ตอนที่ 9 ความจริง
สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าของอิกริด คือการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างพ่อของเขากับว่าที่จอมปิศาจผู้เคยเป็นน้องชายของผู้กล้าในอดีต ในตอนแรกมีเพียงธาตุหลักทั้งห้าเท่านั้นที่เป็นอาวุธของทั้งสอง เวทมนตร์ทั้งห้าอันแยกแขนงออกไปมากมายถูกงัดออกมาใช้อย่างครบถ้วนทุกกระบวนความ
ทุ่งหญ้ากว้างกลายเป็นแดนมิคสัญญีขนาดย่อม รอบด้านเต็มไปด้วยแท่งดินและน้ำแข็ง ร่องรอยการระเบิดครั้งใหญ่ติดกัน แม้ผืนป่าละเมาะแถบที่อิกริดหลบอยู่ยังโดนลูกหลงไปส่วนหนึ่ง อากาศถูกดูดน้ำออกไปเสียแห้งผาก หากบนท้องฟ้ากลับปกคลุมด้วยเมฆดำผืนกว้างใหญ่ราวกับจะกลืนกินท้องฟ้าเข้าไป ชาวบ้านใกล้ๆต่างเข้ามามุงดูอยู่ห่างๆ
ทั้งฝีมือและลวดลายการต่อสู้ของทั้งสองคนแสดงให้เห็นถึงระดับความสามารถที่สูงลิ่ว แม้แต่เขาตอนใช้ดาบวิเศษหรือแอนนาก็ยังเทียบไม่ได้แม้กระผีกริ้น!
เสียงคำรามของสายฟ้าและการเคลื่อนของผิวดินแสดงว่าการต่อสู้ยังไม่จบสิ้น อิกริดเฝ้ามองด้วยใจระทึก เขาอยากให้พ่อของเขาชนะจะได้จบๆเรื่องนี้เสียที แล้วเขาจะได้เดินทางไปเรื่อยๆเพื่อความต้องการของตน
มันจะง่ายเพียงนั้นเลยหรือ อิกริดคิด เหตุผลที่เขาได้ออกไปจากเมืองนี้คือการปรากฏตัวของจอมปิศาจ ถ้าจอมปิศาจถูกโค่นได้เขาได้ออกเดินทางต่อจริงหรือ อย่างร้ายคงถูกดึงตัวให้จ่อมจมกับที่นี่ต่อไปจนสิ้นลมหายใจเท่านั้นเอง
ระหว่างที่กำลังใคร่ครวญกันอยู่นั้นแอนนากับคนอื่นๆก็ควบม้ามาหยุดข้างลานต่อสู้ นางพยายามบังคับให้ม้าที่กำลังตื่นตระหนกเพราะเสียงระเบิดควบมาหาเขา นางคงฟื้นกำลังได้ส่วนหนึ่งแล้ว ดูจากสีหน้าและท่าทางการทรงตัว
“พ่อของเจ้ากับเวเบอร์หรืออิง” แอนนาลงจากหลังม้า นางลูบใบหน้าของม้าเบาๆไม่ให้มันตระหนกต่อการต่อสู้เบื้องหน้า ก้อนดินกับโลหะจากการระเบิดปลิวเข้าหาพวกเขา พอแอนนายกมือชิ้นส่วนพวกนั้นก็กระเด็นไปทางอื่น
ไม่ทันให้ทั้งคู่ทักทายกันการห้ำหั่นก็ยุติ ร่างสูงโปร่งแบบผู้วิเศษกระเด็นออกมากองกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ฝ่ายปราชัยคือพ่อของอิกริดนั่นเอง! ทั้งอิกริดและแอนนาต่างรีบวิ่งเข้าไปหาอย่างไม่คิดชีวิต
“ยอมให้ข้าผ่าเอาผลึกแก้วออกมาดีๆเสีย คงไม่ลำบากอย่างนี้” ร่างที่เคยสง่างามของเวเบอร์ขะมุกขะมอมมีร่องรอยบาดแผลทั่วตัวเหมือนพ่อของอิกริด หากแววตายังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ “นอนนิ่งๆข้าจะผ่าเอามันออกมา แล้วจะช่วยรักษาให้ก่อนหมดลม”
“ไม่มีวัน! ข้าไม่มีทางให้เจ้าได้สมหวังหรอก!” พ่อของอิกริดคำรามตอบ “ที่รัก ข้ากำลังจะไปหาเจ้าแล้ว...”
ร่างที่นอนกองอยู่เปล่งแสงหลากสี ความรู้สึกกดดันเข้าถาโถมอิกริดจนรู้สึกเหมือนลำไส้จะบี้แบน แอนนาดีดนิ้วกับตัวเองแล้วรีบพาตัวอิกริดออกห่างจากตรงนั้น
“เขากำลังทำให้พลังงานธาตุในร่างปั่นป่วน” แอนนาต้องใช้เวทมนตร์เพื่อช่วยให้เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น นางรีบใช้เวทมนตร์สร้างกำแพงดินสูงตระหง่านป้องกันพวกเขาเอาไว้ชั้นหนึ่ง “เมื่อถึงที่สุดพลังในร่างจะระเบิดออกมา ข้าไม่รู้ว่าพ่อเจ้าเหลือพลังมากแค่ไหน แต่คงไม่น้อยแน่”
ไม่ทันพูดจบก็เกิดแสงสว่างจ้าพร้อมเสียงคำรณก้องราวฟ้าผ่าลงมาสักสิบสาย สายลมและแรงกดดันทะลักออกมาจากศูนย์กลางการระเบิดซึ่งก็คือพ่อของอิกริด กำแพงดินที่แอนนาสร้างไม่ผิดอะไรกับเศษกระดาษ มันถูกฉีกกระชากจากกันแทบในทันทีที่มีเวทมนตร์สุดท้ายทำงาน อิกริดกดแอนนาลงกับพื้นป้องกันตัวจากอำนาจเวทมนตร์ประเภทแลกชีวิต จนทุกอย่างสงบนิ่ง ทุกสิ่งสงบราบคาบด้วยแรงระเบิด จุดต้นกำเนิดกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่โล่งเรียบ
ทว่า เป้าหมายที่ทำให้ต้องพลีชีพกลับไม่ได้รับผลจากการระเบิดแม้แต่น้อย รอบกายของเวเบอร์มีเทพธิดาสามองค์คุกเข่าประสานมือกันเพื่อคุ้มกันผู้ที่อยู่ภายในวงล้อม
“โง่จริง! นอกจากใช้เวทมนตร์ได้แล้วข้ายังใช้อาวุธวิเศษและเรียกสัตว์ปิศาจได้อีกด้วย แค่นี้ไม่ได้ผลกับข้าหรอก” ท่าทางเวเบอร์คงไม่ชอบใจนักที่เห็นวาระสุดท้ายของพ่อของอิกริด “ที่ไม่ใช้เพราะอยากให้เกียรติในฐานะคู่ต่อสู้หรอกนะ” จอมปิศาจเวเบอร์โบกมือ เทพธิดาทั้งสามก็หายตัวไปราวสายลม ผู้ยืนอยู่กลางซากระเบิดก้มตัวลงหยิบผลึกแก้วชิ้นหนึ่งขึ้นจากพื้นดิน
“ท่านพ่อ!”
“ท่านเอ็ดมันด์!”
ทั้งอิกริดและผู้คนรายรอบต่างตกตะลึงกับการแลกชีวิตของอดีตผู้นำตระกูล เวเบอร์สาวเท้าเข้ามาหาอิกริดอย่างไม่สะทกสะท้าน
ข้างในหัวของอิกริดขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกเลยสักนิด แม้จะไม่ค่อยถูกกันแต่นั่นคือพ่อของเขา ความสับสนเข้าถาโถมในหัวใจอีกครั้ง น้ำตาเริ่มไหลอย่างมิอาจกลั้น
“ข้าเข้าใจความรู้สึกตอนสูญเสียคนสำคัญไป” เวเบอร์กล่าว “ข้าไม่ได้อยากให้ลูกหลานต้องตายเลยสักนิด แต่ข้าไม่ปลอบเจ้าหรอกนะ”
กลางความยุ่งเหยิง ฟองแสงสีเหลืองทองปรากฏขึ้นข้างคนทั้งสาม ฟองแสงก่อตัวแน่นหนาเป็นห้องเล็กๆขนาดพอดีตัวคน เมื่อแสงจางลงจึงปรากฏร่างของผู้กล้าลาเวนเดอร์อยู่ข้างใน นางมองซ้ายขวาด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะปลดสัมภาระลงจากหลังเพื่อความคล่องตัว
“นั่นคือจอมปิศาจ!” แอนนาร้องขึ้นทั้งน้ำตา “อย่าเข้ามา!”
เมื่อได้ยินดังนั้นผู้กล้าก็ดึงดาบคู่ออกมาด้วยความเร็วปานลมพัด แล้วนางก็กลายเป็นลำแสงพุ่งตรงเข้าหาชายที่ถูกเรียกว่าจอมปิศาจทันควัน!
ดาบคู่ของนางถูกปัดเฉ ร่างผอมแกร่งถูกหยุดเอาไว้ด้วยมือข้างเดียว แขนของนางโดนจับยึดเอาไว้ด้วยความเร็วที่เหนือกว่า
“เจ้าคือผู้ที่จะเป็นผู้กล้าของยุคนี้สินะ” เวเบอร์แสดงความสนใจอย่างเปิดเผย “ใช้ได้นี่นา เมื่อข้าเตรียมวิญญาณนางพร้อมก็ต้องการร่างอีกด้วย เจ้าเหมาะที่จะมาเป็นร่างให้กับคนรักของข้าเมื่อนางคืนชีพขึ้น วิญญาณของเจ้ากับนางจะได้รวมเป็นหนึ่งเช่นเดียวกับข้าในตอนนี้...และเจ้าก็จะได้...”
ประโยคสุดท้ายอิกริดไม่ได้ยินเพราะเวเบอร์ดึงตัวนางไปกระซิบข้างหู ดูท่าทางผู้กล้าหญิงจะไม่ชอบเสียด้วย นางพยายามดิ้นรนให้หลุดจากการจับยึดจนอีกฝ่ายปล่อยตัวออกมาเอง
“ที่อยากพูดคือข้ารู้ใจพวกเจ้าทั้งสองคน” เวเบอร์พูดกับผู้กล้าหญิงและอิกริด เสมือนว่าแอนนาไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย “เอาไว้พบกันคราวหน้าค่อยว่ากัน ตอนนี้ข้าต้องขอตัวก่อน” พูดจบเวเบอร์ก็กลายเป็นลำแสงด้วยมนตร์เคลื่อนย้าย อิกริดคิดว่าเขาคงไปที่ซึ่งเก็บศิลาวิญญาณเอาไว้
เมื่อยกขบวนกลับบ้านพักได้แอนนาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ลาเวนเดอร์ฟังด้วยอาการโศกเศร้า ตั้งแต่นางกับอิกริดอยู่ร่วมในการคืนชีพของเวเบอร์ จอมปิศาจเวเบอร์ต้องการศิลาวิญญาณแต่พ่อของอิกริดขวางเอาไว้ แล้วก็จบลงด้วยความเงียบของคนรอบตัว
“ข้าทดลองใช้ผลึกเคลื่อนย้ายที่เพิ่งซื้อมา จึงสามารถมาที่นี่ได้ทันที” ลาเวนเดอร์ชูก้อนผลึกสีเหลืองอำพันให้พวกเขาดู “ข้ามีของฝากด้วยนะ เห็นว่าพวกเจ้าจะไปที่น้ำตกแห่งคำสัตย์...ข้าก็เลยแวะไปก่อนมาหาพวกเจ้า”
อิกริดลุกพรวดด้วยความดีใจ อย่างน้อยก็มีสิ่งทีช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นได้ นอกจากคำปลอบใจจากคนทั้งสอง
กระบอกไม้ไผ่ตัดหยาบๆถูกส่งเข้าสู่มือของอิกริด ข้างในคือน้ำบริสุทธิ์จากน้ำตกแห่งคำสัตย์ ชายหนุ่มสูดกลิ่นน้ำข้างในก่อนเทมันลงคออย่างเด็ดเดี่ยวพร้อมความต้องการรู้ความจริงทั้งหมด รสชาติหวานชื่นอยู่ชั่วขณะก่อนความขมขื่นจะแผ่ซ่านออกมา
ความมืดมิดเข้าครอบงำความรับรู้ของอิกริด แล้วเขาก็หลับลงอีกครั้ง...
(มีต่อ)
จอมเวทอมตะ ตอนที่ 9
สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าของอิกริด คือการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างพ่อของเขากับว่าที่จอมปิศาจผู้เคยเป็นน้องชายของผู้กล้าในอดีต ในตอนแรกมีเพียงธาตุหลักทั้งห้าเท่านั้นที่เป็นอาวุธของทั้งสอง เวทมนตร์ทั้งห้าอันแยกแขนงออกไปมากมายถูกงัดออกมาใช้อย่างครบถ้วนทุกกระบวนความ
ทุ่งหญ้ากว้างกลายเป็นแดนมิคสัญญีขนาดย่อม รอบด้านเต็มไปด้วยแท่งดินและน้ำแข็ง ร่องรอยการระเบิดครั้งใหญ่ติดกัน แม้ผืนป่าละเมาะแถบที่อิกริดหลบอยู่ยังโดนลูกหลงไปส่วนหนึ่ง อากาศถูกดูดน้ำออกไปเสียแห้งผาก หากบนท้องฟ้ากลับปกคลุมด้วยเมฆดำผืนกว้างใหญ่ราวกับจะกลืนกินท้องฟ้าเข้าไป ชาวบ้านใกล้ๆต่างเข้ามามุงดูอยู่ห่างๆ
ทั้งฝีมือและลวดลายการต่อสู้ของทั้งสองคนแสดงให้เห็นถึงระดับความสามารถที่สูงลิ่ว แม้แต่เขาตอนใช้ดาบวิเศษหรือแอนนาก็ยังเทียบไม่ได้แม้กระผีกริ้น!
เสียงคำรามของสายฟ้าและการเคลื่อนของผิวดินแสดงว่าการต่อสู้ยังไม่จบสิ้น อิกริดเฝ้ามองด้วยใจระทึก เขาอยากให้พ่อของเขาชนะจะได้จบๆเรื่องนี้เสียที แล้วเขาจะได้เดินทางไปเรื่อยๆเพื่อความต้องการของตน
มันจะง่ายเพียงนั้นเลยหรือ อิกริดคิด เหตุผลที่เขาได้ออกไปจากเมืองนี้คือการปรากฏตัวของจอมปิศาจ ถ้าจอมปิศาจถูกโค่นได้เขาได้ออกเดินทางต่อจริงหรือ อย่างร้ายคงถูกดึงตัวให้จ่อมจมกับที่นี่ต่อไปจนสิ้นลมหายใจเท่านั้นเอง
ระหว่างที่กำลังใคร่ครวญกันอยู่นั้นแอนนากับคนอื่นๆก็ควบม้ามาหยุดข้างลานต่อสู้ นางพยายามบังคับให้ม้าที่กำลังตื่นตระหนกเพราะเสียงระเบิดควบมาหาเขา นางคงฟื้นกำลังได้ส่วนหนึ่งแล้ว ดูจากสีหน้าและท่าทางการทรงตัว
“พ่อของเจ้ากับเวเบอร์หรืออิง” แอนนาลงจากหลังม้า นางลูบใบหน้าของม้าเบาๆไม่ให้มันตระหนกต่อการต่อสู้เบื้องหน้า ก้อนดินกับโลหะจากการระเบิดปลิวเข้าหาพวกเขา พอแอนนายกมือชิ้นส่วนพวกนั้นก็กระเด็นไปทางอื่น
ไม่ทันให้ทั้งคู่ทักทายกันการห้ำหั่นก็ยุติ ร่างสูงโปร่งแบบผู้วิเศษกระเด็นออกมากองกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ฝ่ายปราชัยคือพ่อของอิกริดนั่นเอง! ทั้งอิกริดและแอนนาต่างรีบวิ่งเข้าไปหาอย่างไม่คิดชีวิต
“ยอมให้ข้าผ่าเอาผลึกแก้วออกมาดีๆเสีย คงไม่ลำบากอย่างนี้” ร่างที่เคยสง่างามของเวเบอร์ขะมุกขะมอมมีร่องรอยบาดแผลทั่วตัวเหมือนพ่อของอิกริด หากแววตายังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ “นอนนิ่งๆข้าจะผ่าเอามันออกมา แล้วจะช่วยรักษาให้ก่อนหมดลม”
“ไม่มีวัน! ข้าไม่มีทางให้เจ้าได้สมหวังหรอก!” พ่อของอิกริดคำรามตอบ “ที่รัก ข้ากำลังจะไปหาเจ้าแล้ว...”
ร่างที่นอนกองอยู่เปล่งแสงหลากสี ความรู้สึกกดดันเข้าถาโถมอิกริดจนรู้สึกเหมือนลำไส้จะบี้แบน แอนนาดีดนิ้วกับตัวเองแล้วรีบพาตัวอิกริดออกห่างจากตรงนั้น
“เขากำลังทำให้พลังงานธาตุในร่างปั่นป่วน” แอนนาต้องใช้เวทมนตร์เพื่อช่วยให้เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น นางรีบใช้เวทมนตร์สร้างกำแพงดินสูงตระหง่านป้องกันพวกเขาเอาไว้ชั้นหนึ่ง “เมื่อถึงที่สุดพลังในร่างจะระเบิดออกมา ข้าไม่รู้ว่าพ่อเจ้าเหลือพลังมากแค่ไหน แต่คงไม่น้อยแน่”
ไม่ทันพูดจบก็เกิดแสงสว่างจ้าพร้อมเสียงคำรณก้องราวฟ้าผ่าลงมาสักสิบสาย สายลมและแรงกดดันทะลักออกมาจากศูนย์กลางการระเบิดซึ่งก็คือพ่อของอิกริด กำแพงดินที่แอนนาสร้างไม่ผิดอะไรกับเศษกระดาษ มันถูกฉีกกระชากจากกันแทบในทันทีที่มีเวทมนตร์สุดท้ายทำงาน อิกริดกดแอนนาลงกับพื้นป้องกันตัวจากอำนาจเวทมนตร์ประเภทแลกชีวิต จนทุกอย่างสงบนิ่ง ทุกสิ่งสงบราบคาบด้วยแรงระเบิด จุดต้นกำเนิดกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่โล่งเรียบ
ทว่า เป้าหมายที่ทำให้ต้องพลีชีพกลับไม่ได้รับผลจากการระเบิดแม้แต่น้อย รอบกายของเวเบอร์มีเทพธิดาสามองค์คุกเข่าประสานมือกันเพื่อคุ้มกันผู้ที่อยู่ภายในวงล้อม
“โง่จริง! นอกจากใช้เวทมนตร์ได้แล้วข้ายังใช้อาวุธวิเศษและเรียกสัตว์ปิศาจได้อีกด้วย แค่นี้ไม่ได้ผลกับข้าหรอก” ท่าทางเวเบอร์คงไม่ชอบใจนักที่เห็นวาระสุดท้ายของพ่อของอิกริด “ที่ไม่ใช้เพราะอยากให้เกียรติในฐานะคู่ต่อสู้หรอกนะ” จอมปิศาจเวเบอร์โบกมือ เทพธิดาทั้งสามก็หายตัวไปราวสายลม ผู้ยืนอยู่กลางซากระเบิดก้มตัวลงหยิบผลึกแก้วชิ้นหนึ่งขึ้นจากพื้นดิน
“ท่านพ่อ!”
“ท่านเอ็ดมันด์!”
ทั้งอิกริดและผู้คนรายรอบต่างตกตะลึงกับการแลกชีวิตของอดีตผู้นำตระกูล เวเบอร์สาวเท้าเข้ามาหาอิกริดอย่างไม่สะทกสะท้าน
ข้างในหัวของอิกริดขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกเลยสักนิด แม้จะไม่ค่อยถูกกันแต่นั่นคือพ่อของเขา ความสับสนเข้าถาโถมในหัวใจอีกครั้ง น้ำตาเริ่มไหลอย่างมิอาจกลั้น
“ข้าเข้าใจความรู้สึกตอนสูญเสียคนสำคัญไป” เวเบอร์กล่าว “ข้าไม่ได้อยากให้ลูกหลานต้องตายเลยสักนิด แต่ข้าไม่ปลอบเจ้าหรอกนะ”
กลางความยุ่งเหยิง ฟองแสงสีเหลืองทองปรากฏขึ้นข้างคนทั้งสาม ฟองแสงก่อตัวแน่นหนาเป็นห้องเล็กๆขนาดพอดีตัวคน เมื่อแสงจางลงจึงปรากฏร่างของผู้กล้าลาเวนเดอร์อยู่ข้างใน นางมองซ้ายขวาด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะปลดสัมภาระลงจากหลังเพื่อความคล่องตัว
“นั่นคือจอมปิศาจ!” แอนนาร้องขึ้นทั้งน้ำตา “อย่าเข้ามา!”
เมื่อได้ยินดังนั้นผู้กล้าก็ดึงดาบคู่ออกมาด้วยความเร็วปานลมพัด แล้วนางก็กลายเป็นลำแสงพุ่งตรงเข้าหาชายที่ถูกเรียกว่าจอมปิศาจทันควัน!
ดาบคู่ของนางถูกปัดเฉ ร่างผอมแกร่งถูกหยุดเอาไว้ด้วยมือข้างเดียว แขนของนางโดนจับยึดเอาไว้ด้วยความเร็วที่เหนือกว่า
“เจ้าคือผู้ที่จะเป็นผู้กล้าของยุคนี้สินะ” เวเบอร์แสดงความสนใจอย่างเปิดเผย “ใช้ได้นี่นา เมื่อข้าเตรียมวิญญาณนางพร้อมก็ต้องการร่างอีกด้วย เจ้าเหมาะที่จะมาเป็นร่างให้กับคนรักของข้าเมื่อนางคืนชีพขึ้น วิญญาณของเจ้ากับนางจะได้รวมเป็นหนึ่งเช่นเดียวกับข้าในตอนนี้...และเจ้าก็จะได้...”
ประโยคสุดท้ายอิกริดไม่ได้ยินเพราะเวเบอร์ดึงตัวนางไปกระซิบข้างหู ดูท่าทางผู้กล้าหญิงจะไม่ชอบเสียด้วย นางพยายามดิ้นรนให้หลุดจากการจับยึดจนอีกฝ่ายปล่อยตัวออกมาเอง
“ที่อยากพูดคือข้ารู้ใจพวกเจ้าทั้งสองคน” เวเบอร์พูดกับผู้กล้าหญิงและอิกริด เสมือนว่าแอนนาไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย “เอาไว้พบกันคราวหน้าค่อยว่ากัน ตอนนี้ข้าต้องขอตัวก่อน” พูดจบเวเบอร์ก็กลายเป็นลำแสงด้วยมนตร์เคลื่อนย้าย อิกริดคิดว่าเขาคงไปที่ซึ่งเก็บศิลาวิญญาณเอาไว้
เมื่อยกขบวนกลับบ้านพักได้แอนนาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ลาเวนเดอร์ฟังด้วยอาการโศกเศร้า ตั้งแต่นางกับอิกริดอยู่ร่วมในการคืนชีพของเวเบอร์ จอมปิศาจเวเบอร์ต้องการศิลาวิญญาณแต่พ่อของอิกริดขวางเอาไว้ แล้วก็จบลงด้วยความเงียบของคนรอบตัว
“ข้าทดลองใช้ผลึกเคลื่อนย้ายที่เพิ่งซื้อมา จึงสามารถมาที่นี่ได้ทันที” ลาเวนเดอร์ชูก้อนผลึกสีเหลืองอำพันให้พวกเขาดู “ข้ามีของฝากด้วยนะ เห็นว่าพวกเจ้าจะไปที่น้ำตกแห่งคำสัตย์...ข้าก็เลยแวะไปก่อนมาหาพวกเจ้า”
อิกริดลุกพรวดด้วยความดีใจ อย่างน้อยก็มีสิ่งทีช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นได้ นอกจากคำปลอบใจจากคนทั้งสอง
กระบอกไม้ไผ่ตัดหยาบๆถูกส่งเข้าสู่มือของอิกริด ข้างในคือน้ำบริสุทธิ์จากน้ำตกแห่งคำสัตย์ ชายหนุ่มสูดกลิ่นน้ำข้างในก่อนเทมันลงคออย่างเด็ดเดี่ยวพร้อมความต้องการรู้ความจริงทั้งหมด รสชาติหวานชื่นอยู่ชั่วขณะก่อนความขมขื่นจะแผ่ซ่านออกมา
ความมืดมิดเข้าครอบงำความรับรู้ของอิกริด แล้วเขาก็หลับลงอีกครั้ง...
(มีต่อ)