Half Twins บทที่ ๑๐ หัวใจดวงที่สอง

กระทู้สนทนา
chenjiayi: เพราะถ้าไทวะแตะตัวก็จะรู้ว่าเธอมีแต่วิญญาณค่ะ (แล้วเด็กมันก็กวนด้วยแหละ)
ส่วนเรื่องที่กลัวซากผีเสื้อ เพราะมันย้ำเตือนว่าเธอกำลังจะตายค่ะ คงคล้ายๆ กับคนที่กำลังจะต้องไปสู้กับเสือ พอเห็นหนังเสือเลยผวา อะไรทำนองนี้

ตอนเก่าค่ะ
อารัมภบท และ บทที่ ๑ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W12879288/W12879288.html
บทที่ ๒ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W12911942/W12911942.html
บทที่ ๓ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W12978217/W12978217.html
บทที่ ๔ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W13009856/W13009856.html
บทที่ ๕ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W13040155/W13040155.html
บทที่ ๖ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W13070973/W13070973.html
บทที่ ๗ http://pantip.com/topic/13101210
บทที่ ๘ http://pantip.com/topic/30017489
บทที่ ๙ http://pantip.com/topic/30040808

และแฟนเพจ ^^
http://www.facebook.com/treepunt

บอกข่าวเล็กน้อย...สัปดาห์หน้างดนะคะ ตามที่สัญญาไว้กับสำนักพิมพ์ บอกว่าให้ลงได้เดือนละ ๓ ตอนค่ะ

###

บทที่ ๑๐ หัวใจดวงที่สอง

ทวยะเป็นคนสองวิญญาณ คือมีฝาแฝดในร่างเดียว เขาสามารถสื่อจิตติดต่อกับภูตได้ ทั้งยังสามารถส่งปิศาจกลับลงนรกได้อีก ทว่าความพิเศษในด้านจิตวิญญาณเหล่านั้นยังไม่ใช่ทั้งหมดในตัวเขา แม้ในทางกายภาพ รูมเมทของผมก็ยังมีความประหลาดไม่เหมือนใครอีกเช่นกัน

เมื่อแรก ผมคิดว่าเขากลัวหมอ เพราะหากย้อนกลับไปในช่วงหนึ่งเดือนหลังจากเปิดเทอม ในวันตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งทางโรงเรียนได้เชิญหมอมาจากโรงพยาบาลใกล้เคียง เพื่อมาตรวจสุขภาพให้กับนักเรียนทุกคนที่หอประชุมอเนกประสงค์ ทว่าในวันนั้น ทวยะกลับหายไปทั้งวัน

ดังนั้น เมื่อประวัติสุขภาพฟ้องออกมาว่าเขาไม่ได้รับการตรวจ ครูปานลักษมิ์จึงเรียกเขาไปพบ เธอว่าจะพาเขาไปตรวจที่โรงพยาบาล ทว่าเพื่อนผมกลับปฏิเสธ หากเมื่อครูปานอธิบายเหตุผลร้อยแปดเพื่อให้เขายอมไปตรวจสุขภาพกับเธอ ก็กลับมีมือใหญ่สีเขียวประกอบด้วยเล็บยาวสีม่วงน่ากลัว ลอยมาปิดปากเธอไว้

ไม่ต้องสงสัยเลย นั่นต้องเป็นฝีมือของทวยะร้ายแน่ๆ

เท่านั้นยังไม่พอ เขายังเดินลอยหน้าออกมาจากห้องพยาบาล จากนั้นก็ขัดประตูห้องด้านนอกด้วยไม้ท่อนหนา ขังครูปานไว้ในห้องพยาบาลอีกเกือบครึ่งค่อนวัน กว่าคนอื่นๆ จะเห็นผิดสังเกตและช่วยครูปานออกมา

นี่ถ้าไม่ใช่เพราะครูปานเป็นนางฟ้าที่แสนใจดีแล้วล่ะก็ เพื่อนผมถูกทำทัณฑ์บนไปแล้ว

หลังจากวันนั้น ผมเคยคิดทบทวนอยู่หลายครั้ง ด้วยนึกสงสัยว่า ปกติทวยะดีจะไม่ค่อยปล่อยให้ทวยะร้ายทำอะไรบ้าๆ แบบนั้นกับคนอื่น ยิ่งกับครูบาอาจารย์ด้วยแล้ว เขายิ่งต้องออกมาห้าม หากแต่วันนั้น ทวยะดีกลับปล่อยให้เขาทำ ย่อมแปลว่าคงต้องมีอะไรผิดปกติเป็นแน่

แต่มันคืออะไร...

ผมสงสัยเรื่องนี้อยู่นาน จนมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาเกิดป่วยหนัก มีไข้สูงถึงขนาดนอนซมอยู่ในห้องถึงสองวัน

แน่นอนที่สุด เพื่อนผมยังคงไม่ยอมไปหาหมอ แม้ครูนรินทร์จะขู่ ครูปานจะปลอบอย่างไร เขาก็ไม่สนใจ กระทั่งในคืนที่สาม พวกเราจึงวางแผนกันว่า ระหว่างที่เขาหลับเพราะฤทธิ์ยาแก้ไข้ ครูนรินทร์กับกฤตย์และอัทธ์ที่อยู่ห้องข้างๆ จะมาช่วยกันอุ้มเขาไปโรงพยาบาล

ทว่ายังไม่ทันถึงเวลาที่นัดแนะกัน ทวยะซึ่งยังคงนอนซมเพราะพิษไข้ กลับลุกขึ้นมาบอกกับผมว่า เขาจะกลับบ้าน...

ตอนนั้น ผมรีบไปแจ้งเรื่องนี้กับครูปานที่ห้องพยาบาลทันที ครูปานเห็นว่า บางทีคนที่บ้านอาจจะดูแลเขาได้ดีกว่าปล่อยให้อยู่ที่นี่ ดังนั้นเธอจึงบอกให้ผมไปช่วยเขาเก็บของใช้ส่วนตัว ส่วนเธอจะเรียกรถตู้ของโรงเรียนให้พาเขาไปส่งที่บ้าน

จากวันนั้น รูมเมทของผมหยุดยาวเป็นเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์ ผมจึงหาโอกาสแวะไปเยี่ยมเขาที่บ้านในวันหยุดวันหนึ่ง

ผมดูตามที่อยู่ที่ได้มาจากครูปาน จึงรู้ว่า อันที่จริงแล้ว บ้านของทวยะอยู่ในกรุงเทพนี้เอง ถึงจะห่างจากโรงเรียนลงไปทางใต้ประมาณห้าสิบกิโลเมตร ซึ่งก็ไกลพอที่เขาจะเลือกมาอยู่หอ แต่ผมเห็นว่า เขาควรจะกลับบ้านได้บ่อยกว่าที่เป็นอยู่

“สวัสดีครับ ผมเป็นเพื่อนทวยะ มาเยี่ยมเขาครับ” ผมแนะนำตัว เมื่อมายืนอยู่หน้าประตูรั้ว แล้วมีเด็กผู้ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ออกมาต้อนรับ ผมมารู้ในภายหลังว่า เขาเป็นญาติผู้พี่ของทวยะ เป็นลูกชายของลุง และอายุห่างจากทวยะหนึ่งปีเศษ ชื่อ ภาวรรษ

พี่ภาวรรษเลิกคิ้วนิดหนึ่งด้วยท่าทีฉงน ก่อนจะเปิดประตู แล้วเดินนำผมเข้าไปในบริเวณบ้าน

บ้านของทวยะอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ตัวบ้านเรียกได้ว่าหลังใหญ่ มีบริเวณกว้างขวาง ซึ่งความจริง นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจเท่าใดนัก หากแต่บรรยากาศภายในบ้านซึ่งคึกคักครึกครื้น ด้วยเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีทั้งปู่ย่า ครอบครัวของลุง ครอบครัวของอา และครอบครัวของทวยะอยู่ร่วมกัน นั่นต่างหาก ที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็น

คนที่มีอุปนิสัยอย่างทวยะ ไม่น่าจะอยู่ในครอบครัวแบบนี้...

แม่ของทวยะ ซึ่งเป็นหญิงกลางคนท่าทางใจดี บอกให้ผมนั่งที่ลงชุดเก้าอี้หวายภายในห้องรับแขก ก่อนจะหันไปบอกกับพี่ภาวรรษให้เอาน้ำหวานมาต้อนรับ และให้เรียกเพื่อนผมลงมาด้วย

ระหว่างนั้น ปู่กับย่าของทวยะ และเด็กผู้หญิงอายุราวสี่ห้าขวบอีกคนหนึ่งเดินเข้ามา

ผมไหว้ทักทายปู่กับย่า ท่านทั้งสองก็ไหว้ตอบ

“เพื่อนภาวรรษหรือ” ปู่ถามเสียงสั่นตามวัย

“ไม่ใช่ครับ ผมเป็นเพื่อนทวยะ มาเยี่ยมเขาครับ” ผมตอบออกไปเรียบๆ ไม่คิดว่าคำตอบของตัวเองจะมีอะไรผิดปกติ ผมเพียงแค่ตอบไปตามความจริง และคิดว่าตอบด้วยอาการสุภาพแล้ว หากแต่ทั้งปู่และย่าของทวยะกลับมีอาการประหลาดใจไม่น้อย ก่อนจะผงกศีรษะรับด้วยสีหน้าฉงน และเดินผ่านไปอีกห้องหนึ่ง ส่วนเด็กผู้หญิงที่มาด้วยกลับเดินเข้ามาหาผม พิศมองหน้าผมราวกับเห็นตัวประหลาด

“มินมิน อย่าเสียมารยาทสิลูก” หญิงกลางคนอีกผู้หนึ่งเดินเข้ามาจูงเด็กหญิงนั้นออกไป พร้อมกับกล่าวขอโทษผม “ขอโทษนะจ๊ะ ลูกสาวอาซนไปหน่อย เธอเป็นเพื่อนทวยะหรือ”

“ครับ” ผมตอบรับ

“ฉันเป็นอาของทวยะจ๊ะ ปกติทวยะไม่ค่อยพาเพื่อนมา คนที่บ้านก็เลยแปลกใจนิดหน่อย อย่าถือสาเลยนะ”

“ไม่เคยพามาเลยต่างหากค่ะ” มินมินบอกเสียงใส

คุณอาหันไปดุมินมินนิดหนึ่ง ก่อนจะหันมายิ้มให้ผม “อาขอตัวพามินมินไปอาบน้ำก่อนนะจ๊ะ”

ผมยิ้มรับ หากแต่ระหว่างที่คุณอาจูงมินมินเดินออกไป ผมได้ยินเสียงเล็กๆ ท้วงขึ้น “คุณแม่ขา มินมินเพิ่งอาบน้ำเองนี่คะ มินมินต้องอาบอีกแล้วเหรอคะ”

เมื่อคุณอากับมินมินไปแล้ว คุณแม่ของทวยะก็หันมาบอกกับผม “ขอโทษนะ บ้านนี้วุ่นวายนิดหน่อย คนเยอะก็อย่างนี้ล่ะ”

ผมพยักหน้ายิ้มๆ

“เราเป็นเพื่อนทวยะหรือ ชื่ออะไรล่ะ”

“ไทวะครับ”

“รู้จักทวยะมานานหรือยัง”

“ก็ตั้งแต่เข้าเรียน...ประมาณห้าเดือนกว่าได้แล้วครับ”

“สนิทกันไหม”

คำถามนี้เล่นเอาผมจุกไปเหมือนกัน จะเรียกว่าเราเป็นเพื่อนสนิทกันได้หรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจนัก

“เอ่อ...ก็...นิดหน่อยครับ” ผมอ้อมแอ้มตอบ “ผม...เป็นรูมเมทเขาครับ”

“ดีจ๊ะ ได้ยินแบบนี้แล้วค่อยสบายใจหน่อย ทวยะน่ะ เขาเป็นคนเงียบ ก็เลยไม่ค่อยมีเพื่อน แต่เขาก็เป็นคนดีนะ เรียบร้อย แล้วก็ใจดีกับทุกคน มินมินติดเขามากเลย”

แม่คงพูดถึงทวยะดีแน่ๆ... ผมคิด... แล้วทวยะร้ายนั่นล่ะ ไม่เคยแผลงฤทธิ์กับคนในบ้านบ้างหรือ

“เขาไม่เคยโกรธใครบ้างหรือครับ” ผมถามอ้อมๆ

“ตอนเล็กๆ ก็มีบ้างจ๊ะ เวลาเขาโมโหฉุนเฉียว คนในบ้านไม่มีใครเอาเขาอยู่เลย แต่เวลาดีก็ดีแสนดี แม่เคยกลัวว่าเขาจะมีปัญหาเหมือนกัน แต่พอโตมาก็ไม่เคยเห็นโมโหใส่ใครใส่อีก แม่ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร เพียงแต่ เขาออกจะเก็บตัวอยู่สักหน่อย”

...เดาได้เลยว่าไอ้วายร้ายนั่นไม่โผล่ออกมาเวลาอยู่บ้าน

“ความจริง เขาก็ไม่ค่อยสนิทกับคนที่บ้านสักเท่าไรนัก” แม่พูดต่อ น้ำเสียงฟังดูเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย “เขามักจะเก็บตัวอยู่ในห้องเป็นส่วนใหญ่ แม่ไม่แปลกใจเลยที่ เขาจะขอออกไปอยู่หอตั้งแต่ประถม”

ผมคิดสรุปดูแล้ว เดาได้แต่ว่า ที่เขาออกไปอยู่หอ ก็เพื่อให้ทวยะร้ายออกอาละวาดได้ถนัดหน่อย

“แม่มีลูกคนเดียว ที่จริงก็ไม่อยากให้ไปอยู่ไกลหูไกลตานัก แต่เมื่อเขายืนยัน ใครก็ห้ามไม่ได้”

ผมถูกซักประวัติต่ออีกเล็กน้อย ก่อนที่พี่ภาวรรษจะยกน้ำเดินเข้ามา

“คุณอาครับ ทวยะยังหลับอยู่ จะให้ปลุกไหมครับ”

แม่ของทวยะหันมามองผมเป็นเชิงถาม ผมจึงตอบออกไป

“ยังไม่ต้องก็ได้ครับ ผมมาเยี่ยมเฉยๆ ว่าแต่เขาดีขึ้นหรือยังครับ”

“ดีขึ้นมากแล้วล่ะ” พี่ภาวรรษตอบ ก่อนจะขอตัวไปทำธุระของตนเอง ผมจึงหันกลับมาต่อบทสนทนากับแม่ของทวยะ

“อันที่จริง ตั้งแต่วันแรกที่เขาไม่สบาย ครูปานกับครูนรินทร์ก็พยายามกล่อมให้เขาไปโรงพยาบาล แต่เขาก็ไม่ยอมไปท่าเดียวครับ” ผมฟ้อง

แม่ของทวยะก้มหน้านิดหนึ่ง ดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่

“ทวยะน่ะ เขามีคุณหมอประจำตัวอยู่ ดูแลกันมาแต่เกิด” คุณแม่ค่อยๆ บอกออกมา “เธอสนิทกับทวยะ คงรู้ใช่ไหมว่า เขาไม่ปกติ...”

ไม่ปกติ... หรือแม่ของเขาจะรู้ว่าลูกชายติดต่อกับภูตผีวิญญาณได้

“เอ่อ...ไม่ปกติ...ยังไงครับ”

“ก็...อันที่จริง เขามีฝาแฝดน่ะ”

...หรือแม่จะรู้ว่าเขามีสองคนในร่างเดียว แต่เมื่อครู่ แม่ยังพูดเหมือนไม่รู้อยู่เลย

“แต่แม่ก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไงเหมือนกันนะ” แม่พูดต่อ “เห็นคุณหมอบอกว่า เขาเป็นฝาแฝดที่แบ่งตัวไม่สำเร็จ แบ่งได้แค่หัวใจเท่านั้น เขาก็เลยกลายเป็นคนมีหัวใจสองดวง”

หัวใจสองดวง!

“ทีแรก หมอเด็กที่ดูแลหลังคลอด คิดว่าเขาจะไม่รอดแล้ว ให้พ่อกับแม่ทำใจไว้ ตอนนั้นมีหมอหลายท่าน จากหลายโรงพยาบาล รวมทั้งศูนย์โรคหัวใจมาคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต เพราะเห็นเป็นเคสพิเศษ หมอบางท่านเสนอว่า หากผ่าตัดเอาหัวใจดวงหนึ่งออกไป อาจรักษาชีวิตของทวยะไว้ได้ แต่ก็ค่อนข้างเสี่ยง...”

เสียงของแม่ในช่วงท้ายฟังดูสั่นเครือ

“ช่วงนั้นแม่ไม่รู้จะทำยังไง พ่อของเขาก็คงกลุ้มใจไม่แพ้กัน เราไม่รู้จะตัดสินใจยังไงดี เวลาที่ไปดูทวยะในตู้อบ ก็ได้แต่ภาวนา ขอให้ลูกแข็งแรงเหมือนเด็กคนอื่นๆ จะเอาชีวิตแม่ไปแลก แม่ก็ยอม”

พูดมาถึงตรงนี้ น้ำตาแม่ร่วงลงมาหยดหนึ่ง ผมจึงดึงกระดาษเช็ดหน้าจากโต๊ะรับแขกตรงหน้ายื่นส่งให้ แม่กล่าวขอบใจ รับไปซับน้ำตาเบาๆ แล้วบอกว่า

“ขอโทษนะจ๊ะ มาเยี่ยมทวยะแท้ๆ แต่แม่กลับเล่าอะไรให้ฟังก็ไม่รู้”

“ไม่เป็นไรครับ เล่าต่อเถอะ” ผมบอก “แล้วทวยะได้รับการผ่าตัดหรือเปล่าครับ”

แม่ส่ายหน้านิดหนึ่ง “เปล่าจ๊ะ ตอนนั้นความเห็นของหมอแตกออกเป็นสองฝ่าย บางท่านเห็นว่าควรผ่า บางท่านบอกว่าน่าจะรอดูอาการต่อไปก่อน แต่มีหมอท่านหนึ่ง เข้ามาคุยกับแม่กับพ่อ หมอยืนยันว่า การผ่าตัดจะมีแต่ผลร้าย แล้วก็ยังบอกอีกว่า ทวยะสามารถอยู่ได้โดยที่มีหัวใจทั้งสองดวง เขาบอกว่า หัวใจทั้งสองดวงจะค่อยๆ ปรับการทำงานจนสัมพันธ์กันในที่สุด และจะสลับกันทำงาน สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ทวยะก็จะแข็งแรงเหมือนเด็กคนอื่นๆ”

“แสดงว่าตอนนั้น คุณแม่ไม่ยินยอมให้ผ่า...ใช่ไหมครับ” ผมถามอีก

แม่ถอนหายใจนิดหนึ่ง “ตอนนั้นแม่คุยกับพ่อ เราตัดสินใจไม่ให้ผ่า เพราะถึงผ่าไป ก็ไม่แน่ว่าทวยะจะรอด หมอที่แนะนำให้ผ่าก็บอกเองว่าอัตราเสี่ยงสูง อีกอย่าง แม่ไม่อยากให้ลูกของแม่เจ็บ ถ้าทวยะต้องตายจริงๆ ก็อย่าให้เขาต้องเจ็บเลย”

พูดถึงตอนนี้ น้ำตาแม่ก็ไหลลงมาอีกสองสาย

“แต่ทวยะ...ก็ไม่ได้เป็นอะไร”

“ใช่จ๊ะ หมอที่บอกพ่อกับแม่ในวันนั้น ว่าไม่ควรจะผ่าตัดน่ะ เขาชื่อหมอภิสักก์ เป็นหมอที่เก่งมากเลยนะ หลังจากวันนั้น เขาก็เลยเป็นหมอประจำของทวยะ ถ้าทวยะไปโรงพยาบาล ก็จะไปพบหมอท่านนี้เท่านั้นจ๊ะ”

ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้...

“แต่ก็แปลก ตอนนั้นหมอภิสักก์ เพิ่งเป็นหมอจบใหม่ กำลังอยู่ในช่วงใช้ทุน แล้วก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ไม่น่าจะยืนยันได้ถึงขนาดนั้น”

แม่บอกเหมือนพึมพำกับตัวเอง แล้วหันมายิ้ม เมื่อเห็นผมนั่งฟังนิ่งๆ แม่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

“ที่จริง แม่ก็ไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้คนอื่น นอกจากคนที่บ้านฟังเลยนะ แต่ไม่รู้เป็นยังไง พอนั่งคุยกับไทวะ แม่ก็เล่าออกมาหมด”

ผมยิ้มแห้งๆ ให้แม่... คงมีแต่ทวยะเท่านั้นละ ที่ปากหนัก ไม่พูดอะไรเลย กระทั่งเรื่องสำคัญขนาดนี้ก็ยังปิดเงียบ

[ต่อข้างล่างนะจ๊ะ]
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่