เรื่องสั้นไซไฟ "Lonely"

คราวนี้เป็นเรื่องสั้นแนวไซไฟที่ผมเขียนเอาไว้นานแล้วครับ อาจจะมีข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ผิดพลาดไปบ้างก็ขออภัยด้วยนะครับผม ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาติดตามอ่านนะครับ ^ ^




"Lonely"
by LooKeyPeople


"โอเคครับ ผมขอบอกเลยว่า นี่มันสุดยอดเกินที่ผมคิดไว้มากจริงๆ! ผมอยู่คนเดียวมาตลอดหลายอาทิตย์ แต่เชื่อมั๊ย ผมไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะพลังจากทุกคนช่วยให้ผมสดชื่อแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา อีกไม่นานมจะกลับไปแน่นอนครับ ผมรับประกันได้!"


สิ้นเสียงที่บันทึกลงในอินเทอร์คอมของยาน เขาก็เดินหน้าหาจุดลงจอดที่ผิวดวงจันทร์ทันที


นี่จะเป็นวันที่จักรวาลต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อมนุษย์เพียงคนเดียวที่มีชื่อว่า "เอริค ดอว์นตั้น" นักบินอวกาศหนุ่มที่เดินทางไปดวงจันทร์ด้วยตัวคนเดียว เพื่อไปตั้งรากฐานสำหรับมนุษย์ในอนาคตเพื่อไปอาศัยบนดวงจันทร์ โดยเขาจะไปเป็น "ผู้ทดลองอาศัย" คนแรกของโลกบนดวงจันทร์


การใช้ชีวิตบนดวงจันทร์ราบรื่นดี การเป็นอยู่และอาหารต่างๆก็มีพร้อม เว้นแต่เขาต้องเจอกับท้องฟ้ามืดสนิทและไม่มีเพื่อนคุยเลยซักคน แต่เขาก็บอกเองว่าเขาไม่เหงา ทำให้ไม่มีสิทธิ์จะมาบ่นอะไรอีก จะมีสิ่งบันเทิงก็แค่เสียง ปิ๊บ ปิ๊บ จากคอมพิวเตอร์ เพลงกับเกมแล้วก็หนังหลายๆเรื่องที่เอาติดยานมาด้วย งานของเขาก็คือการออกไปสำรวจรอบๆดวงจันทร์ว่าที่แห่งไหนอยู่ได้ ที่แห่งนั้นมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะจะตั้งถิ่นอาศัย ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งสมองและกำลังในคราวเดียว เพราะนอกจากจะต้องแบกโน่นแบกนี่ทั้งวันแล้วยังต้องมาคำนวณพิกัดที่ตั้งและอากาศที่เหมาะสมด้วย


เอริคไม่ได้คุยกับใครแม้แต่โทรศัพท์จากครอบครัวก็ไม่มีซักสาย ตลอดหลายสัปดาห์ที่ทำงานบนดวงจันทร์นี้ เขาเองก็เบื่อเหมือนกัน แต่เพราะการที่ทำงานโดยนับวันรอจะกลับไปที่โลกทำให้กำลังใจของเขามันพุ่งขึ้นมาได้เป็นอย่างดี


จนตอนนี้เขาอยู่บนดวงจันทร์มาแล้วทั้งสิ้น 3 เดือน 25 วัน ซึ่งใกล้วันจะหมดสัญญาแล้วอีกไม่กี่วันนี้ ทำให้เอริคเปิดแชมเปญฉลองกับตัวเอง โดยเอาตุ๊กตาหมีสองตัวที่ติดยานมาด้วย (เพราะรุ่นน้องผู้หญิงของเขาให้มา) มานั่งคุยกัน


"ไงพวก! พวกนายรู้ใช่มั๊ยว่าเราเจอกับอะไรมาบ้าง พวกเราสนุกกับความเงียบงันมานานหลายเดือน ถึงฉันจะบ่นกับพวกนายไปบ้าง แต่ในที่สุดเราก็จะได้กลับไปแล้ว! ฮิปฮิปฮูเร่!!!!!!" เขาเอาแก้วของตนไปชนกับแก้วที่วางอยู่สองใบ และทำตัวร่าเริงสุดๆ ทั้งๆที่กว่าจะได้กลับก็อีกตั้งหลายวัน แต่ถ้าเทียบกับการรอคอยตลอดหลายเดือน มันก็คุ้มค่าพอตัว


หลังจากฉลองเสร็จสิ้น เอริคก็เตรียมตัวไปสำรวจดวงจันทร์อีกเหมือนเดิม โดยใส่ชุดอวกาศออกไปและคราวนี้เป็นพิกัดที่ใกล้กับฐานมาก เขาเลยเดินออกไปไม่ใช้รถ


เขาออกไปทำเหมือนเดิมคือเอาเครื่องวัดมาตราส่วนที่จะแสดงค่าเป็นพิกัดทรงกลมแผ่ออกไปเป็นวงกว้าง ปักลงไปที่พื้นและรอการคำนวนจนเสร็จสิ้น ซึ่งตรงนี้ก็เป็นมุมที่มองเห็นโลกได้ชัดพอสมควร โลกที่เห็นจากตรงนี้เป็นโลกทรงกลมเกลี้ยง อยู่ไกลแต่เหมือนใกล้กันเหลือเกิน เอริคคิดว่าองค์การนี้ช่างใจร้ายนักที่ไม่ยอมมองระบบติดต่อกับโลกให้เลย เพราะเห็นว่ามันแค่ไม่กี่เดือน เลยสามารถรับคำสั่งโดยตรงได้จากคอมพิวเตอร์ตัวหลักที่ฐาน เขาชมโลกและยิ้มด้วยความตื้นตันใจ และมีกำลังที่จะอยู่บนดวงจันทร์ต่อไป


เอริคมองดูอยู่อย่างนั้น จนเขาเริ่มสังเกตถึงพื้นผิวของโลกที่ดูแล้วเคลื่อนไหวผิดธรรมชาติ ตรงส่วนสีฟ้าของน้ำที่ดูแล้วจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่คิดอะไรเพราะตอนนี้โลกก็ร้อนขึ้นอยู่แล้ว


แต่แล้วจู่ๆเขาก็มองเห็นรอยแยกบางอย่างที่ผิวดิน เขาจึงเข้าไปสังเกตมันอย่างใกล้ๆ


จนในที่สุด พื้นผิวทั้งหมดก็แยกออกจากกันเป็นแผ่นเล็กแผ่นน้อย!


เอริคตกใจมากและรีบเดินกลับฐานที่อยู่ใกล้แค่นิดเดียวและตั้งใจจะหาทางติดต่อกับโลก แต่ตอนนั้นเอง แผ่นดินทั้งหมดก็จมลงไปในผิวสีฟ้าของน้ำ กระแสน้ำที่เอริคเห็นก็แรงมากจนรู้สึกได้




ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ โลกก็แตกเป็นเสี่ยงๆต่อหน้าเขาทันที!!!






เอริคไม่มีเสียงอะไรออกมาจากปาก แม้ในอวกาศจะไม่มีเสียง แต่เสียงตู้มก็ดังสนั่นในหัวของเขาอย่างรุนแรง เขายืนดูสิ่ง ที่เห็นเบื้องหน้าด้วยอาการตกใจและช็อคจนขีดสุด เขายืนดูอยู่อย่างนั้นเป็นนานหลายนาที ยืนนิ่งเหมือนกับหุ่นลองเสื้อ....ตอนนี้ความมืดและเวิ้งว้างที่มีอยู่แล้วก็ค่อยๆเข้ามาในใจของเขาเรียบร้อยแล้วในตอนนี้


______________________________________________



[ โอเคครับ ผมขอบอกเลยว่า นี่มันสุดยอดเกินที่ผมคิดไว้มากจริงๆ! ผมอยู่คนเดียวมาตลอดหลายอาทิตย์ แต่เชื่อมั๊ย ผมไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะพลังจากทุกคนช่วยให้ผมสดชื่อแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา อีกไม่นานมจะกลับไปแน่นอนครับ ผมรับประกันได้! ]


เอริคเอาข้อความเสียงที่ตนเองบันทึกๆไว้มาฟัง เอริคนั่งอยู่ในห้องนอนของตนในฐาน เขาหยิบแชมเปญออกมากิน และนั่งอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรทั้งสิ้น เขาควักรูปถ่ายของเขากับพ่อแม่และน้องสาวออกมาดู และก็ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก....


เอริคร้องไห้หลายชั่วโมง ร้องจนแทบจะไม่มีน้ำตาเหลืออีก



แต่เขาก็พยายามลุกขึ้นมาทำกิจกรรมประจำวันต่อไปเหมือนปกติ ทั้งตื่นเช้ามาอาบน้ำ ออกกำลังกาย เขียนรายงานประจำวัน บันทึกเสียงลงอินเตอร์คอม ...และกดความสะเทือนใจเอาไว้เรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปเดือนกว่าๆ เขาเริ่มไม่ทำกิจกรรมประจำวันอีกแล้ว เขาตื่นขึ้นมาและทานอาหารเพียงมิ้อเดียวและนอนต่อ และตื่นขึนมาทำเหมือนเดิม ไม่อาบน้ำ ไม่โกนหนวด ไม่ทำอะไรมากกว่านั้นอีกเลย



จนในที่สุด เขาก็ล้าทั้งร่างกายและจิตใจ ร่างกายของเขาผอมซูบเหมือนกันคนจรจัด และไม่รู้วันเลาอีกว่ามันผ่านไปกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปีมาแล้ว...



และในวันหนึ่ง จู่ๆเขาเดินเข้าไปในห้องเก็บอาหาร และเดินหยิบ "มีดปอกผลไม้" ที่คมมากๆมา และตั้งใจกรีดลงไปที่ข้อมือซ้ายของเขาเอง


เอริคเฉือนลงไปที่ข้อมือ เขากดลงไปที่แผล พอเอามีดออก เลือดก็ไหลออกมาจากปากแผลเป็นทาง เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เขารีบวิ่งไปเอายาและผ้าปิดแผลมาปิดไว้ทันที เหงื่อของเขาไหลออกมากจนทำให้ปวดแสบปวดร้อนที่แผลมาก ความรู้สึกเหมือนโดนตัดข้อมือไปทั้งมือ


นั่นทำให้เขาเลิกคิดที่จะฆ่าตัวตาย ความเจ็บปวดทำให้เขาคืนสติขึ้นมาได้เล็กน้อย พอลองมองดูภาพสะท้อนของตนเอง เขารู้สึกสมเพชตนเองขึ้นมาอย่างมากมาย ทำให้เขาเริ่มลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างหลังจากทำแผลเสร็จ และลองไปค้นจดหมายเสียงในคอมพิวเตอร์หลักบนฐาน เผื่อจะมีข้อความที่เขาไม่ได้อ่านบ้าง จนเขาเจออยู่สามฉบับที่เขายังไม่ได้อ่าน ซึ่งมีทั้งข้อความแรกๆเมื่อหลายเดือนก่อนและข้อความที่พึ่งได้เมื่อไม่นานมานี้


เขาเปิดข้อความฉบับแรกฟัง


[ เอริค ดอว์นตั้น เราซาบซึ้งมากที่คุณออกไปปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ด้วยตัวคนเดียว มันเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดจริงๆ เพราะนักบินอวกาศหลายคนไม่ยอมไปเพราะคิดว่ามันเสี่ยงที่จะต้องอยู่คนเดียว ผมดีใจที่คุณยอมไป ขอให้โชคดีนะพวก! ]


เอริคฟังเสร็จและยิ้มกับตัวเองเล็กน้อย และเปิดข้อความฉบับที่สองฟัง


[ เอริค นี่ฉันเบิร์ทเพื่อนนายนะ ตอนนี้โลกกำลังแย่เลยมากๆเลย! พึ่งจะเกิดแผ่นดินไหวมาไม่นานก็มีสึนามิที่แถบเอเชียอีกแล้ว! ตอนนี้อากาศแย่มากๆทั้งร้้อนทั้งเหม็นชื้นเลย!.....โอ๊ะ! แย่แล้วเอริค! ตอนนี้น้ำท่วมสูงขึ้นมามากเลย! ถึงนายจะตอบกลับไม่ได้แต่ก็อยากให้รู้นะ ถ้านายทำได้มันจะมีประโยชน์ต่อมนุษย์มากที่จะอพยบไปอยู่บนนั้น ขอให้สำเร็จเพื่อนรัก! แล้วเราจะรอนะ! ]


เอริคฟังแล้ว รู้สึกหดหู่ยิ่งกว่าเดิมซะอีก เขาคิดว่าถ้าเขากลับไปเร็วกว่านี้ ทุกคนอาจจะมีโอกาสได้มานั่งกันอยู่ตรงนี้ เอริคจึงเปิดฉบับสุดท้ายทันที


[ สวัสดีค่ะพี่! นี่ฉันเอเลน่านะ ]


มันคือข้อความที่เอเลน่า ดอว์นตั้น น้องสาวของเขาส่งมา ทำให้เอริคตั้งในฟังมาก


[ ...ตอนนี้ไม่รู้ว่าพี่ทำอะไรอยู่ แต่ฉันอยากให้พี่รู้ว่า....พ่อกับแม่..ไม่อยู่แล้วนะ ]


และเสียงของเอเลน่าก็สะอื้นออกมาอย่างแรงจนแทบจะพูดไม่เป็นคำ


[ พวกท่านโดนตึกที่ถล่มลงมาทับ...ฉันมากับทีมกู้ภัยไม่มีเวลาไปหาศพมา ตอนนี้ฉันอยู่ในเรือดำน้ำใหญ่มาก
มีคนเยอะแอร์อัดเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นยังไงอีก แต่ฉันว่าโลกคงอยู่ได้อีกไม่นาน....ฉันเลยอยากให้พี่รู้ว่า
พ่อ แม่ ฉัน เพื่อนของพี่...รักและเป็นห่วงพี่เสมอนะคะ.....ข้าแด่พระองค์ ขอให้เราได้อยู่ด้วยกันบนสรวงสรรค์..... ]


และหลังจากนั้นเสียงก็ขาดหายไปทันที


เอริคฟังและน้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง เขาฟุบลงไปและนั่งสะอื้นอยู่ตรงนั้น....




ทำไมองค์การถึงไม่ติดระบบสื่อสารมากับยานด้วย?


ทำไมเขาถึงตกลงมาทำภารกิจนี้คนเดียว?


ทำไมโลกต้องถึงวาระสุดท้ายในตอนนี้?


คำว่า ทำไม ทำไม และ ทำไม ผุดขึ้นมาเป็นสิบเป็นร้อยประโยคคำถามในหัวของเอริค เขากลัวว่าเขาคงเป็น
บ้าแน่ถ้ายังทำแบบนี้อยู่ เขาจึงเลิกคิดและลองค้นทุกข้อมูลที่มีในคอมพิวเตอร์ และลองดูพวกไฟล์รูปภาพเก่าๆ
หนังที่ลงเอาไว้ และไปเจอบรรดาหนังไซไฟที่เขาชอบดู มีทั้ง สตาร์วอร์ส สตาร์เทร็ค ซีรีย์อิเอ็กส์ไฟล์ส เอริค
เป็นคนที่ชอบหนังไซไฟมาก เขาสนใจเรื่องอวกาศ มนุษย์ต่างดาว ยานอวกาศ มาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ทำให้เขาตั้ง
ใจเรียนและดั้นด้นจนมาทำงานเป็นนักบินอวกาศได้สำเร็จ



นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเขาถึงมาทำงานนี้




ด้วยเหตุนั้นเอง ทำให้เขามีความคิดบ้าๆอย่างหนึ่งว่า



ถ้าเขาเลิกคิดฆ่าตัวตาย และออกไปจากดวงจันทร์นี่ล่ะ....ถ้าเขาหลุดออกไปจนสุดจักรวาล เขาจะเจออะไรบ้างมั๊ยนะ?


เอริคเดินไปยังฐานเก็บ "ยานกู้ชีพ" และ "ยานสำหรับเดินทางไกล" ทั้งสองลำสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดเป็นสิ่งสุดท้ายของโลก เขาลองไปตรวจพลังงานที่ต้องใช้ในของยาน ปรากฏมันถูกสร้างขึ้นด้วยพลังงานแบบเดียวกับดวงอาทิตย์ที่สามารถสร้างพลังงานขึ้นมาเองได้ตลอดเวลา เอริคคาดว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาด พลังงานที่จะใช้ในยานทั้งสองนี้สามารถอยู่ได้ถึงห้าสิบปีเลยทีเดียว มันสามารถพาเขาไปไกลมากๆจนไม่สามารถคาดเดาได้....



เอริคเก็บของทุกอย่างยัดลงไปในยาน ทั้งเสบียงทั้งหมดและ "เครื่องผลิตอาหาร" ก็เอาไปไว้ในยานหมดทุกอย่าง แป๊บเดียวฐานทั้งฐานก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ เอริคเตรียมตัวเปิดพลังงานเร่งจนสุดพลังของยาน และเข้าไปนั่งในค๊อกพิตของยาน เตรียมตัวออกเดินทางจากฐาน ซึ่งเอริค ได้ติดตั้งระบบปิดตัวเองของฐานไว้แล้ว เมื่อยานออกจากฐาน ทุกอย่างจะหมดพลังและรวมกันที่ยานลำนี้ลำเดียวทันที


ตอนนี้สีหน้าของเอริคจากที่สลดหดหู่ กลายเป็นสีหน้าที่สดใส มุ่งมั่น และเต็มเปี่ยมด้วยแรงใจอีกครั้ง และหลังจากนั้นยานก็ออกจากฐานอย่างเต็มกำลัง พุ่งตรงออกไปจากพื้นผิวดวงจันทร์ขึ้นสูงลิบ และกำลังจะหลุดวงโคจรดวงจันทร์ในไม่ช้า


เอริคเอาเวเฟอร์กับน้ำอัดลมออกมากิน เอาเครื่องเล่น MP3 ออกมาเปิดเพลง "Accross The Universe" ของ The Beatles มาฟังอย่างชิวๆ และเปิดเครื่องบันทึกข้อความเสียงพร้อมกับบันทึกวิดีโอไปพร้อมกัน และตั้งระบบเป็นการส่งสัญญาณออกไปนอกตัวยานแบบสุ่ม ซึ่งมันจะไปติดที่สัญญาณวิทยุอะไรก็ได้ในตอนนี้....


"สวัสดีครับ ทุกคนที่อยู่ในจักรวาลแห่งนี้ ผม เอริค ดอว์นตั้น นักบินอวกาศประจำดาวโลก ถ้าใครติดตามข่าวมันก็คือดาวที่พึ่งแตกสลายไปนั่นแหละครับ ก็ไม่มีอะไรมากนะครับ เพราะยังไงผมว่าดาวอื่นก็คงฟังภาษาอังกฤษไม่ออก...เอาเป็นตอนนี้ผมว่างสุดๆไม่มีอะไรทำเลยครับ บ้านก็ไม่มีแล้วด้วย ถ้าดาวดวงไหนที่ผมเจอและไปลงจอดเป็นที่แรก...ก็ขออาหารต้อนรับดีๆละกันนะครับ แล้วเจอกันครับผม!"



เอริคปิดเครื่องบันทึก และนั่งฮัมเพลงไปเรื่อย ในที่สุดเขาก็หนีไม่พ้นที่ต้องทำภารกิจที่ต้องทำคนเดียวอีกครั้ง เพียงแต่ภารกิจคราวนี้ไม่ใช่คำสั่งจากใคร แถมตอนนี้เขายังรู้สึกสดชื่นเต็มเปี่ยมอีกต่างหาก.....



[The End.]
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่