เส้นใหญ่ใจเล็ก โดย สุริยวงศ์ เอื้อปฏิภาณ
คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12 (ที่มา:มติชนรายวัน 15 มี.ค.2556)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1363356554&grpid=&catid=02&subcatid=0207
มีการตั้งข้อสังเกตปนสงสัยว่า ทำไมบางพรรคการ เมือง และบางม็อบที่เคยมีบทบาทสูง จึงต่อต้านคัดค้านทุกครั้ง
เมื่อมีการพูดถึงกฎหมายนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดคดีการเมือง
หมายถึงการปลดปล่อยนักโทษ ผู้ต้องคดีความ อันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมา
ฝ่ายที่พยายามผลักดันการนิรโทษกรรม ยืนยันว่า กฎหมายนี้จะไม่ครอบคลุมถึงแกนนำ
ให้มีผลเฉพาะประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมการต่อสู้ทางการเมืองเท่านั้น
รวมทั้งแผ่กว้างถึงคดีความของทุกสี
แต่พรรคการเมืองและกลุ่มองค์กรทางการเมืองบางฝ่าย ก็ไม่เอาด้วย
ด้วยเหตุผลหลักที่พูดตลอดคือ รู้ทันว่ามีวาระแอบแฝง ต้องการล้างผิดให้คนโกง นิรโทษกรรมเพื่อคนคนเดียว
ยืนกรานอย่างหนักแน่นด้วยว่า พวกผมไม่เคยหนีคดี พร้อมรับผิดตามกระบวนการยุติธรรม
ดูเผินๆ เหมือนเท่มาก คล้ายยอมติดคุกเพื่อรักษากฎกติกาบ้านเมือง
แต่ความจริง คนที่ปฏิเสธการนิรโทษ ประกาศยอมติดคุกนั้น
พวกนี้ไม่เคยเข้าคุกเลย
ต่อให้โดนคดีร้ายแรงขนาดมีคนตายร่วมร้อย ต่อให้มีคดีขั้นก่อการร้ายสากล กระทบการบินนานาชาติ
กระทำต่อศูนย์บริหารราชการแผ่นดิน
ไม่เคยติดคุกแม้แต่วันเดียว
ตั้งข้อหากันไปกี่คดี ส่งกันไปกี่สำนวน ไม่เคยต้องผ่านคุกแม้แต่วันเดียว
ไม่ได้เรียกร้องว่าต้องติดด้วย แต่เรียกร้องความเท่าเทียม
เพราะอีกฝ่าย ติดคุกกันทุกระดับ ตั้งแต่แกนนำยันประชาชนที่เข้าร่วมการต่อสู้
ติดคุกเป็นปีๆ ป่านนี้ยังไม่ได้ออกมาเลยก็มาก แกนนำบางคนติดคุกไปแล้วออกมาไม่นานก็ต้องกลับเข้าไปอีก
นี่ไงคือความแตกต่าง อันนำมาสู่การกำหนดความคิด จุดยืน ของแต่ละฝ่าย
เบื้องหลังความดูดีมีหลักการ มาจากความได้เปรียบที่ตนเองมีอยู่หรือเปล่า
ทั้งที่วันนี้เป้าหมายของการเคลื่อนไหวนิรโทษกรรม มุ่งไปยังผู้ที่อยู่ในเรือนจำอันเนื่องจากเหตุการณ์สลายม็อบปี 2553
ซึ่งเป็นประชาชนที่ประสบความยากลำบากในชีวิตมาก
ขณะเดียวกันแม้แต่ฝ่ายม็อบอีกสี ซึ่งโดนความผิดเพราะการต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งโชคดีกว่าที่ยังไม่ติดคุก
แต่ก็สมควรได้นิรโทษเช่นกัน เพราะมิใช่ผิดในฐานะอาชญากร
เรื่องแบบนี้เป็นหลักสากล เป็นบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนทั่วโลก
อย่ามัวแต่กระหยิ่มที่พวกตนเองมีสถานะพิเศษ เป็นฝ่ายได้เปรียบในกระบวนการปัจจุบัน
แล้วเหยียบย่ำอีกฝ่าย ด้วยคำพูดหรูหรา เชื่อมั่นในระเบียบกฎหมายเสียเหลือเกิน
เส้นใหญ่แต่ใจเล็กจริงๆ
เส้นใหญ่ใจเล็ก
คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12 (ที่มา:มติชนรายวัน 15 มี.ค.2556)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1363356554&grpid=&catid=02&subcatid=0207
มีการตั้งข้อสังเกตปนสงสัยว่า ทำไมบางพรรคการ เมือง และบางม็อบที่เคยมีบทบาทสูง จึงต่อต้านคัดค้านทุกครั้ง
เมื่อมีการพูดถึงกฎหมายนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดคดีการเมือง
หมายถึงการปลดปล่อยนักโทษ ผู้ต้องคดีความ อันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมา
ฝ่ายที่พยายามผลักดันการนิรโทษกรรม ยืนยันว่า กฎหมายนี้จะไม่ครอบคลุมถึงแกนนำ
ให้มีผลเฉพาะประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมการต่อสู้ทางการเมืองเท่านั้น
รวมทั้งแผ่กว้างถึงคดีความของทุกสี
แต่พรรคการเมืองและกลุ่มองค์กรทางการเมืองบางฝ่าย ก็ไม่เอาด้วย
ด้วยเหตุผลหลักที่พูดตลอดคือ รู้ทันว่ามีวาระแอบแฝง ต้องการล้างผิดให้คนโกง นิรโทษกรรมเพื่อคนคนเดียว
ยืนกรานอย่างหนักแน่นด้วยว่า พวกผมไม่เคยหนีคดี พร้อมรับผิดตามกระบวนการยุติธรรม
ดูเผินๆ เหมือนเท่มาก คล้ายยอมติดคุกเพื่อรักษากฎกติกาบ้านเมือง
แต่ความจริง คนที่ปฏิเสธการนิรโทษ ประกาศยอมติดคุกนั้น
พวกนี้ไม่เคยเข้าคุกเลย
ต่อให้โดนคดีร้ายแรงขนาดมีคนตายร่วมร้อย ต่อให้มีคดีขั้นก่อการร้ายสากล กระทบการบินนานาชาติ
กระทำต่อศูนย์บริหารราชการแผ่นดิน
ไม่เคยติดคุกแม้แต่วันเดียว
ตั้งข้อหากันไปกี่คดี ส่งกันไปกี่สำนวน ไม่เคยต้องผ่านคุกแม้แต่วันเดียว
ไม่ได้เรียกร้องว่าต้องติดด้วย แต่เรียกร้องความเท่าเทียม
เพราะอีกฝ่าย ติดคุกกันทุกระดับ ตั้งแต่แกนนำยันประชาชนที่เข้าร่วมการต่อสู้
ติดคุกเป็นปีๆ ป่านนี้ยังไม่ได้ออกมาเลยก็มาก แกนนำบางคนติดคุกไปแล้วออกมาไม่นานก็ต้องกลับเข้าไปอีก
นี่ไงคือความแตกต่าง อันนำมาสู่การกำหนดความคิด จุดยืน ของแต่ละฝ่าย
เบื้องหลังความดูดีมีหลักการ มาจากความได้เปรียบที่ตนเองมีอยู่หรือเปล่า
ทั้งที่วันนี้เป้าหมายของการเคลื่อนไหวนิรโทษกรรม มุ่งไปยังผู้ที่อยู่ในเรือนจำอันเนื่องจากเหตุการณ์สลายม็อบปี 2553
ซึ่งเป็นประชาชนที่ประสบความยากลำบากในชีวิตมาก
ขณะเดียวกันแม้แต่ฝ่ายม็อบอีกสี ซึ่งโดนความผิดเพราะการต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งโชคดีกว่าที่ยังไม่ติดคุก
แต่ก็สมควรได้นิรโทษเช่นกัน เพราะมิใช่ผิดในฐานะอาชญากร
เรื่องแบบนี้เป็นหลักสากล เป็นบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนทั่วโลก
อย่ามัวแต่กระหยิ่มที่พวกตนเองมีสถานะพิเศษ เป็นฝ่ายได้เปรียบในกระบวนการปัจจุบัน
แล้วเหยียบย่ำอีกฝ่าย ด้วยคำพูดหรูหรา เชื่อมั่นในระเบียบกฎหมายเสียเหลือเกิน
เส้นใหญ่แต่ใจเล็กจริงๆ