ซื้อขาย 'ทุเรียนอ่อน' เงินสะพัด..ย้อมแมวผู้บริโภค ทำลายเศรษฐกิจผลไม้ไทยในตลาดโลกจริงหรือ??

กระทู้ข่าว
......................ประเทศไทย ผลิตทุเรียนเป็น อันดับ 1 ของโลก โดยมีตลาดภายในเป็นแหล่งรองรับผลผลิตส่วนใหญ่และมีการส่งออกทุเรียนในรูปของผลไม้สดเพิ่มขึ้นทุกปีซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจเป็นสินค้าที่มูลค่าสูงรัฐบาลถือเป็นนโยบายอันดับต้น ๆ จะผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออก ทำให้เกษตรกรผู้ผลิตและผู้ส่งออกขวนขวายหาแนวทางดำเนินการให้ดีที่สุด ความสำเร็จในการทำสวนทุเรียนขึ้นอยู่กับความสามารถของชาวสวนทุเรียนในการควบคุมปริมาณและคุณภาพของผลผลิตได้มากน้อยเพียงใด ออกสู่ตลาดเมื่อใด ปริมาณเท่าไรหรือมีคุณภาพดีเพียงใด รายได้ของชาวสวนขึ้นอยู่กับราคา ปริมาณ เวลา และคุณภาพ ของผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเป็นหลัก

                      ทุเรียน เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศโดยมีแหล่งผลิตในภาคตะวันออก (จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด) ภาคใต้ (จังหวัดชุมพร นราธิวาส และยะลา) สำนักงานเศรษฐกิจเกษตร (สศก.) ประมาณการว่าปี 2555 ผลผลิตทั้งประเทศจำนวน 491,594 ตัน แบ่งเป็น ภาคตะวันออก 304,800 ตัน ภาคใต้ 186,749 ตัน มีมูลค่าส่งออก 4,000 ล้านบาท โดยเฉพาะภาคตะวันออก อันได้แก่ จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด นั้นในปี 2555 ที่ผ่านมาจากสถานการณ์การผลิตทุเรียนมีเนื้อที่ยืนต้น 278,779 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 10,004 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 3 เนื้อที่ให้ผลผลิต 248,200 ไร่ ลดลง 11,343 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 4 และผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 1,244 กิโลกรัม ลดลง 82 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 6 ทำให้ผลผลิตโดยรวมลดลง 35,288 ตัน คิดเป็นร้อยละ 10 ผลผลิตร้อยละลดลงเนื่องจากผลผลิตต่อไร่ลดลงค่อนข้างมาก

                      สำหรับทุเรียน มีพันธุ์ที่นิยมเป็น พันธุ์หมอนทอง ชะนี ก้านยาว กระดุม พวงมณีและพันธุ์นกกระจิบ จากสภาพอากาศฝนหลงฤดูในช่วงปลายเดือนธันวาคม-มกราคม และปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ทุเรียนแตกใบอ่อน ดอกร่วง สลัดลูกทิ้งค่อนข้างมาก เนื้อที่ผลผลิตลดลงเนื่องจากโค่นต้นทิ้ง ต้นทุเรียนเป็นโรคโคนเน่า ต้นแห้ง ด้วงเจาะต้น  อัตราการรอดน้อยมาก ผลผลิตออกสู่ตลาด เริ่มกลางเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม โดยออกกระจุกตัวสูงสุดช่วงปลายเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ประมาณร้อยละ 44 หรือ 1.3 แสนตัน ผลผลิตส่วนมากออกมาพร้อมกันทำให้ปัญหาราคาตกต่ำ และยังเจอพ่อค้าที่เห็นแก่ได้ตัด “ทุเรียนอ่อน” ซึ่งเป็นทุเรียนด้อยคุณภาพปะปนมากับรถบรรทุกทุเรียนไปจำหน่ายยังโรงงานคัดบรรจุเพื่อส่งออกไปจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ สร้างความเสียหายและเสียชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมาโดยตลอด

                      ในพื้นที่ภาคตะวันอออก นายวิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีและนางสาวเบญจวรรณ อ่านเปรื่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เร่งดำเนินการออกมาตรการให้คณะทำงานตรวจสอบคุณภาพทุเรียน เพื่อหาแนวทางดำเนิน การแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพหรือทุเรียนอ่อน มีหน่วยงานสำนักงานเกษตรจังหวัด อัยการจังหวัด ผู้แทนผู้บังคับการตำรวจภูธร นายอำเภอเจ้าของพื้นที่ รับทราบปัญหา อุปสรรคและแนวทางแก้ไขโดยสรุปว่า คณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพทุเรียนมีจุดสกัดทุเรียนด้อยคุณภาพ เขตรอยต่อระหว่างจังหวัด ตรวจสอบไม่ได้คุณภาพให้ดำเนินคดีทันที

                     “ปัญหาการค้าทุเรียน” แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือส่วนของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ส่วนของพ่อค้าคนกลางหรือผู้มีอาชีพตัดทุเรียน และส่วนที่ 3 คือผู้ประกอบการค้าทุเรียนส่งออกที่เรียกว่า “ล้ง” และหากพบว่าบุคคลดังกล่าวจำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ เข้าข่ายความผิดดังนี้ (1) ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของนั้นเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับหรือ (2) การกระทำผิด พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 โดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือสาระสำคัญ ประการอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นของตนหรือของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีจับกุมผู้กระทำผิดได้จะส่งฟ้องศาลภายใน 48 ชั่วโมง สำหรับวิธีเลือกซื้อทุเรียนเพื่อบริโภค หากเป็น “ทุเรียนอ่อน” จะตรวจสอบน้ำหนักแห้งเนื้อทุเรียนด้วยเครื่องเตาอบไมโครเวฟ โดยเฉลี่ย พันธุ์กระดุม น้ำหนักแห้ง 28% แป้ง พันธุ์ชะนี น้ำหนักแห้ง 30% แป้ง พันธุ์หมอนทอง น้ำหนักแห้ง 32% แป้ง ถ้าเปอร์เซ็นต์ต่ำกว่านี้ถือว่าเป็นทุเรียนด้อยคุณภาพ

                     ปัจจุบันไทยส่งทุเรียนรายใหญ่ที่สุดในโลก รองลงมาคือ มาเลเซีย โดยพื้นที่ปลูกหลักอยู่ในภาคตะวันออกและภาคใต้มีปริมาณส่งออกไม่ต่ำกว่า 1 แสน 8 หมื่นตัน มูลค่ากว่า 4 พันล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น 10-15 เปอร์เซ็นต์ สำหรับตลาดในอนาคตของทุเรียนไทย มองไปที่ตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการผลิตทุเรียนมีกลิ่นน้อยและทั้งหมดนี้คืออนาคตของทุเรียนที่เป็น “ราชาผลไม้” ของไทย ที่มีทั้งอนาคตสดใสและปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขต่อไป ซึ่งผลผลิตทุเรียนที่เริ่มออกมาในช่วงนี้ ยังมีราคาค่อนข้างสูงเพราะเป็นช่วงต้นฤดูและปีนี้ทุเรียนเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอย่างมากทำให้ผู้ส่งออกมีการนำทุเรียนอ่อนไปจำหน่ายเพราะขายได้ราคาดีโดยไม่สนใจเรื่องคุณภาพและรสชาติของทุเรียน ซึ่งเรื่องนี้สร้างความหนักใจให้กับเกษตรจังหวัดระยองและจังหวัดจันทบุรีเพราะเป็นการทำ ลายชื่อเสียงของ ทุเรียนไทย จึงรียกร้องให้ผู้ส่งออกตระหนักถึงเรื่องนี้และให้ภาครัฐเร่งเข้ามากำกับดูแลก่อนที่ไทยจะสูญเสียตลอดไป ขณะที่ นายจิรากร โกศัยเสรี อธิบดีกรมวิชาการเกษตรสั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบไม่ให้มีการจำหน่ายทุเรียนอ่อนทั้งการส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศ

                      อย่างไรก็ตามมีแม่ค้าจำนวนไม่น้อยที่เอาเปรียบผู้บริโภคโดยการเอาทุเรียนที่แก่ไม่จัดมาขาย และยังใช้น้ำยาเร่งให้สุกเมื่อผู้บริโภครับประทาน จะเกิดอาการปวดท้อง อาหารเป็นพิษได้ ดังนั้นวิธีเลือกซื้อทุเรียนแบบง่าย ๆ คือ สังเกตเบื้องต้นว่ามีการทาน้ำยาเร่งสุกหรือไม่ โดยดูจากการตัดที่ขั้วทุเรียน ปกติการตัดทุเรียนลงจากต้น จะตัดติดขั้วยาวส่วนใหญ่ทำมุม 45 องศา และก่อนจะทายาเร่งสุกที่ขั้วทุเรียนจะตัดจนสั้นให้ใกล้ปลิงมากที่สุด (ลักษณะของขั้วตัดตรงขนานกับพื้น) การทายาเร่งสุก ไส้ทุเรียนจะร้อนทำให้เนื้อนิ่มเร็วขึ้นทั้ง ๆ ที่ทุเรียนยังไม่แก่ เพราะยาใช้เร่งสุกเป็นยาอันตราย (ยาทาหน้ายางเพื่อเร่งน้ำยาง) ดังนั้น ซื้อทุเรียนทุกครั้งต่อไปลองสังเกตดูว่า “ขั้วทุเรียนสั้นหรือยาว”.

ที่มา  http://www.dailynews.co.th/thailand/194440
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  เกษตรกรรม