามารถรับได้นั่นแหละถึงควรจะเดินหน้าต่อ หากวิเคราะห์กันแล้วมันเสี่ยงมากจนไม่คุ้มที่จะลงทุน ก็เอาเหตุผลพร้อมวิธีการแก้ไขมาคุยกัน ว่าที่มันไม่พร้อมเพราะอะไร และเมื่อไหร่/เงื่อนไขอะไรที่จะทำให้พร้อม
ส่วนเรื่องเงินลงทุนถ้าที่บ้านไม่ได้ไปกู้หนี้ยืมสินใครมาและสภาพคล่องสูง หาได้เดือนนึงสักแสนอย่างนี้ก็ลงไปเถอะ ในเมื่อทุกคนเห็นดีและยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นแล้ว กรณีเลวร้ายที่สุดเงินก้อนนี้ก็จะเป็นค่าประสบการณ์ กรณีดีจัดๆมันก็จะเรียกได้เป็นการอัดฉีดเพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จ เงินพ่อก็คือเงินพ่อครับตราบใดที่มันยังไม่ใช่เงินจขกท พ่อยังมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจว่ามันควรเอาไปทำอะไร เมื่อชี้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นแล้วยังดันทุรังทำกันอีกก็ต้องยอมรับสิ่งที่จะตามมา
บางคนถ้าเขาอยู่ดีมีสุขแล้ว อายุก็มากแล้ว ไม่ได้คิดจะสร้างกิจการเอง เขาก็ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร เงินเดือนมีแต่หนี้สิ้นเป็นศูนย์ เกษียณก็มีบำนาญอีกไม่เดือดร้อน ตราบใดที่ดอกเบี้ยยังเอาชนะอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ ที่เก็บๆไว้ในธนาคารก็ไม่ต่างกับขุดหลุมใส่ไหไว้หลังบ้าน สู้เอาไปลงทุนดีกว่า แต่ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ถ้าพ่อจขกทอยากจะเอาเงินไปเสี่ยงกับพี่ชาย ซึ่งจขกทมีมุมมองและชี้ให้เห็นแล้วว่าการลงทุนดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับไปทุ่มซื้อทองเพื่อรอราคาให้มันถึง 3 หมื่นในอนาคต (อันไม่แน่นอน) อันนี้ก็คงต้องตามใจและทำใจ
แสดงความคิดเห็น
ขอปรึกษาค่ะ คุณพ่อจะให้เงินพี่ชาย 500,000 ทำธุรกิจ
อาจจะยาวสักหน่อยนะคะ ยังไงรบกวนช่วยอ่านหน่อยนะคะ
คือเราเพิ่งรู้ส่า คุณพ่อจะให้เงินพี่เราทำธุรกิจเป็นจำนวนเงินห้าแสนบาท พอเรารู้เราไม่สบายใจมากๆๆ ไม่ใช่ว่าเราอิจฉาพี่นะคะ แต่เพราะ
1, พี่เราไม่เคยทำธุรกิจใดเป็นจริงเป็นจังเลย เคยทำครีมขายในเนทมานานแล้วเพราะเห็นเราทำแล้วไปได้ดี เค้าเลยทำมั่ง ลงทุนไปเยอะแต่ทำแปปเดียวก็เลิก
2. พี่เราจบโท marketing จากเมืองนอก เค้าเลยคิดว่าตัวเองมีแพลนเสมอ แต่ความรู้สึกเราและจากคนรอบข้างคิดว่า เค้าเก่งทฤษฎี แต่ปฏิบัติยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพื่อนที่ทำงาน (เรากับพี่ทำงานด้วยกัน) ก็คิดเหมือนเรา
3. เราอยากให้พี่เราเริ่มจากเล็กๆก่อน เพราะสำหรับเราเงินห้าแสนบาทมันเยอะมาก ถ้าทำไปแล้วไม่สำเร็จ เราเสียดายเงิน
4. พี่เราจะหุ้นกับญาติของแฟนเค้า ซึ่งยังไม่แต่งงาน ฝ่ายหญิงเพิ่งจะจบตรี พี่เรา 31 เราคิดว่าอนาคตมันเปลี่ยนแปลงได้ ถึงแม้เค้าวางแผนว่าปีหน้าจะแต่ง แต่เรารู้จักนิสัยพี่เราดี ถึงแม้แต่งไปก็มีบ้านเล็กแน่ๆ กลัวมีปัญหากัน
5. แม่เราแบ็คอัพพี่ พยายามเถียงแทน แต่เรายิ่งเหนื่อยใจเพราะแม่เคยเปิดร้านเสริมสวยแล้วก็ไม่รอด แม่เราทำธุรกิจไม่เป็น ถึงตอนหลังต้องเลิกเพราะเจ้าของตึกโกง แต่ก่อนหน้านั้นก็มีปัญหาเรื่องเงินตลอด แทบไม่ได้กำๆรเลย ยิ่งทุนนี่ไม่ต้องพูดถึงเลนค่ะ พ่อหมดเป็นแสนๆ แถมพี่เราก็ให้แม่อีกเยอะ แต่แม่เราเถียงว่ามันไม่เหมือนกัน
ธุรกิจที่พี่เราจะทำคือร้านกาแฟสวยๆ ตอนกลางคืนจะมีเบียโฮการเด้นขาย เงินทุนน่าจะประมาณ 2-3 ล้านทั้งหมด โดยเงินส่วนที่พ่อเราจะให้คือพ่อเราจะเอาคอนโดที่ซื้อมาเพื่อรอจะขายตอนที่รถไฟฟ้าแถวรัตนาธิเบศเสร็จไปขายตอนนี้ ประกาศขาย สองล้านห้า
แต่ถ้าขายไม่ได้ แม่บอกว่าพี่จะไปกู้และเอาคอนโดค้ำ ซึ่งเรายอมรับว่าโมโห คิดว่ามันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอที่ต้องกู้ จะหาเหาใส่หัวทำไม แต่พูดเท่าไรเราก็กลายเป็นนางมารร้านตลอด เราเสียใจ ร้องไห้ เครียดมากๆๆๆ ตอนแรกเรามานั่งคิดกับตัวเองว่าเราอิจฉาเหรอ แต่คิดไปคิดมาแล้วก็ไม่ใช่ เพราะตอนนี้พ่อเราถามตลอดว่าอยากได้รถใหม่ไหมพ่อจะซื้อให้ คือตอนนี้เราใช้ jazz พ่อซื้อให้ตอนเรียนจบโทจากเมืองนอก แต่เดือนที่ผ่านมาเราเคยพูดเล่นๆว่าอยากได้มาสด้าสาม พ่อเราก็จะซื้อให้ แต่เราไม่เอาเพราะเรารู้สึกว่าเรามีอยู่แล้วไม่ได้อยากให้พ่อเสียเงิน
แล้วอีกเรื่องที่สำคัญคือ เราทำธุรกิจเล็กๆอยู่ค่ะ ขายในเนตนี่แหละ เราทำมานานแล้วแต่เลิกๆหยุดๆเพราะต้องไปเรียนต่อ ตปท แต่พอกลับมาทำก็ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ก็ต้องหยุดอีกเพราะน้ำท่วม ทีนี้เราก็มาทำใหม่ เคยขอพ่อ 30,000 ซึ่งตั้งใจว่าจะคืน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้คืน แต่มันติดอยู่ในใจตลอด ตอนนี้เราใช้เงินตัวเองไปเยอะมากในการทำธุรกิจนี้ เนื่องจากคู่แข่งสูง เราเลยต้องพยายามทำให้ตัวเองโดดเด่นและเน้นการตลาด เรามั่นใจว่าเราใช้ไปเกือบแสนโดยที่เราไม่ขอพ่อ เพราะเรารู้สึกภูมิใจมากกว่าที่จะได้มาด้วยตัวเอง ขนาดเราต้องการเครื่องบรรจุครีม ราคาแค่หมื่นเดียวเอง พ่อจะซื้อให้พูดทุกวัน แต่เราก็ไม่เอาเพราะเราจะซื้อเอง
ตอนอรกก็ผิดหวังในตัวแม่เราพี่มากๆว่าทำไมยังจะขอเงินพ่ออีก ธุรกิจพี่อยากทำ ถ้าคิดว่ามันดีจริงทำไมไม่กู้เองหล่ะ เอาเท่าที่ตัวเองเอื้อมถึง เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจะได้เป็นบทเรียน และถ้าประสบความสำเร็จจะได้ภูมิใจ เมื่อวานเราเลยเปิดใจคุยกับแม่ ซึ่งทะเลาะกันรุนแรงมาก แต่ตอนหลังก็ได้คุยกับพี่ เรารู้สึกดีขึ้นแต่บอกตามตรงก็ยังไม่สบายใจ พี่ชายเราบอกว่า เงินก้อนนี้พ่อเป็นคนมาพูดเองว่าอยากทำธุรกิจ แต่พ่อไม่มีหัวให้ไปทำ และถ้าเราอยากได้ทุนทำอะไรพ่อก็จะให้ เราคิดว่าเพราะพ่อเราไม่มีหัวธุรกิจนี่แหละเลยดูไม่ออกว่าพี่เรายังไม่เคยทำอะไรการให้ไปจำนวนห้าแสนมันเสี่ยงมากๆ
นอกจากนี้พี่เราบอกว่าตอนนี้ยังไม่แน่ว่าจะได้ทำรึเปล่าต้องรอพรุ่งนี้ถึงรู้เพราะต้องไปคุยกับหุ้นส่วนใหญ่ ถ้าเค้าไม่เอาก็ทำไม่ได้ หุ้นส่วนพี่เราบอกว่ารวยเก่ง แต่เราไม่รู้ว่าควรทำธุรกิจหรือเปลีา พี่เราบอกแต่ว่าะค้าเป็นออดิทดูเรื่องเงินเก่ง ประมาณว่าถ้าหุ้นส่วนคิดว่าธุรกิจนี้ดีมันต้องออกมาดีเพราะหุ้นส่วนสองคนของเค้าคงไม่อยากเสียเงิน
และที่เรากังวลมากๆอีกอย่างคือ เค้าจะเอาบ้านเราไปทำเป็นร้าน จะทุบบางส่วนทำใหม่ ซึ่งเราค้านสุดๆเพราะทำเลมันไม่ดี บ้านเราอยู่ในซอย แม้หน้าบ้ๅานกำลังจะก่อสร้างคล้ายๆ avenue แต่มันก็ไม่ใด้ใหญ่โต แล้สร้ๅานที่จะมาเปิดทเค้ากำลังสร้างก็มี starbuck ในหมู่บ้านเรายังมีร้านกาแฟวาวี และมีร้านอาหารอีกหลายร้าน ซึ่งเรามองว่าจะไปสู้ยังไง แม้จะตกแต่งสวยแต่คนมานั่งกินกาแกต้องการบรรยากาศชิวๆ ยิ่งถ้ากินเบียโฮลูกค้าจะอีกระดับ ไม่ใช่ระดับแถวบ้านเราแน่ อีกอย่าง หน้าหมู่บ้านก็มีร้านนั่งชิวตั้งหลายร้าน เบียลีโอขวดละ 60-100 จะมาจ่ายค่าโฮทำไม คือหลายๆเราเราคิดไม่ตก เราว่าจะคุยกับพ่อแต่ก็ยังไม่กล้า
คือตอนนี้เราเครียดมากเลยค่ะ ไม่รู้ว่าเรามองแง่ลบไปรึเปล่า เพื่อนๆคิดว่าเราควรทำยังไงดีคะ ขอคำแนะนำด้วยค่า
ขอบคุณค่ะ