เรื่องนิดนิด สะกิดใจ

กระทู้สนทนา
ในวันที่อารมณ์ของผมขุ่นมัว วิธีการผ่อนคลายที่ดีที่สุด คือการได้นั่งอ่านหนังสือในที่สงบๆสักแห่ง และวันนี้ก็เช่นกัน ความเครียดจากการงานที่สะสมจนทำให้รู้สึกหงุดหงิด เมื่อถึงเวลาพักเที่ยง ผมจึงเดินเลือกหาร้านอาหารที่พบว่ามีลูกค้าน้อยที่สุด เพื่อที่จะมี’ที่ว่าง’เพียงพอ สำหรับผมและอาณาเขตสำหรับความหงุดหงิดที่ผมพามาเลี้ยงข้าวเที่ยงด้วยในวันนี้...

ร้านที่เลือกนี้ อันที่จริงก็เป็นเหมือนร้านประจำของผม (และโดยปกติ ด้วยเหตุผลในการเลือกร้านที่มีลูกค้าอยู่น้อยที่สุด เมื่อผมเป็นลูกค้าประจำของที่ไหน ที่นั่นมักจะเปิดบริการอยู่ได้ไม่นาน หากว่าชาร์ลส์ ดาร์วิน ยังมีชีวิตอยู่และได้มีโอกาสสังเกตพฤติกรรมของผม คงจะได้มีการประกาศทฤษฎี เกี่ยวกับการอยู่รอดของร้านอาหาร อะไรเทือกนั้นกันบ้างล่ะ)

เมื่อเลือกที่นั่งสำหรับผมและที่ว่างสำหรับ’เพื่อน’ของผมได้แล้ว พอสั่งอาหารไปเสร็จสรรพ ผมก็เริ่มต้นเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการ จากหนังสือที่ผมเตรียมมาด้วย โดยไม่อาทรต่อโลกแห่งความเป็นจริงรอบๆตัว

ระหว่างที่กำลังดื่มด่ำอยู่กับตัวอักษรนั้น ผมรู้สึกด้วยหางตาของตนเองว่า มีอะไรบางอย่างกำลังพยายามดึงผมออกมาจากจินตนาการ และเมื่อเงยหน้าขึ้นมา ก็พบว่าอะไรบางอย่างนั้น คือ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า’เด็ก’ นั่นเอง...

น้องโมจิ เด็กหญิงอายุประมาณ5-6ขวบ รูปร่างจ้ำม่ำ แม่ของเธอเป็นผู้จัดการและพ่อของเธอก็คือพ่อครัวของร้านนั่นเอง ด้วยน่าตาที่น่ารักบวกกับความขี้เล่นและไม่กลัวคนแปลกหน้าของเธอ ทำให้เธอเป็นเหมือนขวัญใจของลูกค้าเลยทีเดียว ผมสังเกตดูว่าโมจิจะรู้จักลูกค้าหลายๆคน สามารถที่จะเข้าไปคุยเล่นด้วยอย่างสนุกสนาน แต่ทว่าในบรรดาลูกค้าหลายๆคนที่เป็นแฟนคลับของเธอนั้น หึ หึ ย่อมไม่หมายรวมถึงผมเข้าไปด้วยอย่างแน่นอน...

ก็ทุกครั้งที่ผมไปที่ร้าน ผมมักจะไปนั่งหามุมสงบเพื่อที่จะอ่านหนังสือไปด้วยและกินไปด้วย เพียงเท่านั้น ใช่ เพียงเท่านั้นจริงๆ วันไหนรู้สึกว่าหนังสือสนุกก็กินข้าวช้าหน่อย วันไหนรู้สึกว่าอาหารอร่อยก็จะอ่านได้ช้าหน่อย(เพราะจะต้องตั้งใจใช้ทั้งสองมือในการกิน และก็จะต้องปิดๆเปิดๆหนังสือไปด้วย...นึกภาพออกไหมครับ?)

ด้วยอาการของผมดังนี้ จึงไม่เหลือที่ว่างและเวลาเพียงพอ สำหรับน้องโมจิ ที่จะแทรกเข้ามา  และอันที่จริงผมก็ไม่เห็นว่าเธอจะพยายามเข้าหาผมเลย (อาจเป็นเพราะแม้ว่าจะไม่กลัวคนแปลกหน้า แต่เธออาจจะกลัวคน’แปลกนิสัย’ก็เป็นได้)

แต่วันนี้ วันที่ผมสังเกตเห็นว่าที่ว่างของผมคงจะมากไปหน่อย เพราะ ณ ขณะนั้น ผมเป็นลูกค้าเพียงคนเดียวของร้าน!

เมื่อเงยหน้ามาสบกับรอยยิ้มของเธอ ผมจะทำยังไงได้ นอกจากการยิ้มตอบ แล้วรีบก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อไป โดยแกล้งไม่สนใจซะอย่างนั้น พร้อมนึกในใจว่า ‘สงสัย ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยอยากอยู่คนเดียว’

แต่อาการเมินเฉยนั้น ผมอาจจะทำได้ไม่แนบเนียนหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ  เพราะผมเห็นว่าแม่ขวัญใจประจำร้านยังพยายามวนเวียนอยู่รอบตัว ด้วยอาการวิ่งไปวิ่งมาอยู่ใน’ที่ว่าง’ ของผม พร้อมกับหัวเราะอย่างร่าเริง ‘อืม สนุกมากมั้ยจ๊ะ’ ผมได้แต่ถามอยู่ในใจ...

“นี่ หนูกินยาด้วย” เธอเริ่มการจู่โจมครั้งใหม่ ซึ่งทำให้ผมต้องจำใจวางหนังสือที่อ่าน เพราะจะแกล้งทำไม่สนใจ ก็ แหม คงใจดำเกินไป แล้วผมต้องแสดงอาการเป็นห่วง(ที่ไม่สบาย) หรือ ชื่นชม(ที่กินยาเอง) กันหนอ
“หนูก็เก่งอ่ะสิ กินยาเองด้วย” เมื่อเอ่ยไปอย่างนั้น ก็เห็นว่าเด็กหญิงพยักหน้าอย่างพอใจ
    
    ‘อืม พอใช้ได้’ ผมนึกในใจแล้วก็กะจะหยิบหนังสือมาอ่านต่อ  แต่กลับพบว่าเธอยังจ้องหน้าผมอยู่อย่างนั้น

    “...แล้วหนูไม่สบายเป็นอะไรครับ”
    “หนูไม่สบาย เมื่อวานนี้ แม่ให้กินยา หนูเลยกินยาเอง หนูกินข้าวด้วย กินผักเยอะด้วยนะ แม่บอกให้กินผักเยอะๆ หนูก็กิน แล้วเดี๋ยวหนูก็ตัวโต”
    “เอ่อ ...  โห เก่งจัง”

    เธอทำท่าทางรีรออะไรอยู่สักพัก เหมือนกับจะมองหาความยุติธรรมในแง่ของจำนวนคำพูดหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ แต่เมื่อเห็นว่าคงไม่มีประโยชน์ และผมเองก็กำลังเอื้อมมือไปหยิบหนังสืออีกครั้ง โมจิน้อยก็ดูเหมือนว่าจะละความพยายามและกำลังจะเดินออกจากที่ว่างของผมไป
    
    แต่แล้วเธอก็หันหน้ากลับมาอีกครั้งและเอ่ยว่า ...
    “ลูกกินยา แต่พ่อกินเหล้า ฮะ ฮะ ฮะ”

    ผมถึงกับหัวเราะพรืดออกมาทางจมูก นี่คงเป็นไม้ตายของหนูน้อยขวัญใจประจำร้านคนนี้เป็นแน่แท้ เพราะด้วยมุขนี้ของเธอ ทำให้ผมต้องหันมาคุยกับโมจิน้อยอย่างจริงจัง และไม่ได้สนใจจะอ่านหนังสืออีกเลย จนที่สุดแล้วผมก็ต้องขอสมัครเป็นแฟนคลับของเธอด้วยคน (เด็กอาไร้....)

    ผมควรจะจบเรื่องราวไว้เท่านี้ ถ้าไม่บังเอิญมีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นกับผม เพราะผมพบว่าเมื่อเวลาที่ออกมาจากร้านแล้ว เจ้าความหงุดหงิดเพื่อนยาก ไม่ได้เดินออกมากับผมด้วย กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตลอดทั้งวันนั้น(และในหัวของผมมีแต่คำว่า’ลูกกินยา แต่พ่อกินเหล้า’)

ทั้งที่ในทุกๆครั้ง แม้ผมจะทิ้งอารมณ์ขุ่นมัวไปในระหว่างการอ่านหนังสือ(พร้อมกินข้าว)ได้  แต่เมื่อกลับมาทำงานอีกครั้ง  เจ้าเพื่อนตัวดีของผมก็เดินตามมาด้วยทุกครั้ง  ไม่เห็นมีครั้งไหนจะหายไปเหมือนครั้งนี้

    สงสัยผมคงต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ถามน้องโมจิในคราวหน้า เพราะคิดว่าเธอน่าจะเป็นคนสุดท้าย ที่ได้เห็นความหงุดหงิดของผม (ไม่แน่ว่าเธอ อาจจะพาเพื่อนยากของผมไปกินข้าวเยอะๆ กินผักเยอะๆ เหมือนเธอก็ได้ แต่  เอ แล้วคราวหน้า ไอ้เจ้าความหงุดหงิดนี่จะตัวโตสักแค่ไหนกันนะ...)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่