นี่คงเป็นกระทู้แรกสำหรับผม ปกติชอบนั่งอ่านกระทู้ห้องซีลิคอนฯ
สมมุติว่าเพื่อนผมชื่อสองก็แล้วกันนะครับ
ผมกับสองรู้จักกันตอนที่สอบเข้าเรียนวิทยาลัยเทคนิคประจำจังหวัด สาขาที่ผมเลือกเรียนคือ คอมฯธุรกิจครับ และผมก็ได้อยู่ห้องเดียวกับสอง ตอนที่เข้าห้องเพื่อพบอาจารย์ที่ปรึกษาของห้อง เราก็ทำความรู้จักกัน คือทั้งห้องก็แนะนำตัว บางคนก็มาจากโรงเรียนมัธยมเดียวกัน
โรงเีรียนมัธยมประจำจังหวัดที่ใหญ่ๆของจังหวัดผมจะมีสองโรงเรียนครับ คือมีถึงชั้น ม.6 ส่วนโรงเรียนอื่นๆจะมีถึงแค่ชั้น ม.3
ผมกับสอง เรามาจากคนละโรงเรียน...วันแรกที่เจอกันก็ปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเราค่อนข้างจะสนิทกันเร็วมาก ทั้งห้องมี 40 คนครับ
พอสักอาทิตย์กว่าๆ เริ่มรู้สึกว่าห้องเราจะแยกกันเป็นกลุ่มๆแล้ว กลุ่มแรกจะเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนมาก เรียบร้อย พูดเพราะ และแน่นอน ผมไม่ได้อยู่กลุ่มนี้ครับ กลุ่มนี้จะมีอยู่ 7-8 คน และอีกกลุ่มคือกลุ่มที่ผมอยู่จะมีประมาณสิบกว่าคน และสองก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ส่วนคนอื่นๆก็เรื่อยๆครับ
เราสิบกว่าคนจะสนิทกันมาก กินข้าวก็กินด้วยกัน ไปไหนก็ไปกันเป็นฝูงๆ (เวลาอาจารย์เรียกชอบพูดว่า ไปเรียกฝูงนั้นมาหาจารย์หน่อยสิ)
ก็ฮาๆรั่วๆกันไป ตามประสาวัยรุ่น เรียนบ้างโดดบ้าง แกล้งอาจารย์บ้าง ช่วงเวลานั้นเป็นอะไรที่สนุกมากจริงๆ มิตรภาพของคำว่าเพื่อนมันยิ่งใหญ่มากๆ ตอนนั้นผมคิดกับสองแค่เพื่อนนะครับ คิดว่ามันเป็นเพื่อนจริงๆ แกล้งกันเหมือนเพื่อนผู้ชาย และสองมันจะมีเสียงเป็นอาวุธ เวลามันเหวี่ยงทีนึงนี่ แสบแก้วหูสุดๆ สมัยก่อนจะชอบล้อชื่อพ่อแม่กัน (ไม่รู้เด็กสมัยนี้ยังทำอยู่มั้ยนะ) เรียกกันจนติดปาก โดนอาจารย์ทำโทษทั้งกลุ่ม (คิดแล้วก็ขำ)
พอเรียนจบ ต่างคนก็ต่างแยกย้าย บางคนก็ไปเรียนต่อ บางคนก็ทำงาน แต่พวกเราก็โทรคุยกันตลอดนะ
ส่วนเธอพอเรียนจบก็หางานทำ แล้วก็หาเรื่องเรียนไปด้วย (มันบอกว่าอยากมีตังค์ใช้เอง ไม่อยากขอแม่)
ส่วนผมก็ไปเรียนต่อที่ กรุงเทพฯ แต่เีรียนไม่จบครับ ก็ออกมาอยู่บ้านช่วยงานที่บ้านที่กรุงเทพฯ
ผมกับมันก็คุยโทรศัพท์กันไม่บ่อยนะ เดือนนึงครั้งสองครั้ง นานๆจะนัดเจอกันสักทีนึง
จนเมื่อปลายปีที่แล้ว มันโดนแฟนทิ้งครับ ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกนะ เพราะมันไม่ค่อยเล่าเรื่องแฟนให้ฟัง แต่ผมเห็นมันเพ้อในเฟสบ่อยๆ
ก็เลยถาม...ก็เลยรู้ จากนั้นมันก็เล่าๆสาเหตุให้ฟัง ผมก็ได้แต่ปลอบมันบ้าง ด่ามันบ้าง ผมรู้ว่าข้างนอกมันเข้มแข้ง แต่ข้างในนะมันไม่ไหวแล้ว
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ผมก็กลับไปเที่ยวบ้านที่ต่างจังหวัด ก็ันัดเจอมัน ชวนมันไปหาอะไรกินกันสองคน ตอนแรกนัดเพื่อนคนอื่นๆไว้ด้วยแต่ไม่มีใครว่างลงมาเลยสักคน!!!
ผมไม่เจอหน้าเพื่อนคนนี้มาเกือบปีกว่าๆไ้ด้แล้วมั้ง เห็นแต่รูปในเฟสที่มันอัพลงนั่นแหละ ผมรู้สึกว่ามันสวยขึ้นแฮะ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลย
ปกติมันจะ งี่เง่า ง๊องแง๊ง ตามเรื่องตามราวของมัน และที่มันเลิกกับแฟนก็เพราะเรื่องนี้แหละ (ผมไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ำหน้ามันดี)
หลังจากวันนั้นผมก็ขึ้นกรุงเทพฯกลับมาทำงานต่อครับ กลับมาได้สักสองอาทิตย์ได้มั้ง แม่ก็ใช้ให้กลับบ้านไปทำธุระอีก ช่วงนั้นใกล้ปีใหม่พอดี
ก็เลยโทรหามัน ชวนมันไปเคาท์ดาวน์สักหน่อย
วันที่ 31 ธันวาฯ ก็ไปรับมันที่บ้าน ไปซื้อโคมลอย แล้วก็ไปปล่อยที่ทะเล ทะเลตอนกลางคืนสวยนะครับ สวยมากจริงๆ ที่ชวนมันไปเพราะผมรู้ว่ามันชอบทะเล และมันก็ไม่เคยมาทะเลตอนกลางคืนแน่ๆ (ตอนมีแฟนผมเคยชวนแฟนมานั่งดูทะเลตอนกลางคืนครับ โรแมนติกมากๆ)
คืนนี้ผมว่าเพื่อนผมมันดูซึมๆ พูดน้อยผิดปกติ (ธรรมดาพูดไม่เคยทันมันเลยอ่ะ) ผมรู้ว่ามันยังทำใจไม่ได้ ผมก็เลยด่ามันนิดหน่อยครับ กะว่าทำให้มันโกรธมันจะได้ด่ากลับ และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ พอเที่ยงคืนก็ไปส่งมันที่บ้าน...
ผมไม่รู้นะว่า ความรู้สึกที่มากเกินกว่าคำว่าเพื่อนมันเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ ตอนไหน ไม่รู้เลยจริงๆ
พอผมกลับกรุงเทพฯ ผมรู้สึกว่าผมคิดถึงมัน ความรู้สึกมันไม่ธรรมดาแล้ว ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆครับ อยากเห็นหน้า อยากได้ยินเสียงที่มันด่า(ผมไม่ได้โรคจิตนะ แต่พอมันโมโหแล้วเหวี่ยง ผมว่ามันน่ารักว่ะ)
ผมโทรหามันบ่อยขึ้น บ่อยขึ้น เกือบทุกวันอ่ะ แต่คำพูดคำทักทายก็ยังเหมือนเดิมนะ อย่างเช่น อีดำ (ผมชอบบอกว่ามันดำ) เรียกชื่อแม่มันบ้างมันก็จะด่ากลับแล้วก็โม้เรื่องราวต่างๆที่มันเจอให้ผมฟัง แต่ก็แปลกนะ ผมกลับรู้สึกว่าผมอยากฟัง ทั้งๆที่บางเรื่องมันโครตไร้สาระเลย แต่ผมกลับตั้งใจฟัง
เวลาคุยกับมันก็เหมือนกับคุยกับเพื่อนๆคนอื่นๆ พูดคำด่าคำตามประสาเพื่อนสนิท
จนหลังๆผมชอบโพสเพลงแนวแอบรักเพื่อน บางทีก็ไปโพสหน้าวอลมันบ้าง โพสด่าบ้าง ให้กำลังใจมันบ้าง หลังนี่ออกแนวชู้สาว แต่อย่างว่าแหละครับ เพื่อนผมมันเป็นพวกความรู้สึกช้า
ผมทำอย่างนี้ทุกวัน โพสทุกวัน จนเพื่อนๆคนอื่นๆเข้ามาแซว บางคนก็โทรมาถาม พอผมบอก พวกมันก็เชียร์ผมนะ จนหลังๆเพื่อนๆมันเริ่มแซวหนักขึ้น แล้วมันคงเอะใจแหละครับ (บอกแล้วว่ามันความรู้สึกช้า)
ปกติถ้าไปโพสหน้าวอลมัน มันก็จะไลค์แล้วด่าตามมา มันเป็นปกติครับ แต่หลังๆมานี่มันไม่สนใจเลยครับ บางทีโทรไปก็รับบ้างไม่รับบ้าง
จนวันนึงมันส่งข้อความมาถามผมว่า...
แกคิดอะไรกับชั้นป่ะเนี่ย..........ผมอ่านแต่ไม่กล้าตอบกลับครับ ยอมรับว่ากลัว นั่งทำใจสักพักจึงตอบมันกลับไปว่า
ถ้าคิด? แกจะให้โอกาศมั้ยล่ะ....เอาเถอะชั้นรู้ว่าแกอึดอัด ยังไงๆแกกับชั้นก็เป็นเพื่อนกันตลอดไปอยู่แล้วนิ
ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนใครบีบท้อง ไม่รู้ว่าำเพราะอะไร แต่ผมไม่เคยมีความรู้สึกอย่างนี้เลยแฮะ ใจมันเต้นตึกๆแรงมากอ่ะ
สักพักเพื่อนผมมันก็ตอบกลับมา...
เป็นเพื่อนกันนะดีแล้ว ชั้นรักแกนะ แต่ความรู้สึกอ่ะได้แค่นี้จริงๆ ยังไงๆแกก็คือเพื่อนคนนึงที่ชั้นรักมากๆ อย่าให้คำว่าแฟนมาทำให้มิตรภาพของเรามันหายเลย แกคิดดูดิ ว่าคนที่เค้าคบกันเป็นแฟนนะ พอเลิกกันแล้ว

โคตรเจ็บปวดอ่ะ
แกคิดดูดิ คนเป็นแฟนกันอ่ะ จะด่ากันได้แบบเรามั้ย ตบหัวกัน ถีบกัน เตะกันได้เหรอ คิดดูดิ จริงม่ะ ยาย...(อันนี้ัมันล้อชื่อแม่ผมครับ)
ผมเงียบครับ ไม่รู้จะตอบมันไปว่าอะไรดี ผมรู้แค่ว่าผมเสียใจครับ และผมก็รู้ว่าเพื่อนผมมันก็ึคงจะเสียใจไม่น้อยไปกว่าผม
ผมคิดว่าผมตัดสินใจผิดที่บอกไป
ก่อนหน้านี้เวลาไม่สบายใจอะไร ผมสามารถแสดงความห่วงใยมันได้ ปลอบใจมันได้ บอกรักมันได้
แต่ตอนนี้แม้แต่โพสความรู้สึกลงหน้าวอล ตัวเองผมยังไม่กล้าเลยครับ
ผมมานั่งคิดๆดูแล้วก็จริงอย่างที่มันพูดนะ มิตรภาพของคำว่าเพื่อนมันยิ่งใหญ่จริงๆครับ ไม่มีอะไรมาขวางกั้นได้เลย
จนเมื่อสองวันก่อนผมตัดสินใจที่จะโทรไปหามัน ในใจนี่คิดว่ามันต้องไม่รับแน่เลย แต่สุดท้ายก็ได้ยินเสียงแปร๊ดๆของมัน
คำแรกที่ผมถามมันคือ ทำอะไรอยู่ มันบอกว่า กำลัง แด-ร-ก ข้าว
ได้ยินอย่างนี้ผมยิ้มเลยครับ แต่ถ้ามันตอบกลับมาว่า กำลังกินข้าว ผมคงพูดต่อไม่ออก
หลังจากนั้นผมก็บอกมันว่า ผมขอโทษ ขอโทษที่ทำให้มันรู้ึสึกไม่ดี ผมไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน ยังไง แต่ผมอยากให้มันเห็นผมเป็นเพื่อนที่มันพร้อมจะเล่าอะไรก็ได้ให้ผมฟัง เพื่อนที่มันด่าได้เหมือนเดิม แล้วผมก็เงียบครับ ส่วนสองก็เงียบ
สักพักมันก็บอกว่า เออๆ ยังไงผมก็ยังเป็นคนที่มันจะด่าได้เหมือนเดิม กวนตรีนได้เหมือนเดิมนะแหละ
แล้วผมกับมันก็คุยกันสักพัก มันก็ขอไปอาบน้ำนอน
ตอนนี้ผมคิดแค่ว่า อย่างน้อยๆผมก็ได้คุยกับมันบ่อยๆเหมือนเดิม ได้เถียงกัน ด่ากันบ้าง สนุกดี
บางทีโทรไปกวน TEEN มันบ้าง ชีวิตมีรสชาติ 5555
ผมพยายามที่ไม่รู้สึกอะไรกับมันมากไปกว่าคำว่าเพื่อน พยายามตลอด แต่บางทีมันก็จี๊ดๆแฮะ อย่างเช่น คุยกันแล้วมันเล่าว่ามีคนนู้นคนนี้มาจีบ มาขอเบอร์บ้าง อะไรบ้าง ผมก็ได้แต่เออออกับมัน แต่อย่างน้อยก็ยังรู้สึกดีที่มันบอกว่าตอนนี้ไม่อยากมีแฟน (ผมนี่รู้สึกดีขึ้นมาเยอะเลย 555)
ปีนี้ก็เข้าปีที่ 9 แล้วที่รู้จักกันมา ต่อไปต่างคนก็ต้องมีครอบครัว มีทางเดินที่จะต้องเดินไป แต่ิสิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมคือคำว่า เพื่อน
สิ่งนี้แหละครับที่ผมจะรักษาไว้ให้ดีที่สุด
เมื่อผมหลงรัก "เพื่อนสนิท"
สมมุติว่าเพื่อนผมชื่อสองก็แล้วกันนะครับ
ผมกับสองรู้จักกันตอนที่สอบเข้าเรียนวิทยาลัยเทคนิคประจำจังหวัด สาขาที่ผมเลือกเรียนคือ คอมฯธุรกิจครับ และผมก็ได้อยู่ห้องเดียวกับสอง ตอนที่เข้าห้องเพื่อพบอาจารย์ที่ปรึกษาของห้อง เราก็ทำความรู้จักกัน คือทั้งห้องก็แนะนำตัว บางคนก็มาจากโรงเรียนมัธยมเดียวกัน
โรงเีรียนมัธยมประจำจังหวัดที่ใหญ่ๆของจังหวัดผมจะมีสองโรงเรียนครับ คือมีถึงชั้น ม.6 ส่วนโรงเรียนอื่นๆจะมีถึงแค่ชั้น ม.3
ผมกับสอง เรามาจากคนละโรงเรียน...วันแรกที่เจอกันก็ปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเราค่อนข้างจะสนิทกันเร็วมาก ทั้งห้องมี 40 คนครับ
พอสักอาทิตย์กว่าๆ เริ่มรู้สึกว่าห้องเราจะแยกกันเป็นกลุ่มๆแล้ว กลุ่มแรกจะเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนมาก เรียบร้อย พูดเพราะ และแน่นอน ผมไม่ได้อยู่กลุ่มนี้ครับ กลุ่มนี้จะมีอยู่ 7-8 คน และอีกกลุ่มคือกลุ่มที่ผมอยู่จะมีประมาณสิบกว่าคน และสองก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ส่วนคนอื่นๆก็เรื่อยๆครับ
เราสิบกว่าคนจะสนิทกันมาก กินข้าวก็กินด้วยกัน ไปไหนก็ไปกันเป็นฝูงๆ (เวลาอาจารย์เรียกชอบพูดว่า ไปเรียกฝูงนั้นมาหาจารย์หน่อยสิ)
ก็ฮาๆรั่วๆกันไป ตามประสาวัยรุ่น เรียนบ้างโดดบ้าง แกล้งอาจารย์บ้าง ช่วงเวลานั้นเป็นอะไรที่สนุกมากจริงๆ มิตรภาพของคำว่าเพื่อนมันยิ่งใหญ่มากๆ ตอนนั้นผมคิดกับสองแค่เพื่อนนะครับ คิดว่ามันเป็นเพื่อนจริงๆ แกล้งกันเหมือนเพื่อนผู้ชาย และสองมันจะมีเสียงเป็นอาวุธ เวลามันเหวี่ยงทีนึงนี่ แสบแก้วหูสุดๆ สมัยก่อนจะชอบล้อชื่อพ่อแม่กัน (ไม่รู้เด็กสมัยนี้ยังทำอยู่มั้ยนะ) เรียกกันจนติดปาก โดนอาจารย์ทำโทษทั้งกลุ่ม (คิดแล้วก็ขำ)
พอเรียนจบ ต่างคนก็ต่างแยกย้าย บางคนก็ไปเรียนต่อ บางคนก็ทำงาน แต่พวกเราก็โทรคุยกันตลอดนะ
ส่วนเธอพอเรียนจบก็หางานทำ แล้วก็หาเรื่องเรียนไปด้วย (มันบอกว่าอยากมีตังค์ใช้เอง ไม่อยากขอแม่)
ส่วนผมก็ไปเรียนต่อที่ กรุงเทพฯ แต่เีรียนไม่จบครับ ก็ออกมาอยู่บ้านช่วยงานที่บ้านที่กรุงเทพฯ
ผมกับมันก็คุยโทรศัพท์กันไม่บ่อยนะ เดือนนึงครั้งสองครั้ง นานๆจะนัดเจอกันสักทีนึง
จนเมื่อปลายปีที่แล้ว มันโดนแฟนทิ้งครับ ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกนะ เพราะมันไม่ค่อยเล่าเรื่องแฟนให้ฟัง แต่ผมเห็นมันเพ้อในเฟสบ่อยๆ
ก็เลยถาม...ก็เลยรู้ จากนั้นมันก็เล่าๆสาเหตุให้ฟัง ผมก็ได้แต่ปลอบมันบ้าง ด่ามันบ้าง ผมรู้ว่าข้างนอกมันเข้มแข้ง แต่ข้างในนะมันไม่ไหวแล้ว
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ผมก็กลับไปเที่ยวบ้านที่ต่างจังหวัด ก็ันัดเจอมัน ชวนมันไปหาอะไรกินกันสองคน ตอนแรกนัดเพื่อนคนอื่นๆไว้ด้วยแต่ไม่มีใครว่างลงมาเลยสักคน!!!
ผมไม่เจอหน้าเพื่อนคนนี้มาเกือบปีกว่าๆไ้ด้แล้วมั้ง เห็นแต่รูปในเฟสที่มันอัพลงนั่นแหละ ผมรู้สึกว่ามันสวยขึ้นแฮะ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลย
ปกติมันจะ งี่เง่า ง๊องแง๊ง ตามเรื่องตามราวของมัน และที่มันเลิกกับแฟนก็เพราะเรื่องนี้แหละ (ผมไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ำหน้ามันดี)
หลังจากวันนั้นผมก็ขึ้นกรุงเทพฯกลับมาทำงานต่อครับ กลับมาได้สักสองอาทิตย์ได้มั้ง แม่ก็ใช้ให้กลับบ้านไปทำธุระอีก ช่วงนั้นใกล้ปีใหม่พอดี
ก็เลยโทรหามัน ชวนมันไปเคาท์ดาวน์สักหน่อย
วันที่ 31 ธันวาฯ ก็ไปรับมันที่บ้าน ไปซื้อโคมลอย แล้วก็ไปปล่อยที่ทะเล ทะเลตอนกลางคืนสวยนะครับ สวยมากจริงๆ ที่ชวนมันไปเพราะผมรู้ว่ามันชอบทะเล และมันก็ไม่เคยมาทะเลตอนกลางคืนแน่ๆ (ตอนมีแฟนผมเคยชวนแฟนมานั่งดูทะเลตอนกลางคืนครับ โรแมนติกมากๆ)
คืนนี้ผมว่าเพื่อนผมมันดูซึมๆ พูดน้อยผิดปกติ (ธรรมดาพูดไม่เคยทันมันเลยอ่ะ) ผมรู้ว่ามันยังทำใจไม่ได้ ผมก็เลยด่ามันนิดหน่อยครับ กะว่าทำให้มันโกรธมันจะได้ด่ากลับ และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ พอเที่ยงคืนก็ไปส่งมันที่บ้าน...
ผมไม่รู้นะว่า ความรู้สึกที่มากเกินกว่าคำว่าเพื่อนมันเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ ตอนไหน ไม่รู้เลยจริงๆ
พอผมกลับกรุงเทพฯ ผมรู้สึกว่าผมคิดถึงมัน ความรู้สึกมันไม่ธรรมดาแล้ว ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆครับ อยากเห็นหน้า อยากได้ยินเสียงที่มันด่า(ผมไม่ได้โรคจิตนะ แต่พอมันโมโหแล้วเหวี่ยง ผมว่ามันน่ารักว่ะ)
ผมโทรหามันบ่อยขึ้น บ่อยขึ้น เกือบทุกวันอ่ะ แต่คำพูดคำทักทายก็ยังเหมือนเดิมนะ อย่างเช่น อีดำ (ผมชอบบอกว่ามันดำ) เรียกชื่อแม่มันบ้างมันก็จะด่ากลับแล้วก็โม้เรื่องราวต่างๆที่มันเจอให้ผมฟัง แต่ก็แปลกนะ ผมกลับรู้สึกว่าผมอยากฟัง ทั้งๆที่บางเรื่องมันโครตไร้สาระเลย แต่ผมกลับตั้งใจฟัง
เวลาคุยกับมันก็เหมือนกับคุยกับเพื่อนๆคนอื่นๆ พูดคำด่าคำตามประสาเพื่อนสนิท
จนหลังๆผมชอบโพสเพลงแนวแอบรักเพื่อน บางทีก็ไปโพสหน้าวอลมันบ้าง โพสด่าบ้าง ให้กำลังใจมันบ้าง หลังนี่ออกแนวชู้สาว แต่อย่างว่าแหละครับ เพื่อนผมมันเป็นพวกความรู้สึกช้า
ผมทำอย่างนี้ทุกวัน โพสทุกวัน จนเพื่อนๆคนอื่นๆเข้ามาแซว บางคนก็โทรมาถาม พอผมบอก พวกมันก็เชียร์ผมนะ จนหลังๆเพื่อนๆมันเริ่มแซวหนักขึ้น แล้วมันคงเอะใจแหละครับ (บอกแล้วว่ามันความรู้สึกช้า)
ปกติถ้าไปโพสหน้าวอลมัน มันก็จะไลค์แล้วด่าตามมา มันเป็นปกติครับ แต่หลังๆมานี่มันไม่สนใจเลยครับ บางทีโทรไปก็รับบ้างไม่รับบ้าง
จนวันนึงมันส่งข้อความมาถามผมว่า...
แกคิดอะไรกับชั้นป่ะเนี่ย..........ผมอ่านแต่ไม่กล้าตอบกลับครับ ยอมรับว่ากลัว นั่งทำใจสักพักจึงตอบมันกลับไปว่า
ถ้าคิด? แกจะให้โอกาศมั้ยล่ะ....เอาเถอะชั้นรู้ว่าแกอึดอัด ยังไงๆแกกับชั้นก็เป็นเพื่อนกันตลอดไปอยู่แล้วนิ
ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนใครบีบท้อง ไม่รู้ว่าำเพราะอะไร แต่ผมไม่เคยมีความรู้สึกอย่างนี้เลยแฮะ ใจมันเต้นตึกๆแรงมากอ่ะ
สักพักเพื่อนผมมันก็ตอบกลับมา...
เป็นเพื่อนกันนะดีแล้ว ชั้นรักแกนะ แต่ความรู้สึกอ่ะได้แค่นี้จริงๆ ยังไงๆแกก็คือเพื่อนคนนึงที่ชั้นรักมากๆ อย่าให้คำว่าแฟนมาทำให้มิตรภาพของเรามันหายเลย แกคิดดูดิ ว่าคนที่เค้าคบกันเป็นแฟนนะ พอเลิกกันแล้ว
แกคิดดูดิ คนเป็นแฟนกันอ่ะ จะด่ากันได้แบบเรามั้ย ตบหัวกัน ถีบกัน เตะกันได้เหรอ คิดดูดิ จริงม่ะ ยาย...(อันนี้ัมันล้อชื่อแม่ผมครับ)
ผมเงียบครับ ไม่รู้จะตอบมันไปว่าอะไรดี ผมรู้แค่ว่าผมเสียใจครับ และผมก็รู้ว่าเพื่อนผมมันก็ึคงจะเสียใจไม่น้อยไปกว่าผม
ผมคิดว่าผมตัดสินใจผิดที่บอกไป
ก่อนหน้านี้เวลาไม่สบายใจอะไร ผมสามารถแสดงความห่วงใยมันได้ ปลอบใจมันได้ บอกรักมันได้
แต่ตอนนี้แม้แต่โพสความรู้สึกลงหน้าวอล ตัวเองผมยังไม่กล้าเลยครับ
ผมมานั่งคิดๆดูแล้วก็จริงอย่างที่มันพูดนะ มิตรภาพของคำว่าเพื่อนมันยิ่งใหญ่จริงๆครับ ไม่มีอะไรมาขวางกั้นได้เลย
จนเมื่อสองวันก่อนผมตัดสินใจที่จะโทรไปหามัน ในใจนี่คิดว่ามันต้องไม่รับแน่เลย แต่สุดท้ายก็ได้ยินเสียงแปร๊ดๆของมัน
คำแรกที่ผมถามมันคือ ทำอะไรอยู่ มันบอกว่า กำลัง แด-ร-ก ข้าว
ได้ยินอย่างนี้ผมยิ้มเลยครับ แต่ถ้ามันตอบกลับมาว่า กำลังกินข้าว ผมคงพูดต่อไม่ออก
หลังจากนั้นผมก็บอกมันว่า ผมขอโทษ ขอโทษที่ทำให้มันรู้ึสึกไม่ดี ผมไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน ยังไง แต่ผมอยากให้มันเห็นผมเป็นเพื่อนที่มันพร้อมจะเล่าอะไรก็ได้ให้ผมฟัง เพื่อนที่มันด่าได้เหมือนเดิม แล้วผมก็เงียบครับ ส่วนสองก็เงียบ
สักพักมันก็บอกว่า เออๆ ยังไงผมก็ยังเป็นคนที่มันจะด่าได้เหมือนเดิม กวนตรีนได้เหมือนเดิมนะแหละ
แล้วผมกับมันก็คุยกันสักพัก มันก็ขอไปอาบน้ำนอน
ตอนนี้ผมคิดแค่ว่า อย่างน้อยๆผมก็ได้คุยกับมันบ่อยๆเหมือนเดิม ได้เถียงกัน ด่ากันบ้าง สนุกดี
บางทีโทรไปกวน TEEN มันบ้าง ชีวิตมีรสชาติ 5555
ผมพยายามที่ไม่รู้สึกอะไรกับมันมากไปกว่าคำว่าเพื่อน พยายามตลอด แต่บางทีมันก็จี๊ดๆแฮะ อย่างเช่น คุยกันแล้วมันเล่าว่ามีคนนู้นคนนี้มาจีบ มาขอเบอร์บ้าง อะไรบ้าง ผมก็ได้แต่เออออกับมัน แต่อย่างน้อยก็ยังรู้สึกดีที่มันบอกว่าตอนนี้ไม่อยากมีแฟน (ผมนี่รู้สึกดีขึ้นมาเยอะเลย 555)
ปีนี้ก็เข้าปีที่ 9 แล้วที่รู้จักกันมา ต่อไปต่างคนก็ต้องมีครอบครัว มีทางเดินที่จะต้องเดินไป แต่ิสิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมคือคำว่า เพื่อน
สิ่งนี้แหละครับที่ผมจะรักษาไว้ให้ดีที่สุด