
: "Green Book" – หนังที่ทำให้ผมเปิดใจ ก้าวข้ามกำแพงบางๆ ที่มองไม่เห็น
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ที่ชอบดูหนังทุกท่าน วันนี้ผมมีหนังดีๆ เรื่องนึงอยากมาเล่าสู่กันฟังครับ เป็นหนังที่ผมดูแล้วรู้สึกประทับใจมากๆ จนอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนได้ดูกัน ชื่อเรื่องว่า "Green Book" ครับ เป็นหนังปี 2018 ที่เพิ่งได้มีโอกาสกลับมาดูอีกรอบ แล้วก็ยังคงรู้สึกซาบซึ้งกินใจเหมือนเดิม
เรื่องย่อคร่าวๆ ของหนังเรื่องนี้ก็คือ จะเล่าถึง ทอนนี่ วาเลลอนกา (รับบทโดย วิคโก้ มอร์เตนเซน) ชายผิวขาวชาวอิตาเลียน-อเมริกัน ผู้มีอาชีพเป็นคนขับรถที่ต้องปากจัดนิดๆ แต่ก็มีจิตใจดี และ ดร. ดอน เชอร์ลีย์ (รับบทโดย มาเฮอร์ชาลา อาลี) นักเปียโนผิวสีระดับโลก ผู้มีอารยธรรมและได้รับการศึกษาดีเยี่ยม ทั้งสองคนต้องมาร่วมเดินทางไปด้วยกันในทริปการแสดงคอนเสิร์ตของ ดร. เชอร์ลีย์ ในรัฐทางใต้ของอเมริกาช่วงยุค 60 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเหยียดสีผิวยังคงรุนแรงมากๆ การเดินทางครั้งนี้จะเต็มไปด้วยอุปสรรคและความท้าทายมากมายครับ
สิ่งที่ผมชอบมากๆ ในหนังเรื่องนี้เลยก็คือ การแสดงของนักแสดงทั้งสองคนครับ วิคโก้ มอร์เตนเซน นี่สุดยอดจริงๆ ครับ เขาถ่ายทอดความเป็น ทอนนี่ ที่ดูห่ามๆ ปากไว แต่ก็มีความเป็นคนดีอยู่ในตัวออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ เวลาเห็นเขาทำอะไรเปิ่นๆ หรือพูดอะไรตรงๆ นี่ผมขำก๊ากเลยครับ แต่ในขณะเดียวกัน พอถึงฉากที่ต้องแสดงความห่วงใยหรือความเข้าใจ ดร. เชอร์ลีย์ เขาก็ทำได้ถึงมากๆ ครับ ส่วน มาเฮอร์ชาลา อาลี นี่ก็ไม่ต้องพูดถึงครับ คือดีมากๆ เขาแสดงเป็น ดร. เชอร์ลีย์ ได้อย่างสง่างาม สุขุม แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดและความโดดเดี่ยวจากการถูกเหยียดสีผิว การแสดงของเขาสื่อสารออกมาได้ละเอียดอ่อนมากๆ ครับ ทำให้เราเข้าใจตัวละครนี้ได้เป็นอย่างดี
เคมีของสองนักแสดงนี่คือดีงามมากครับ ตอนแรกๆ ที่ทั้งคู่เจอกัน จะมีความขัดแย้งกันอยู่บ้างตามประสาคนต่างขั้ว แต่พอเวลาผ่านไป การได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ได้เจอเรื่องราวต่างๆ ด้วยกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากคนแปลกหน้าที่ต้องมาทำงานด้วยกัน กลายเป็นเพื่อนสนิทที่คอยดูแลซึ่งกันและกัน มันเป็นมิตรภาพที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ครับ ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจจริงๆ
อีกอย่างที่ทำให้ผมประทับใจมากๆ คือ การนำเสนอประเด็นเรื่องการเหยียดสีผิวครับ หนังเรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอแบบโจ่งแจ้งว่าใครดีใครร้าย แต่จะค่อยๆ ชี้ให้เห็นถึงอคติ ความไม่เท่าเทียม และความเจ็บปวดที่คนผิวสีต้องเผชิญในยุคนั้น ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ที่ ทอนนี่ และ ดร. เชอร์ลีย์ ต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นการที่ ดร. เชอร์ลีย์ เข้าพักโรงแรมดีๆ ไม่ได้ หรือการที่ต้องเจอสายตาดูถูกจากคนรอบข้าง มันทำให้เราเห็นภาพว่า สังคมในสมัยนั้นมันมีความแตกแยกมากแค่ไหน และการเดินทางครั้งนี้มันไม่ใช่แค่การแสดงคอนเสิร์ต แต่เป็นการเดินทางเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเองด้วยครับ
"Green Book" เป็นชื่อของคู่มือที่ใช้สำหรับคนผิวสีในการเดินทางในสมัยนั้นครับ ว่ามีที่ไหนบ้างที่สามารถเข้าพักหรือใช้บริการได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดและความยากลำบากที่คนผิวสีต้องเผชิญ หนังเรื่องนี้พยายามจะบอกว่า แม้จะมีกำแพงบางๆ ที่มองไม่เห็นกั้นอยู่ แต่ความเป็นมนุษย์ ความเข้าใจ และมิตรภาพ ก็สามารถก้าวข้ามกำแพงเหล่านั้นไปได้ครับ
บทสนทนาในหนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกจุดที่ผมชอบครับ มันมีความคมคาย มีอารมณ์ขัน และก็มีความลึกซึ้งแฝงอยู่ด้วย การโต้ตอบกันไปมาของ ทอนนี่ และ ดร. เชอร์ลีย์ เป็นอะไรที่ดูแล้วเพลินมากๆ บางทีก็ขำ บางทีก็คิดตามไปด้วย การที่ ทอนนี่ ที่ดูเหมือนจะเป็นคนธรรมดาทั่วไป แต่กลับมีความคิดที่เปิดกว้างและพร้อมที่จะเรียนรู้จาก ดร. เชอร์ลีย์ ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมครับ
ฉากที่ผมจำได้แม่นเลยคือ ฉากที่ทั้งสองคนไปกินไก่ทอดด้วยกันในรถ หรือฉากที่ ทอนนี่ สอน ดร. เชอร์ลีย์ วิธีการคุยกับผู้หญิง หรือฉากที่ ดร. เชอร์ลีย์ สอน ทอนนี่ เกี่ยวกับการแต่งกายและมารยาทต่างๆ มันเป็นฉากเล็กๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมของสองวัฒนธรรมที่แตกต่างกันได้อย่างลงตัวครับ
พอหนังดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่า ทอนนี่ ที่ตอนแรกอาจจะมีความคิดบางอย่างที่เผลอๆ อาจจะเอนเอียงไปทางอคติอยู่บ้างตามสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตมา แต่ด้วยการได้สัมผัสกับความเป็นจริง ได้เห็นความสามารถและคุณค่าของ ดร. เชอร์ลีย์ ทำให้เขาค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองของตัวเองไป เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่มันดูสมจริงมากๆ ครับ
ผมชอบตอนจบของหนังเรื่องนี้ครับ มันไม่ได้จบแบบหวือหวา แต่เป็นตอนจบที่อบอุ่นและมีความหมาย ทำให้เรารู้สึกถึงความผูกพันที่ทั้งสองคนมีให้กันจริงๆ มันเป็นการปิดเรื่องราวที่สมบูรณ์แบบครับ
โดยรวมแล้ว "Green Book" เป็นหนังที่ผมอยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ดูจริงๆ ครับ มันไม่ใช่แค่หนังที่ให้ความบันเทิง แต่ยังเป็นหนังที่สอดแทรกข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับมิตรภาพ ความเข้าใจ และการก้าวข้ามอคติ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่ได้ดูเรื่องนี้ จะได้เปิดใจและมองเห็นโลกในมุมมองที่กว้างขึ้นเหมือนกับผมครับ
ถ้าใครมีโอกาสได้ดูแล้ว มาคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ หรือถ้าใครยังไม่เคยดู ลองหามาดูกันนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ไว้มีหนังดีๆ เรื่องอื่นอีก จะมาเล่าสู่กันฟังใหม่ครับ สวัสดีครับ
"Green Book" – หนังที่ทำให้ผมเปิดใจ ก้าวข้ามกำแพงบางๆ ที่มองไม่เห็น
: "Green Book" – หนังที่ทำให้ผมเปิดใจ ก้าวข้ามกำแพงบางๆ ที่มองไม่เห็น
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ที่ชอบดูหนังทุกท่าน วันนี้ผมมีหนังดีๆ เรื่องนึงอยากมาเล่าสู่กันฟังครับ เป็นหนังที่ผมดูแล้วรู้สึกประทับใจมากๆ จนอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนได้ดูกัน ชื่อเรื่องว่า "Green Book" ครับ เป็นหนังปี 2018 ที่เพิ่งได้มีโอกาสกลับมาดูอีกรอบ แล้วก็ยังคงรู้สึกซาบซึ้งกินใจเหมือนเดิม
เรื่องย่อคร่าวๆ ของหนังเรื่องนี้ก็คือ จะเล่าถึง ทอนนี่ วาเลลอนกา (รับบทโดย วิคโก้ มอร์เตนเซน) ชายผิวขาวชาวอิตาเลียน-อเมริกัน ผู้มีอาชีพเป็นคนขับรถที่ต้องปากจัดนิดๆ แต่ก็มีจิตใจดี และ ดร. ดอน เชอร์ลีย์ (รับบทโดย มาเฮอร์ชาลา อาลี) นักเปียโนผิวสีระดับโลก ผู้มีอารยธรรมและได้รับการศึกษาดีเยี่ยม ทั้งสองคนต้องมาร่วมเดินทางไปด้วยกันในทริปการแสดงคอนเสิร์ตของ ดร. เชอร์ลีย์ ในรัฐทางใต้ของอเมริกาช่วงยุค 60 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเหยียดสีผิวยังคงรุนแรงมากๆ การเดินทางครั้งนี้จะเต็มไปด้วยอุปสรรคและความท้าทายมากมายครับ
สิ่งที่ผมชอบมากๆ ในหนังเรื่องนี้เลยก็คือ การแสดงของนักแสดงทั้งสองคนครับ วิคโก้ มอร์เตนเซน นี่สุดยอดจริงๆ ครับ เขาถ่ายทอดความเป็น ทอนนี่ ที่ดูห่ามๆ ปากไว แต่ก็มีความเป็นคนดีอยู่ในตัวออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ เวลาเห็นเขาทำอะไรเปิ่นๆ หรือพูดอะไรตรงๆ นี่ผมขำก๊ากเลยครับ แต่ในขณะเดียวกัน พอถึงฉากที่ต้องแสดงความห่วงใยหรือความเข้าใจ ดร. เชอร์ลีย์ เขาก็ทำได้ถึงมากๆ ครับ ส่วน มาเฮอร์ชาลา อาลี นี่ก็ไม่ต้องพูดถึงครับ คือดีมากๆ เขาแสดงเป็น ดร. เชอร์ลีย์ ได้อย่างสง่างาม สุขุม แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดและความโดดเดี่ยวจากการถูกเหยียดสีผิว การแสดงของเขาสื่อสารออกมาได้ละเอียดอ่อนมากๆ ครับ ทำให้เราเข้าใจตัวละครนี้ได้เป็นอย่างดี
เคมีของสองนักแสดงนี่คือดีงามมากครับ ตอนแรกๆ ที่ทั้งคู่เจอกัน จะมีความขัดแย้งกันอยู่บ้างตามประสาคนต่างขั้ว แต่พอเวลาผ่านไป การได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ได้เจอเรื่องราวต่างๆ ด้วยกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากคนแปลกหน้าที่ต้องมาทำงานด้วยกัน กลายเป็นเพื่อนสนิทที่คอยดูแลซึ่งกันและกัน มันเป็นมิตรภาพที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ครับ ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจจริงๆ
อีกอย่างที่ทำให้ผมประทับใจมากๆ คือ การนำเสนอประเด็นเรื่องการเหยียดสีผิวครับ หนังเรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอแบบโจ่งแจ้งว่าใครดีใครร้าย แต่จะค่อยๆ ชี้ให้เห็นถึงอคติ ความไม่เท่าเทียม และความเจ็บปวดที่คนผิวสีต้องเผชิญในยุคนั้น ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ที่ ทอนนี่ และ ดร. เชอร์ลีย์ ต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นการที่ ดร. เชอร์ลีย์ เข้าพักโรงแรมดีๆ ไม่ได้ หรือการที่ต้องเจอสายตาดูถูกจากคนรอบข้าง มันทำให้เราเห็นภาพว่า สังคมในสมัยนั้นมันมีความแตกแยกมากแค่ไหน และการเดินทางครั้งนี้มันไม่ใช่แค่การแสดงคอนเสิร์ต แต่เป็นการเดินทางเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเองด้วยครับ
"Green Book" เป็นชื่อของคู่มือที่ใช้สำหรับคนผิวสีในการเดินทางในสมัยนั้นครับ ว่ามีที่ไหนบ้างที่สามารถเข้าพักหรือใช้บริการได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดและความยากลำบากที่คนผิวสีต้องเผชิญ หนังเรื่องนี้พยายามจะบอกว่า แม้จะมีกำแพงบางๆ ที่มองไม่เห็นกั้นอยู่ แต่ความเป็นมนุษย์ ความเข้าใจ และมิตรภาพ ก็สามารถก้าวข้ามกำแพงเหล่านั้นไปได้ครับ
บทสนทนาในหนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกจุดที่ผมชอบครับ มันมีความคมคาย มีอารมณ์ขัน และก็มีความลึกซึ้งแฝงอยู่ด้วย การโต้ตอบกันไปมาของ ทอนนี่ และ ดร. เชอร์ลีย์ เป็นอะไรที่ดูแล้วเพลินมากๆ บางทีก็ขำ บางทีก็คิดตามไปด้วย การที่ ทอนนี่ ที่ดูเหมือนจะเป็นคนธรรมดาทั่วไป แต่กลับมีความคิดที่เปิดกว้างและพร้อมที่จะเรียนรู้จาก ดร. เชอร์ลีย์ ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมครับ
ฉากที่ผมจำได้แม่นเลยคือ ฉากที่ทั้งสองคนไปกินไก่ทอดด้วยกันในรถ หรือฉากที่ ทอนนี่ สอน ดร. เชอร์ลีย์ วิธีการคุยกับผู้หญิง หรือฉากที่ ดร. เชอร์ลีย์ สอน ทอนนี่ เกี่ยวกับการแต่งกายและมารยาทต่างๆ มันเป็นฉากเล็กๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมของสองวัฒนธรรมที่แตกต่างกันได้อย่างลงตัวครับ
พอหนังดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่า ทอนนี่ ที่ตอนแรกอาจจะมีความคิดบางอย่างที่เผลอๆ อาจจะเอนเอียงไปทางอคติอยู่บ้างตามสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตมา แต่ด้วยการได้สัมผัสกับความเป็นจริง ได้เห็นความสามารถและคุณค่าของ ดร. เชอร์ลีย์ ทำให้เขาค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองของตัวเองไป เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่มันดูสมจริงมากๆ ครับ
ผมชอบตอนจบของหนังเรื่องนี้ครับ มันไม่ได้จบแบบหวือหวา แต่เป็นตอนจบที่อบอุ่นและมีความหมาย ทำให้เรารู้สึกถึงความผูกพันที่ทั้งสองคนมีให้กันจริงๆ มันเป็นการปิดเรื่องราวที่สมบูรณ์แบบครับ
โดยรวมแล้ว "Green Book" เป็นหนังที่ผมอยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ดูจริงๆ ครับ มันไม่ใช่แค่หนังที่ให้ความบันเทิง แต่ยังเป็นหนังที่สอดแทรกข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับมิตรภาพ ความเข้าใจ และการก้าวข้ามอคติ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่ได้ดูเรื่องนี้ จะได้เปิดใจและมองเห็นโลกในมุมมองที่กว้างขึ้นเหมือนกับผมครับ
ถ้าใครมีโอกาสได้ดูแล้ว มาคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ หรือถ้าใครยังไม่เคยดู ลองหามาดูกันนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ไว้มีหนังดีๆ เรื่องอื่นอีก จะมาเล่าสู่กันฟังใหม่ครับ สวัสดีครับ