เพิ่งจะดูรายการ "พื้นที่ชีวิต"
ที่เกี่ยวกับกำแพงเบอรลินจบ
เลยมานั้งเขียนบทความจากความรู้สึก
รบกวนติชมด้วยนะครับ
*******************
-------- "กำแพง" --------
*******************
“กำแพง”
ในความหมายของคนทั่วไป
อาจหมายถึงสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะเป็นแนวยาว
ซึ่งเอาไว้ใช้สำหรับป้องกันภัยอันตราย
จากภายนอกกำแพง แต่กับ กำแพงเบอรลิน
จุดประสงค์ของมันไม่ใช่เพื่อป้อกันอันตราย
แต่มันใช้เพื่อ
แบ่งแยกผู้คนภายในประเทศออกจากกัน”
หากจะให้กล่าวถึงประวัติของกำแพงนี้ มันคงยาวววว
เกินกว่าที่ผมจะเรียบเรียง แต่จะกล่าวคร่าวๆก็คือ
เป็นกำแพงที่สร้างมาในสมัย
ที่เยอรมันถูกแบ่งแยกออกเป็นสองฝั่ง
ในยุคสมัยที่คอมมิวนิสยังคงปรกครองอยู่
นั้นคือ เยอรมันตะวันออก
และเยอรมันตะวันตก ไม่ให้ไปมาหาสู่กัน
ประวัติศาสตร์ สำหรับผมแล้ว
คือสิ่งที่เอาไว้ใช้ในการเตือนใจคนรุ่นหลัง
ให้เรียนรู้กับประวัติศาสตร์
และไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอีก
นี่คือคอนเซปเกี่ยวกับ “กำแพง” ที่เป็นแรงบันดาลใจ
ปลุกไฟให้ผมในค่ำคืนที่ช่างเงียบสงบแบบนี้
สิ่งที่ผมต้องการจะหยิบมาเขียนในวันนี้
มันอาจไม่กำแพงที่เป็นสิ่งปลูกสร้าง
แต่ถึงกระนั้น
ความหมายของกำแพงที่ผมจะกล่าวถึง
ยังคงจุดประสงค์เดิมของมัน
นั้นคือ การเอาไว้แบ่งแยก
ระหว่างสิ่งที่อยู่ในและนอกกำแพง
ให้ออกจากกัน
กำแพงนั้นมันอยู่ไม่ไกลหรอกครับ
มันอยู่ภายในตัวเรา
และเราก็เป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง
เราอาจมองไม่เห็นถึงรูปลักษณ์ชัดเจนที่แตกต่างออกไป
ตามแต่บุคคลผู้นั้นจะสรรค์สร้าง
โดยผ่านกระบวนการผลิตอิฐที่จะนำมาก่อกำแพงชนิดนี้
ขึ้นจากความคิดที่เราคิดผ่านการกลั่นกรอง จากสมอง
ฉาบด้วยปูนแห่งค่านิยม
เพื่อผสานกำแพงชนิดนี้ให้แน่น
ให้แข็งแรงและมั่นคงยิ่งขึ้น
ลองมองๆดูถึงความเป็นจริงในรอบๆตัวของเรา
จากที่สองตาดวงกลมๆน้อยๆของเราได้มองเห็นสิครับ
ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่อยู่หลังกำแพงสองแห่ง
ซึ่งทาสีกำแพงทั้งสองสีนั้นต่างกัน
คนกลุ่มนั้น ก็ยังคงมีให้เห็นรอบๆตัวเรา
และในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านั้น
ก็ยังคงพยายามที่จะดึงคนนอกกำแพง
หรือคนที่อยู่กำแพงอีกฝากให้มาอยู่ภายใต้กำแพงสีนั้นๆ
โดยที่กำแพงสูงตระหง่านที่ต่างฝ่ายต่างสร้างกันขึ้นมา
ต่างมีอุดมการณ์ และทัศนคติที่ต่างกันออกไป
แต่จริงๆแล้วอย่างหนึ่งที่ผมเชื่อว่า
สิ่งที่คนในกำแพงทั้งสองอยากมีเหมือนกัน
นั้นก็คือ “อิสรภาพ” และอยากเห็นประเทศไทยดีขึ้น
ซึ่งก็ไม่ต่างจากเราทุกๆคนที่อยากให้เป็นแบบนั้น
แต่ผมเองก็ไม่อาจทราบได้
ว่าเบื้องหลังกำแพงของสีไหนคืออะไร
ผมจึงบรรยายคุณลักษณะออกมาได้แค่เปลือกนอก
เพียงเท่านั้น
เราทุกคนโหยหาซึ่งอิสรภาพ
ทั้งในด้านของการกระทำ และคามคิด
ที่เราสมควรได้รับตามสิทธิของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งบนโลก
ที่อวดอ้างสรรพคุณของตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐแล้ว
แต่เราอาจจะลืมคิดไป ว่าอิสรภาพ บางครั้ง
มันก็จำเป็นที่จะต้องมี ขอบเขต
ขอบเขตที่เราเรียกมันว่า “กฎหมาย”
ที่สร้างขึ้นเพื่อไม่ให้อิสระของหลายๆคน
ไปก้าวทับอิสระของคนอื่น แต่ทว่า
ก็ยังมีคนอีกไม่น้อย
ที่พยายามใช้ช่องว่างในรูเล็กๆของกำแพงกฎหมายนี้
เพื่อออกไปกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเอง
ซึ่งบางที คนในกำแพงกฎหมาย อาจจะรู้
อาจจะมองเห็น แต่เราก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจ
ด้วยเหตุเพียง “ไม่ใช่เรื่องของเรา”
จริงๆแล้วมันยังมีกำแพงอีกมากมาย
ที่เกิดขึ้นกับทั้งตัวของเรา
และคนในสังคมของเรา
ผมอยากให้ทุกคนลองเอา “ค้อน” อันเล็กๆ
ที่เราทุกคนเรียกมันว่า “คุณธรรม” ค่อยๆแงะ ค่อยๆรื้อ
กำแพงแห่งความฎิฐิ หวาดระแวง เห็นแก่ตัว และอะไรอื่นๆ
ที่เราได้เป็นคนสร้างมันไว้ให้มันบางลงซักนิด
ผมยังถือว่าตัวเองโชคดีอย่างหนึ่งที่เกิดมาในยุค
ที่อินเตอร์เนตเป็นตัวช่วย
ในการถ่ายทอดความคิดได้อย่างรวดเร็ว
และในยุคที่ผมยังมีสิทธิที่จะได้รับฟัง
ความคิดของคนอีกมายมาย
จากทั่วประเทศ และทั่วโลก
ผมหวังว่าสังคมในอุดมคติของผม
และของคนอีกหลากหลายคน มันอาจจะคล้ายๆกัน
คืออยากเห็น วันที่ทุกๆทำแพง
มารวมกันเป็นกำแพงที่หนาแน่น
ที่ป้องกันคนที่อยู่ภายในให้สามารถอยู่อย่างมีอิสรเสรี
และมีความสุขข้างหลังกำแพงแห่งนั้นได้
เอาละครับ เริ่มต้นจากวินาทีนี้ ค่อยค่อยทุบ
ค่อยๆรื้อ ก่อนอิฐที่ละก้อนๆ ออกจากตัวของเราเถอะครับ
เราไม่จำเป็นต้องเอากำแพงภายในใจเราออกหมด
เราอาจเหลือมันไว้ เพื่อให้มันได้ทำหน้าที่ของกำแพง
ในการปกป้องเราจากอันตรายนอกกำแพง
แต่ผมอยากให้กำแพงนั้น มันไม่สูงจนเกินไป
จนคนอื่นไม่สามารถเข้ามาผูกสัมพันธ์
หรือพูดคุย กับคนหลังกำแพงได้เลย
หวังว่าผมจะได้เข้าไปเยี่ยมเยียน
ในหลังกำแพงบางๆ
ของพวกคุณบ้างนะครับ
ส่วนกำแพงในใจของผมนั้น มั
นมีประตูบานเล็กๆ
ที่เพียงแค่คุณกดออดเบาๆ
ผมก็พร้อมที่จะออกไปต้อนรับคุณ
ให้เข้ามาเยี่ยมชม
ภายในกำแพงของผมแล้วละครับ
-----------------------------------------
ขอบคุณรายการ “พื้นที่ชีวิต LifeExplorerTV ”
ตอนกำแพงเบอรลิน
ที่เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนบทความนี้
และขอบคุณพี่นิ้วกลม Roundfinger ที่นำเสนอความคิดดีๆ
ให้ผมได้ ตกผลึก ในสมองของผมอีกหนึงเรื่อง
--------------------------------------
ขอบคุณทุกคนที่อ่านด้วยนะครับ
ช่วยรบกวนติชม เพื่อเป็นการพัฒนา
ในงานชิ้นต่อไปครับ 
ไข่คุง
24/1/2556

--กำแพง--
เพิ่งจะดูรายการ "พื้นที่ชีวิต"

ที่เกี่ยวกับกำแพงเบอรลินจบ
เลยมานั้งเขียนบทความจากความรู้สึก
รบกวนติชมด้วยนะครับ
*******************
-------- "กำแพง" --------
*******************
“กำแพง”
ในความหมายของคนทั่วไป
อาจหมายถึงสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะเป็นแนวยาว
ซึ่งเอาไว้ใช้สำหรับป้องกันภัยอันตราย
จากภายนอกกำแพง แต่กับ กำแพงเบอรลิน
จุดประสงค์ของมันไม่ใช่เพื่อป้อกันอันตราย
แต่มันใช้เพื่อ
แบ่งแยกผู้คนภายในประเทศออกจากกัน”
หากจะให้กล่าวถึงประวัติของกำแพงนี้ มันคงยาวววว
เกินกว่าที่ผมจะเรียบเรียง แต่จะกล่าวคร่าวๆก็คือ
เป็นกำแพงที่สร้างมาในสมัย
ที่เยอรมันถูกแบ่งแยกออกเป็นสองฝั่ง
ในยุคสมัยที่คอมมิวนิสยังคงปรกครองอยู่
นั้นคือ เยอรมันตะวันออก
และเยอรมันตะวันตก ไม่ให้ไปมาหาสู่กัน
ประวัติศาสตร์ สำหรับผมแล้ว
คือสิ่งที่เอาไว้ใช้ในการเตือนใจคนรุ่นหลัง
ให้เรียนรู้กับประวัติศาสตร์
และไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอีก
นี่คือคอนเซปเกี่ยวกับ “กำแพง” ที่เป็นแรงบันดาลใจ
ปลุกไฟให้ผมในค่ำคืนที่ช่างเงียบสงบแบบนี้
สิ่งที่ผมต้องการจะหยิบมาเขียนในวันนี้
มันอาจไม่กำแพงที่เป็นสิ่งปลูกสร้าง
แต่ถึงกระนั้น
ความหมายของกำแพงที่ผมจะกล่าวถึง
ยังคงจุดประสงค์เดิมของมัน
นั้นคือ การเอาไว้แบ่งแยก
ระหว่างสิ่งที่อยู่ในและนอกกำแพง
ให้ออกจากกัน
กำแพงนั้นมันอยู่ไม่ไกลหรอกครับ
มันอยู่ภายในตัวเรา
และเราก็เป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง
เราอาจมองไม่เห็นถึงรูปลักษณ์ชัดเจนที่แตกต่างออกไป
ตามแต่บุคคลผู้นั้นจะสรรค์สร้าง
โดยผ่านกระบวนการผลิตอิฐที่จะนำมาก่อกำแพงชนิดนี้
ขึ้นจากความคิดที่เราคิดผ่านการกลั่นกรอง จากสมอง
ฉาบด้วยปูนแห่งค่านิยม
เพื่อผสานกำแพงชนิดนี้ให้แน่น
ให้แข็งแรงและมั่นคงยิ่งขึ้น
ลองมองๆดูถึงความเป็นจริงในรอบๆตัวของเรา
จากที่สองตาดวงกลมๆน้อยๆของเราได้มองเห็นสิครับ
ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่อยู่หลังกำแพงสองแห่ง
ซึ่งทาสีกำแพงทั้งสองสีนั้นต่างกัน
คนกลุ่มนั้น ก็ยังคงมีให้เห็นรอบๆตัวเรา
และในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านั้น
ก็ยังคงพยายามที่จะดึงคนนอกกำแพง
หรือคนที่อยู่กำแพงอีกฝากให้มาอยู่ภายใต้กำแพงสีนั้นๆ
โดยที่กำแพงสูงตระหง่านที่ต่างฝ่ายต่างสร้างกันขึ้นมา
ต่างมีอุดมการณ์ และทัศนคติที่ต่างกันออกไป
แต่จริงๆแล้วอย่างหนึ่งที่ผมเชื่อว่า
สิ่งที่คนในกำแพงทั้งสองอยากมีเหมือนกัน
นั้นก็คือ “อิสรภาพ” และอยากเห็นประเทศไทยดีขึ้น
ซึ่งก็ไม่ต่างจากเราทุกๆคนที่อยากให้เป็นแบบนั้น
แต่ผมเองก็ไม่อาจทราบได้
ว่าเบื้องหลังกำแพงของสีไหนคืออะไร
ผมจึงบรรยายคุณลักษณะออกมาได้แค่เปลือกนอก
เพียงเท่านั้น
เราทุกคนโหยหาซึ่งอิสรภาพ
ทั้งในด้านของการกระทำ และคามคิด
ที่เราสมควรได้รับตามสิทธิของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งบนโลก
ที่อวดอ้างสรรพคุณของตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐแล้ว
แต่เราอาจจะลืมคิดไป ว่าอิสรภาพ บางครั้ง
มันก็จำเป็นที่จะต้องมี ขอบเขต
ขอบเขตที่เราเรียกมันว่า “กฎหมาย”
ที่สร้างขึ้นเพื่อไม่ให้อิสระของหลายๆคน
ไปก้าวทับอิสระของคนอื่น แต่ทว่า
ก็ยังมีคนอีกไม่น้อย
ที่พยายามใช้ช่องว่างในรูเล็กๆของกำแพงกฎหมายนี้
เพื่อออกไปกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเอง
ซึ่งบางที คนในกำแพงกฎหมาย อาจจะรู้
อาจจะมองเห็น แต่เราก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจ
ด้วยเหตุเพียง “ไม่ใช่เรื่องของเรา”
จริงๆแล้วมันยังมีกำแพงอีกมากมาย
ที่เกิดขึ้นกับทั้งตัวของเรา
และคนในสังคมของเรา
ผมอยากให้ทุกคนลองเอา “ค้อน” อันเล็กๆ
ที่เราทุกคนเรียกมันว่า “คุณธรรม” ค่อยๆแงะ ค่อยๆรื้อ
กำแพงแห่งความฎิฐิ หวาดระแวง เห็นแก่ตัว และอะไรอื่นๆ
ที่เราได้เป็นคนสร้างมันไว้ให้มันบางลงซักนิด
ผมยังถือว่าตัวเองโชคดีอย่างหนึ่งที่เกิดมาในยุค
ที่อินเตอร์เนตเป็นตัวช่วย
ในการถ่ายทอดความคิดได้อย่างรวดเร็ว
และในยุคที่ผมยังมีสิทธิที่จะได้รับฟัง
ความคิดของคนอีกมายมาย
จากทั่วประเทศ และทั่วโลก
ผมหวังว่าสังคมในอุดมคติของผม
และของคนอีกหลากหลายคน มันอาจจะคล้ายๆกัน
คืออยากเห็น วันที่ทุกๆทำแพง
มารวมกันเป็นกำแพงที่หนาแน่น
ที่ป้องกันคนที่อยู่ภายในให้สามารถอยู่อย่างมีอิสรเสรี
และมีความสุขข้างหลังกำแพงแห่งนั้นได้
เอาละครับ เริ่มต้นจากวินาทีนี้ ค่อยค่อยทุบ
ค่อยๆรื้อ ก่อนอิฐที่ละก้อนๆ ออกจากตัวของเราเถอะครับ
เราไม่จำเป็นต้องเอากำแพงภายในใจเราออกหมด
เราอาจเหลือมันไว้ เพื่อให้มันได้ทำหน้าที่ของกำแพง
ในการปกป้องเราจากอันตรายนอกกำแพง
แต่ผมอยากให้กำแพงนั้น มันไม่สูงจนเกินไป
จนคนอื่นไม่สามารถเข้ามาผูกสัมพันธ์
หรือพูดคุย กับคนหลังกำแพงได้เลย
หวังว่าผมจะได้เข้าไปเยี่ยมเยียน
ในหลังกำแพงบางๆ
ของพวกคุณบ้างนะครับ
ส่วนกำแพงในใจของผมนั้น มั
นมีประตูบานเล็กๆ
ที่เพียงแค่คุณกดออดเบาๆ
ผมก็พร้อมที่จะออกไปต้อนรับคุณ
ให้เข้ามาเยี่ยมชม
ภายในกำแพงของผมแล้วละครับ
-----------------------------------------
ขอบคุณรายการ “พื้นที่ชีวิต LifeExplorerTV ”
ตอนกำแพงเบอรลิน
ที่เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนบทความนี้
และขอบคุณพี่นิ้วกลม Roundfinger ที่นำเสนอความคิดดีๆ
ให้ผมได้ ตกผลึก ในสมองของผมอีกหนึงเรื่อง
--------------------------------------
ขอบคุณทุกคนที่อ่านด้วยนะครับ
ช่วยรบกวนติชม เพื่อเป็นการพัฒนา
ในงานชิ้นต่อไปครับ
ไข่คุง
24/1/2556