ตามนั้นครับ คือผมใส่ การแย่งชิงอำนาจ การขัดแย้ง ปัญหาการแบ่งแยกเชื้อชาติ หลักเหลี่ยม หลอกใช้ อะไรทำนองนี้ ลงไปใน นิยายด้วย คิดว่ามันจะทำให้น่าเบื่อหรือไม่
คือความตั้งใจในตอนแรก ผมจะโฟกัสนิยายไปที่ สงครามอย่างเดียว แต่เขียนไปเขียนมา มันดันไม่ลงตัว ถ้าไม่มีของพวกนี้ (จริงๆก็แก้หลายทีแล้ว) แต่ไหนๆก็ใส่แล้ว ก็เลยคิดว่า ทำให้มันดีๆไปเลยดีกว่า (ผมลงทุนไปนั่งดู เค้าด่ากันในสภาเชียวนะ)
แต่มาคิดอีกแง่ ถ้า วกวน เกินไป คนอ่านจะเบื่อหรือเปล่า คุณคิดว่ายังไงครับ
*****************
ไหนๆก็ตั้งกระทู้แล้ว ขออีกคำถามหนึ่งครับ คุณคิดว่า ฉากนี้ เป็นยังไงบ้างครับ ฉากนี้นางเอกต้องโน้มน้าว คนในสภาให้ผ่านมติทำสงคราม พูดง่ายๆคือฉากนี้โชว์สมองนางเอกในด้านการเมือง เต็มที่ แต่เขียนไป รู้สึกว่ายังขาดอะไรไปสักอย่าง
***************
คือในเรื่อง มนุษย์กับปีศาจ ไม่ถูกกัน
ฉากนี้ ต้นสายปลายเหตุ คือในเรื่อง เกิดการก่อวินาศกรรม กลางงาน พิธีของปีศาจ องค์การก่อการร้ายของ มนุษย์ แสดงตัวว่าทำ
ปีศาจเคลื่อนทัพมาประชิดชายแดน มาตั้งยันกับทัพมนุษย์ มนุษย์ส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปให้ปีศาจสอบสวน เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่
แล้วผู้นำของปีศาจก็มาประชุมกันว่าจะเอายังไง
***********************
ฉากที่ว่านี้
************
หมายเหตุ
สถานีตรวจการ ทำหน้าที่เหมือน สถานีเรดาห์
ผลึกฟาราฟ เป็นผลึกที่ทำเงินได้มหาศาลในเรื่องใช้ทำทุกอย่าง ตั้งแต่อาวุธจนถึงเรื่องจิปาถะ (ประมาณน้ำมันดิบ)
*****************
ดวงตาสองสีมองไปยังฝาผนังห้องที่มีภาพวาดเหล่าวีรบรุษ ก่อนนั่งที่เก้าอี้ที่สลักไว้ข้างหลังว่า
ผู้นำสูงสุดแห่งแดนปีศาจ มือบอบบางในชุดเกราะลูบไล้เก้าอี้อย่างแผ่วเบา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง
มือบอบบางประสานเข้าด้วยกันก่อนจะเอ่ย
“ท่านทั้งหลาย สถานีตรวจการทัพตะวันตก (คล้ายๆกับสถานีเรดาห์)ของพวกมนุษย์ถูกทำลาย ผู้ตรวจการทางอากาศก็สิ้นชีพจนหมด แล ทหารช่างของเรารายงานว่า เพลานี้พวกมันมิอาจใช้สถานีตรวจการได้อย่างน้อย ก็ราวเจ็ดราตรี บัดนี้พวกมันกำลังตาบอด“
เสียงฮือฮาดังขึ้นมาทันที
“ผู้ใดเป็นคนทำการกระนั้นรึ “ ชายในรูปร่างคนครึ่งม้าเอ่ยปากถาม หางที่เป็นภู่สะบัดไปมาอย่างกังวล
“ มันเป็นอุบัติเหตุ “
ที่จริงเธอได้รับรายงานว่า จากสายลับ ว่า ที่สถานีนั่น มันถูกใครสักคนโจมตี แต่เธอไม่เข้าใจ ว่าทำไมมนุษย์ถึงไม่กล่าวโทษ ปีศาจ ข่าวที่ออกมาโดยเปิดเผย สถานีตรวจการเสียหายเพียงเล็กน้อย ตรงกันข้ามกับที่ เธอได้รับรายงานมาว่า สถานีถูกทำลายจนสิ้น ผู้ตรวจการทางอากาศถูกสังหารจนหมด หอคอยผลึกฟาราฟถูกทำลาย
แม้ว่ามองภายนอกสถานี จะเสียหายเพียงเ็ล็กน้อย แต่การที่ เสียผู้ตรวจการทางอากศ แลหอคอยผลึก ย่อมทำให้หมดคุณค่าในหน้าที่ของมัน พูดง่ายๆก็คือ สถานีแห่งนี้หมดประโยชน์แล้ว
แต่ว่าเธอก็ได้รับรายงานเช่นกันว่าการที่มนุษย์เคลื่อนทัพในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะมีความไม่พอใจอยู่ค่อนข้างเยอะ อาจเป็นคนในนั้น สร้างสถานการณ์ เพื่อหยุดความตึงเครียดในการเผชิญหน้ากัน ระหว่างมนุษย์และปีศาจ หากถอยทัพซะฝ่ายหนึ่ง สงครามย่อมจะไม่เกิด เมื่อผลประโยชน์ตกแก่ทั้งสองฝ่าย เธอจึงเลือกที่จะเงียบ ไม่เผยรายงานนี้ออกมา แคว้นนี้ ไม่คุ้มค่าเอาซะเลยถ้าจะทำสงครามเมื่อมองจากผลตอบแทน
แร่ธาตุทรัพยากรก็ไม่มี พื้นที่ก็เป็นภูเขาซะส่วนมาก ทำให้การเพาะปลูกไม่ค่อยได้ผล พื้นที่ทางทะเลก็หามีไม่
เสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ มันเป็นเรื่องปกติ
จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ ที่จะมีคนคอยช่วย แบบไม่เสนอตัว
ทันทีที่เธอพูดจบ
เสียงฮือฮาดังขึ้นมาทันที เธอมองเหล่าผู้นำ บ้างก็มีสีหน้ากังวล บ้างก็เข้าใจความหมายว่าหมายถึงอะไร ก็สมควรอยู่ การที่สถานีตรวจการถูกทำลายเมื่อสองสามวันก่อน ทำให้กองทัพมนุษย์เหมือนกับตาบอด ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าจะมีมังกร(ในเรื่องทำหน้าที่เป็นเครื่องบิน)บุกเข้ามาเมื่อไหร่ เท่ากับว่าต้องถอยทัพกว่าสามแสน ที่ตอนนี้ตั้งยันอยู่กับทัพปีศาจ บริเวณ ชายแดนอย่างแน่นอน ตอนนี้แคว้นอาคาเชียร์ ที่เคยได้การสนับสนุน จะไม่มีการคุ้มครองไปอย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์หรือนานกว่านั้น ซึ่งอย่างหลังน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด
นี่เป็นโอกาสดีมากที่จะทำอะไร หรือเลือกที่จะนิ่งเฉย ปล่อยให้โอกาศทองหลุดลอยไป
“พวกมันจะถอยทัพกระนั้นรึ” หนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุม เอ่ยปากถาม
เธอมองแก้วน้ำที่อยู่บนโต๊ะก่อนจะตอบ
“ใช่พวกมันจะ ถอยทัพ หรือ อย่างน้อย ก็จนกว่าจะสร้างสถานีตรวจการขึ้นมาเสียใหม่ เพลานี้ ข้าคิดว่าเราควรบุกทันที“
ผู้นำเผ่า ไทแทน ผู้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนยักษ์ในตำนานเอ่ยปาก
“ข้าได้ข่าวมาว่าพวกมนุษย์จะยินยอมให้ พวกเรานำมนุษย์ที่ต้องสงสัยไปสอบสวนที่แดนของชาวเรา ข้าว่า ทัพเราควรถือโอกาสนี้ทำลายองค์กรที่ว่านี่เสียให้สิ้น แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว หากยึดครองเลยมันจะได้ไม่คุ้มเสีย “
เธอเปลี่ยนท่าเป็น เอนพนักพิง ก่อนจะเอ่ย
“ข้าคิดว่า เราจะกำจัด พวกองค์กรเล็กๆไปได้ ข้าก็ว่าหามีประโยชน์อันใดไม่ ข้าว่าสยบทั้งแคว้นจะดีกว่า หากทำการใดก็ควรทำเสียเพียงแค่ครั้งเดียว “
เสียงอื้ออึงเกิดขึ้นมาทันที บ้างก็ปรึกษากัน บ้างก็ พยามจะยกมือคัดค้าน
เธอรู้ตัวดี ว่า ใคร สนับสนุนองค์กรพวกนี้ แคว้นอาคาเชียร์นั่นล่ะตัวดี ปากก็ว่าไม่ แต่ความเป็นจริงแล้วพวกมันต้องการผลประโยชน์ในดินแดนที่เป็นเขตกันชน ระหว่างมนุษย์และปีศาจ หรือที่เรียกในชื่อว่าเขตฉนวนซากา แม้ว่าตามสนธิสัญญาที่ทำไว้ เมื่อคราวยุติสงครามครั้งที่แล้ว จะห้ามมนุษย์และปีศาจ ครอบครองเขตนี้ แต่ทว่าทำให้มันเป็นดินแดนนอกกฏหมายไปโดยปริยาย ทางการของทั้งมนุษย์และปีศาจก็เอื้อมไม่ถึง การค้าของเถื่อน ยาเสพติด องค์กรมือสังหาร ทำได้โดยเสรี เพื่อปราบปรามสิ่งเหล่านี้ สภากลางทั้งของมนุษย์และปีศาจ ส่งงบประมาณอัดลงมาอีก ผลประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ ดินแดนแห่งนั้นจึงมีทั้งมนุษย์และปีศาจเข้าไปหาประโยชน์ หากปล่อยแคว้นอาคาเชียร์เอาไว้ สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่มีวันสูญสิ้น
เสนาธิการ ของกองทัพปีศาจคนหนึ่งเอ่ยค้าน
“ แล้วหลังจากหนึ่งอาทิตย์ล่ะ ท่านคิดเยี่ยงไร เวลาแค่หนึ่งอาทิตย์เราจะหักเอาชัยพวกมนุษย์ได้กระนั้นรึ “
เธอหันไปหา กาเวน ก่อนจะพยักหน้าให้เขาพูด ชายหนุ่มร่างสูง เดินไปยังแผนที่ที่ถูกกางบนผนังจำนวนสองแผ่น
น้ำเสียงทุ้มต่ำของกาเวน ดังทั่วห้อง
“เมืองไอร่อนวอลล์ ถ้าเรายึดเมืองนี้ได้ แคว้นอาคาเชียร์ จักตกอยู่ในกำมือของเรา “ กาเวนชี้ไปที่แผนที่แผ่นแรก ซึ่งแสดงถึงเส้นทางต่างๆ ที่ตั้งกองบิน จุดรวมพลของมนุษย์ แม่น้ำ ถนน
กาเวนชี้ที่แผนที่แผ่นที่สอง ที่มีลูกศรสีแดง แสดงให้เห็นถึงเส้นทางคมนาคมหลักในการส่งกำลัง แคว้นอาคาเซียร์ เป็นหนึ่งในเขตการปกครองของราชอาณาจักรไฮโอ ประกอบด้วยภูเขาเป็นส่วนใหญ่มีที่ราบเพียงไม่กี่แห่ง เมืองไอร่อนวอลล์เป็นเมืองเพียงแห่งดียว ที่สามารถทำสนามบินของมังกรทิ้งระเบิดได้ หากยึดได้ เมืองราเฟส ที่เป็นที่ราบเพียงแห่งเดียวซึ่งเป็นจุดชุมนุมของถนนสายหลักทุกสาย จะอยู่ในรัศมีทำการทิ้งระเบิด นั่นหมายความว่า การส่งกำลังบำรุง อันเป็นปัจจัยหลักของการรบ ก็จะถูกตัดขาดทันที หากยึดเมืองราเฟสได้อีก หนึ่งในสาม ของอาคาเชียร์ก็หมดหวังที่จะตีโต้กลับคืนมา
"แล้วมันจะคุ้มค่ากระนั้นรึ ท่านอย่าลืมว่าสงครามนอกจากทหาร ยังต้องใช้เจ้านี่ "
ชายร่างอ้วนผู้มีท่อนล่างเป็นงู ทำมือเป็นรุปห่วง เป็นสัญลักษณ์สากลว่าหมายถึง เงิน
แคว้นนี้แห้งแล้ง ทรัพยากรก็ไม่มี จุดยุทธศาตร์ก็ไม่ใช่ ในทางเศรษฐกิจแล้วแคว้นนี้ไม่มีอะไรเลย
นั่น ก่อนที่เธอจะเจอบางอย่าง
ไรราพยักหน้าให้ ทหารที่ถือเอกสารที่อยู่ตรงมุมห้อง ทหารคนนั้นเดินแจกเอกสารตั้งใหญ่ที่อยู่ในมือ ให้เหล่าผู้นำที่อยู่ในห้องประชุม
เธอสอดประสานนิ้วมือ ก่อนจะลอบมองสีหน้าของทุกคนในห้อง เธอกำลังรอเวลาให้ทุกคนทำความเข้าใจในเอกสาร แต่ไม่ทันได้คิด เมื่อความโลภเข้าบังตา ความคิดก็จะถดถอยลง ต้องใช้เวลาพักหนึ่งในการยับยั้งชั่งใจ
แต่เธอก็ไม่คิดจะให้มีเวลานั้น
"อย่างที่ทุกท่านเห็น เหมืองผลึกฟาราฟจำนวนมากอยู่ในเขตฉนวนซากา หากแคว้นอาคาเซียร์อยู่ในมือเรา เหมืองพวกนี้ก็จะเป็นฝ่ายนอนรอให้พวกท่านมาฉกฉวยได้ตามใจ แลที่สำคัญเหมืองพวกนี้ จะถูกขุดไปสักนิดก็หาได้ไม่"
เธอรอก่อนพักหนึ่ง เพื่อให้ เหยื่อได้มีเวลาได้ดิ้นรน การตกปลาหากไม่ปล่อยสาย สายเอ็นก็คงไม่แคล้วที่จะขาด
จิตวิทยาอย่างหนึ่งในการควบคุมผู้คนคือ จงให้ผู้คนรู้สึกว่าตัวเองเป็นอิสระ หากเร่งเร้าเกินไปรังแต่จะเกิดการต่อต้าน
ก่อนจะกระตุกเบ็ดอีกครั้ง ด้วยการปล่อย ข่าวลวงครึ่งเท็จครึ่ง
"และที่สำคัญ เสือหมอบแมวเซา(หน่วยข่าวกรอง)ของเรารายงานว่า ชุดสำรวจเหมืองแร่ของฝั่งมนุษย์ ถูกจัดตั้งขึ้นมาแล้ว แต่ถูกยับยั้งเนื่องจากความตึงเครียดบริเวณชายแดน ข้าเกรงว่าหากเนิ่นนานไป มนุษย์รู้ตัวว่ามีอะไรอยู่ในมือ เราคงลำบากพอดูในการแย่งชิงครั้งนี้ "
นั่นเป็นเรื่องจริงที่ มนุษย์จัดตั้งหน่วยสำรวจเหมืองแร่ แต่อีกครึ่งที่เธอไม่ได้บอกก็คือ ชุดสำรวจเหมืองแร่ชุดนี้ ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร มนุษย์ไม่ได้สนใจจริงจังในทรัพย์พยากรของเขตฉนวน
จะเป็นอะไรไปเล่าเธอพูดเรื่องจริง เพียงแต่พูดไม่หมด เท่านั้นเอง
สุดท้ายเธอกระทุ้งเรื่องชาตินิยมเข้าไปอีก
"พวกท่านคิดเยี่ยงไร จะให้เราผู้มีวุฒิภาวะเพียงพอดูแลทรัพยากรของโลก หรือปล่อยให้พวกมนุษย์ผู้ป่าเถื่อนครอบครอง "
เธอเฝ้ารอใครสักคนที่จะมาคัดค้าน
เธอสูดหายใจพักหนึ่งก่อน ด้วยน้ำเสียงไร้ความลังเล
“เอาล่ะท่านทั้งหลาย เราจะบุกแดนมนุษย์ “
ครั้งนี้เธอเลือกแล้ว และเธอจะไม่เสียใจ
สงครามเริ่มต้นแล้ว พวกมนุษย์
****************************************
ถ้าเราเอาการเมืองไปใส่ใน นิยาย คิดว่ามันจะทำให้น่าเบื่อหรือไม่
คือความตั้งใจในตอนแรก ผมจะโฟกัสนิยายไปที่ สงครามอย่างเดียว แต่เขียนไปเขียนมา มันดันไม่ลงตัว ถ้าไม่มีของพวกนี้ (จริงๆก็แก้หลายทีแล้ว) แต่ไหนๆก็ใส่แล้ว ก็เลยคิดว่า ทำให้มันดีๆไปเลยดีกว่า (ผมลงทุนไปนั่งดู เค้าด่ากันในสภาเชียวนะ)
แต่มาคิดอีกแง่ ถ้า วกวน เกินไป คนอ่านจะเบื่อหรือเปล่า คุณคิดว่ายังไงครับ
*****************
ไหนๆก็ตั้งกระทู้แล้ว ขออีกคำถามหนึ่งครับ คุณคิดว่า ฉากนี้ เป็นยังไงบ้างครับ ฉากนี้นางเอกต้องโน้มน้าว คนในสภาให้ผ่านมติทำสงคราม พูดง่ายๆคือฉากนี้โชว์สมองนางเอกในด้านการเมือง เต็มที่ แต่เขียนไป รู้สึกว่ายังขาดอะไรไปสักอย่าง
***************
คือในเรื่อง มนุษย์กับปีศาจ ไม่ถูกกัน
ฉากนี้ ต้นสายปลายเหตุ คือในเรื่อง เกิดการก่อวินาศกรรม กลางงาน พิธีของปีศาจ องค์การก่อการร้ายของ มนุษย์ แสดงตัวว่าทำ
ปีศาจเคลื่อนทัพมาประชิดชายแดน มาตั้งยันกับทัพมนุษย์ มนุษย์ส่งตัวผู้ต้องสงสัยไปให้ปีศาจสอบสวน เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่
แล้วผู้นำของปีศาจก็มาประชุมกันว่าจะเอายังไง
***********************
ฉากที่ว่านี้
************
หมายเหตุ
สถานีตรวจการ ทำหน้าที่เหมือน สถานีเรดาห์
ผลึกฟาราฟ เป็นผลึกที่ทำเงินได้มหาศาลในเรื่องใช้ทำทุกอย่าง ตั้งแต่อาวุธจนถึงเรื่องจิปาถะ (ประมาณน้ำมันดิบ)
*****************
ดวงตาสองสีมองไปยังฝาผนังห้องที่มีภาพวาดเหล่าวีรบรุษ ก่อนนั่งที่เก้าอี้ที่สลักไว้ข้างหลังว่า
ผู้นำสูงสุดแห่งแดนปีศาจ มือบอบบางในชุดเกราะลูบไล้เก้าอี้อย่างแผ่วเบา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง
มือบอบบางประสานเข้าด้วยกันก่อนจะเอ่ย
“ท่านทั้งหลาย สถานีตรวจการทัพตะวันตก (คล้ายๆกับสถานีเรดาห์)ของพวกมนุษย์ถูกทำลาย ผู้ตรวจการทางอากาศก็สิ้นชีพจนหมด แล ทหารช่างของเรารายงานว่า เพลานี้พวกมันมิอาจใช้สถานีตรวจการได้อย่างน้อย ก็ราวเจ็ดราตรี บัดนี้พวกมันกำลังตาบอด“
เสียงฮือฮาดังขึ้นมาทันที
“ผู้ใดเป็นคนทำการกระนั้นรึ “ ชายในรูปร่างคนครึ่งม้าเอ่ยปากถาม หางที่เป็นภู่สะบัดไปมาอย่างกังวล
“ มันเป็นอุบัติเหตุ “
ที่จริงเธอได้รับรายงานว่า จากสายลับ ว่า ที่สถานีนั่น มันถูกใครสักคนโจมตี แต่เธอไม่เข้าใจ ว่าทำไมมนุษย์ถึงไม่กล่าวโทษ ปีศาจ ข่าวที่ออกมาโดยเปิดเผย สถานีตรวจการเสียหายเพียงเล็กน้อย ตรงกันข้ามกับที่ เธอได้รับรายงานมาว่า สถานีถูกทำลายจนสิ้น ผู้ตรวจการทางอากาศถูกสังหารจนหมด หอคอยผลึกฟาราฟถูกทำลาย
แม้ว่ามองภายนอกสถานี จะเสียหายเพียงเ็ล็กน้อย แต่การที่ เสียผู้ตรวจการทางอากศ แลหอคอยผลึก ย่อมทำให้หมดคุณค่าในหน้าที่ของมัน พูดง่ายๆก็คือ สถานีแห่งนี้หมดประโยชน์แล้ว
แต่ว่าเธอก็ได้รับรายงานเช่นกันว่าการที่มนุษย์เคลื่อนทัพในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะมีความไม่พอใจอยู่ค่อนข้างเยอะ อาจเป็นคนในนั้น สร้างสถานการณ์ เพื่อหยุดความตึงเครียดในการเผชิญหน้ากัน ระหว่างมนุษย์และปีศาจ หากถอยทัพซะฝ่ายหนึ่ง สงครามย่อมจะไม่เกิด เมื่อผลประโยชน์ตกแก่ทั้งสองฝ่าย เธอจึงเลือกที่จะเงียบ ไม่เผยรายงานนี้ออกมา แคว้นนี้ ไม่คุ้มค่าเอาซะเลยถ้าจะทำสงครามเมื่อมองจากผลตอบแทน
แร่ธาตุทรัพยากรก็ไม่มี พื้นที่ก็เป็นภูเขาซะส่วนมาก ทำให้การเพาะปลูกไม่ค่อยได้ผล พื้นที่ทางทะเลก็หามีไม่
เสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ มันเป็นเรื่องปกติ
จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ ที่จะมีคนคอยช่วย แบบไม่เสนอตัว
ทันทีที่เธอพูดจบ
เสียงฮือฮาดังขึ้นมาทันที เธอมองเหล่าผู้นำ บ้างก็มีสีหน้ากังวล บ้างก็เข้าใจความหมายว่าหมายถึงอะไร ก็สมควรอยู่ การที่สถานีตรวจการถูกทำลายเมื่อสองสามวันก่อน ทำให้กองทัพมนุษย์เหมือนกับตาบอด ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าจะมีมังกร(ในเรื่องทำหน้าที่เป็นเครื่องบิน)บุกเข้ามาเมื่อไหร่ เท่ากับว่าต้องถอยทัพกว่าสามแสน ที่ตอนนี้ตั้งยันอยู่กับทัพปีศาจ บริเวณ ชายแดนอย่างแน่นอน ตอนนี้แคว้นอาคาเชียร์ ที่เคยได้การสนับสนุน จะไม่มีการคุ้มครองไปอย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์หรือนานกว่านั้น ซึ่งอย่างหลังน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด
นี่เป็นโอกาสดีมากที่จะทำอะไร หรือเลือกที่จะนิ่งเฉย ปล่อยให้โอกาศทองหลุดลอยไป
“พวกมันจะถอยทัพกระนั้นรึ” หนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุม เอ่ยปากถาม
เธอมองแก้วน้ำที่อยู่บนโต๊ะก่อนจะตอบ
“ใช่พวกมันจะ ถอยทัพ หรือ อย่างน้อย ก็จนกว่าจะสร้างสถานีตรวจการขึ้นมาเสียใหม่ เพลานี้ ข้าคิดว่าเราควรบุกทันที“
ผู้นำเผ่า ไทแทน ผู้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนยักษ์ในตำนานเอ่ยปาก
“ข้าได้ข่าวมาว่าพวกมนุษย์จะยินยอมให้ พวกเรานำมนุษย์ที่ต้องสงสัยไปสอบสวนที่แดนของชาวเรา ข้าว่า ทัพเราควรถือโอกาสนี้ทำลายองค์กรที่ว่านี่เสียให้สิ้น แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว หากยึดครองเลยมันจะได้ไม่คุ้มเสีย “
เธอเปลี่ยนท่าเป็น เอนพนักพิง ก่อนจะเอ่ย
“ข้าคิดว่า เราจะกำจัด พวกองค์กรเล็กๆไปได้ ข้าก็ว่าหามีประโยชน์อันใดไม่ ข้าว่าสยบทั้งแคว้นจะดีกว่า หากทำการใดก็ควรทำเสียเพียงแค่ครั้งเดียว “
เสียงอื้ออึงเกิดขึ้นมาทันที บ้างก็ปรึกษากัน บ้างก็ พยามจะยกมือคัดค้าน
เธอรู้ตัวดี ว่า ใคร สนับสนุนองค์กรพวกนี้ แคว้นอาคาเชียร์นั่นล่ะตัวดี ปากก็ว่าไม่ แต่ความเป็นจริงแล้วพวกมันต้องการผลประโยชน์ในดินแดนที่เป็นเขตกันชน ระหว่างมนุษย์และปีศาจ หรือที่เรียกในชื่อว่าเขตฉนวนซากา แม้ว่าตามสนธิสัญญาที่ทำไว้ เมื่อคราวยุติสงครามครั้งที่แล้ว จะห้ามมนุษย์และปีศาจ ครอบครองเขตนี้ แต่ทว่าทำให้มันเป็นดินแดนนอกกฏหมายไปโดยปริยาย ทางการของทั้งมนุษย์และปีศาจก็เอื้อมไม่ถึง การค้าของเถื่อน ยาเสพติด องค์กรมือสังหาร ทำได้โดยเสรี เพื่อปราบปรามสิ่งเหล่านี้ สภากลางทั้งของมนุษย์และปีศาจ ส่งงบประมาณอัดลงมาอีก ผลประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ ดินแดนแห่งนั้นจึงมีทั้งมนุษย์และปีศาจเข้าไปหาประโยชน์ หากปล่อยแคว้นอาคาเชียร์เอาไว้ สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่มีวันสูญสิ้น
เสนาธิการ ของกองทัพปีศาจคนหนึ่งเอ่ยค้าน
“ แล้วหลังจากหนึ่งอาทิตย์ล่ะ ท่านคิดเยี่ยงไร เวลาแค่หนึ่งอาทิตย์เราจะหักเอาชัยพวกมนุษย์ได้กระนั้นรึ “
เธอหันไปหา กาเวน ก่อนจะพยักหน้าให้เขาพูด ชายหนุ่มร่างสูง เดินไปยังแผนที่ที่ถูกกางบนผนังจำนวนสองแผ่น
น้ำเสียงทุ้มต่ำของกาเวน ดังทั่วห้อง
“เมืองไอร่อนวอลล์ ถ้าเรายึดเมืองนี้ได้ แคว้นอาคาเชียร์ จักตกอยู่ในกำมือของเรา “ กาเวนชี้ไปที่แผนที่แผ่นแรก ซึ่งแสดงถึงเส้นทางต่างๆ ที่ตั้งกองบิน จุดรวมพลของมนุษย์ แม่น้ำ ถนน
กาเวนชี้ที่แผนที่แผ่นที่สอง ที่มีลูกศรสีแดง แสดงให้เห็นถึงเส้นทางคมนาคมหลักในการส่งกำลัง แคว้นอาคาเซียร์ เป็นหนึ่งในเขตการปกครองของราชอาณาจักรไฮโอ ประกอบด้วยภูเขาเป็นส่วนใหญ่มีที่ราบเพียงไม่กี่แห่ง เมืองไอร่อนวอลล์เป็นเมืองเพียงแห่งดียว ที่สามารถทำสนามบินของมังกรทิ้งระเบิดได้ หากยึดได้ เมืองราเฟส ที่เป็นที่ราบเพียงแห่งเดียวซึ่งเป็นจุดชุมนุมของถนนสายหลักทุกสาย จะอยู่ในรัศมีทำการทิ้งระเบิด นั่นหมายความว่า การส่งกำลังบำรุง อันเป็นปัจจัยหลักของการรบ ก็จะถูกตัดขาดทันที หากยึดเมืองราเฟสได้อีก หนึ่งในสาม ของอาคาเชียร์ก็หมดหวังที่จะตีโต้กลับคืนมา
"แล้วมันจะคุ้มค่ากระนั้นรึ ท่านอย่าลืมว่าสงครามนอกจากทหาร ยังต้องใช้เจ้านี่ "
ชายร่างอ้วนผู้มีท่อนล่างเป็นงู ทำมือเป็นรุปห่วง เป็นสัญลักษณ์สากลว่าหมายถึง เงิน
แคว้นนี้แห้งแล้ง ทรัพยากรก็ไม่มี จุดยุทธศาตร์ก็ไม่ใช่ ในทางเศรษฐกิจแล้วแคว้นนี้ไม่มีอะไรเลย
นั่น ก่อนที่เธอจะเจอบางอย่าง
ไรราพยักหน้าให้ ทหารที่ถือเอกสารที่อยู่ตรงมุมห้อง ทหารคนนั้นเดินแจกเอกสารตั้งใหญ่ที่อยู่ในมือ ให้เหล่าผู้นำที่อยู่ในห้องประชุม
เธอสอดประสานนิ้วมือ ก่อนจะลอบมองสีหน้าของทุกคนในห้อง เธอกำลังรอเวลาให้ทุกคนทำความเข้าใจในเอกสาร แต่ไม่ทันได้คิด เมื่อความโลภเข้าบังตา ความคิดก็จะถดถอยลง ต้องใช้เวลาพักหนึ่งในการยับยั้งชั่งใจ
แต่เธอก็ไม่คิดจะให้มีเวลานั้น
"อย่างที่ทุกท่านเห็น เหมืองผลึกฟาราฟจำนวนมากอยู่ในเขตฉนวนซากา หากแคว้นอาคาเซียร์อยู่ในมือเรา เหมืองพวกนี้ก็จะเป็นฝ่ายนอนรอให้พวกท่านมาฉกฉวยได้ตามใจ แลที่สำคัญเหมืองพวกนี้ จะถูกขุดไปสักนิดก็หาได้ไม่"
เธอรอก่อนพักหนึ่ง เพื่อให้ เหยื่อได้มีเวลาได้ดิ้นรน การตกปลาหากไม่ปล่อยสาย สายเอ็นก็คงไม่แคล้วที่จะขาด
จิตวิทยาอย่างหนึ่งในการควบคุมผู้คนคือ จงให้ผู้คนรู้สึกว่าตัวเองเป็นอิสระ หากเร่งเร้าเกินไปรังแต่จะเกิดการต่อต้าน
ก่อนจะกระตุกเบ็ดอีกครั้ง ด้วยการปล่อย ข่าวลวงครึ่งเท็จครึ่ง
"และที่สำคัญ เสือหมอบแมวเซา(หน่วยข่าวกรอง)ของเรารายงานว่า ชุดสำรวจเหมืองแร่ของฝั่งมนุษย์ ถูกจัดตั้งขึ้นมาแล้ว แต่ถูกยับยั้งเนื่องจากความตึงเครียดบริเวณชายแดน ข้าเกรงว่าหากเนิ่นนานไป มนุษย์รู้ตัวว่ามีอะไรอยู่ในมือ เราคงลำบากพอดูในการแย่งชิงครั้งนี้ "
นั่นเป็นเรื่องจริงที่ มนุษย์จัดตั้งหน่วยสำรวจเหมืองแร่ แต่อีกครึ่งที่เธอไม่ได้บอกก็คือ ชุดสำรวจเหมืองแร่ชุดนี้ ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร มนุษย์ไม่ได้สนใจจริงจังในทรัพย์พยากรของเขตฉนวน
จะเป็นอะไรไปเล่าเธอพูดเรื่องจริง เพียงแต่พูดไม่หมด เท่านั้นเอง
สุดท้ายเธอกระทุ้งเรื่องชาตินิยมเข้าไปอีก
"พวกท่านคิดเยี่ยงไร จะให้เราผู้มีวุฒิภาวะเพียงพอดูแลทรัพยากรของโลก หรือปล่อยให้พวกมนุษย์ผู้ป่าเถื่อนครอบครอง "
เธอเฝ้ารอใครสักคนที่จะมาคัดค้าน
เธอสูดหายใจพักหนึ่งก่อน ด้วยน้ำเสียงไร้ความลังเล
“เอาล่ะท่านทั้งหลาย เราจะบุกแดนมนุษย์ “
ครั้งนี้เธอเลือกแล้ว และเธอจะไม่เสียใจ
สงครามเริ่มต้นแล้ว พวกมนุษย์
****************************************