Half Twins บทที่ ๙ เวลาตาย

กระทู้สนทนา
No one cares for me I am deep (ชื่อยาวจัง): ขอบคุณค่ะ อมยิ้ม17

Psycho man: เวลาเขียนจะพยายามนึกถึงตุ๊กตาค่ะ

chenjiayi: ฮา นั่นสิ เวลาจะร่อนเข้าห้องไหนคงต้องระวังน่าดู

ตอนเก่าค่ะ
อารัมภบท และ บทที่ ๑ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W12879288/W12879288.html
บทที่ ๒ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W12911942/W12911942.html
บทที่ ๓ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W12978217/W12978217.html
บทที่ ๔ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W13009856/W13009856.html
บทที่ ๕ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W13040155/W13040155.html
บทที่ ๖ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W13070973/W13070973.html
บทที่ ๗ http://pantip.com/topic/13101210
บทที่ ๘ http://pantip.com/topic/30017489

และแฟนเพจ ^^
http://www.facebook.com/treepunt

ไปอ่านกันต่อเลยเนอะ
คำเตือน...ตอนนี้แอบเศร้านิดนึงนะคะ

###

บทที่ ๙ เวลาตาย

‘เวลาตาย’ หมายถึงเวลาที่ใครคนหนึ่ง หยุดหายใจไปตลอดกาล...

มันเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผมสะเทือนใจได้ทุกครั้งที่นึกถึง หากแต่ก็ทำให้ผมได้รู้ว่า ชีวิตหนึ่งๆ ที่เกิดมานั้น มีเหตุมาจากอะไร

วันอาทิตย์ ราวสองสัปดาห์หลังจากที่ผมรู้จักกับเดฟี่อย่างเป็นทางการ ระหว่างที่ผมกับทวยะกำลังนั่นกินก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่ในตลาด ทวยะร้ายก็เกิดบ้ากวนประสาทผมขึ้นมา เขาทำให้ลูกชิ้นในชามผมลอยเข้าในชามของเขาเองหมด ทั้งยังไม่สำนึก หันมายิ้มเยาะใส่ผมอีก ผมฉุนขึ้นมาจึงชักดาบ เดินออกจากร้านมาก่อน ปล่อยให้ทวยะจ่ายเงินไปคนเดียว

ผมเดินมาถึงสวนสาธารณะซึ่งอยู่ติดกับตลาด ความจริงแล้ว สวนสาธารณะแห่งนี้ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านอย่างสวนสาธารณะอื่น ตรงกันข้าม สวนสาธารณะแห่งนี้ออกจะเงียบ เพราะคนละแวกนี้มักเก็บตัวอยู่กับครอบครัวที่บ้านในวันหยุดมากกว่า หากแต่วันนั้นผมเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง นั่งหน้าหงอยอยู่ที่ชิงช้าเพียงคนเดียว

เธอยังเด็กมาก กะโดยสายตา ไม่น่าจะเกินเจ็ดขวบ ผมคิดว่าเธออาจจะพลัดหลงกับพ่อแม่ ด้วยความเป็นห่วง จึงเข้าไปทักทายเธอ เผื่อจะได้ช่วยตามหาพ่อแม่ของเธอให้

“นี่...หลงทางหรือ” ผมถามพลางเอื้อมมือจะวางบนศีรษะเธอด้วยความเอ็นดู ทว่ามือยังไม่ทันสัมผัสถูก เธอก็กรีดร้องขึ้น พร้อมกับกระโดดลงจากชิงช้าทันที เธอวิ่งห่างออกไปราวสิบห้าสิบหกก้าว ก็หันกลับมาแลบลิ้นให้ผม แล้วเชิดจมูก สะบัดหน้าเดินจากไป

“ยายเด็กร้ายกาจ! แบบนี้น่าจะหลงทางเสียให้เข็ด” ผมพึมพำกับตัวเองด้วยความโมโห จากนั้นจึงค่อยเดินต่อไปเรื่อยๆ คิดว่าจะชมนกชมไม้ให้อารมณ์ดีขึ้นก่อน แล้วค่อยกลับไปหาทวยะ ทว่าขณะที่ผมกำลังเดินออกจากสวนสาธารณะนั่นเอง ผมก็เหลือบไปเห็นทางด้านซ้าย ห่างไปสามสี่เสาไฟฟ้า รูมเมทของผมกำลังจูงยายเด็กแสบเดินมาพอดี

หากเป็นทวยะร้ายคงไม่มีทางเดินจูงเด็กแบบนั้นแน่ นั่นต้องเป็นฝาแฝดของเขา...ทวยะดี

ความจริงเขากำลังจูงยายเด็กนั่นเดินมาทางผม ทว่าระหว่างทาง ทั้งคู่เดินผ่านรถขายไอศกรีม ยายเด็กแสบก็ร้องอยากได้ไอศกรีมเสียแล้ว ทวยะก็ไม่ได้ว่าอะไร จูงยายเด็กนั่นแวะซื้อไอศกรีมก่อน ยายนั่นพอได้ไอศกรีมแล้วก็ถือไว้เฉยๆ ไม่เห็นกินเลยสักนิด

“ไปเก็บมาจากไหนล่ะ” ผมถาม พลางเหล่ตามองยายเด็กแสบ

“แถวนี้” คำตอบสั้นๆ ห้วนๆ ตามแบบฉบับทวยะดี

“ไม่เอาไปคืนพ่อแม่เขาหรือ” ผมถามอีก รู้สึกไม่พอใจที่ยายเด็กบ้าปล่อยให้ไอศกรีมละลายไปเปล่าๆ ทั้งที่ตัวเองร้องอยากได้เองแท้ๆ

“เขายังไม่อยากกลับ”

“อ้อ หนีออกจากบ้าน ว่างั้นเถอะ”

เพื่อนผมไม่ตอบ หากแต่ยายเด็กร้ายกาจนั่นหันมาทำตาเขียวปัดใส่ผม ดูท่าไม่พอใจที่ผมหาว่าเธอหนีออกจากบ้าน

“แต่ยังไงนายก็เอายายนี่กลับโรงเรียนด้วยไม่ได้หรอกนะ ซาตานนรินทร์เห็นเข้าได้ฆ่าตายแน่ๆ”

“อืม” เขารับ แล้วก็ย่อตัวลงไปพูดกับยายเด็กนั่น เสียงนุ่มนวลราวกับไม่ใช่ทวยะ “ฉันต้องกลับแล้ว เธอก็กลับไปก่อนนะ ออกมาแบบนี้ พ่อแม่เขาจะเป็นห่วง”

“ไม่! หนูไม่อยากกลับ หนูจะไปกับพี่”

“ไม่คิดถึงพ่อแม่หรือ”

เหมือนคำพูดของทวยะจะแทงใจ ยายเด็กนั่นก้มหน้านิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะงึมงำออกมา

“คิดถึง แต่กลับไปก็เห็นแม่ร้องไห้อีก”

ผมฉุนกึกขึ้นมาทันที ...ยายเด็กนี่ร้ายกาจขนาดทำให้แม่ร้องไห้เชียวหรือ

“แม่ร้องไห้ ก็เพราะเป็นห่วงเรานั่นละ” เพื่อนผมปลอบ “กลับไปหาแม่เถอะ อย่าให้แม่เป็นห่วงเลย”

เด็กนั่นพยักหน้ารับ ทวยะจึงยืดตัวขึ้น ขณะกำลังจะผละจากมา ยายนั่นก็ดึงขากางเกงของเขาไว้

“หนูอยากไปสวนสนุก พรุ่งนี้พาหนูไปนะ”

ทวยะหันไปยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วพยักหน้ารับแทนคำตอบ ยายเด็กนั่นก็ยิ้มดีใจจนออกนอกหน้า

“แต่พรุ่งนี้เป็นวันจันทร์นะ นายจะพายายนี่ไปเที่ยวได้ยังไง”

“โดดเรียนสิ” เป็นคำตอบของเพื่อนผม ก่อนจะหันไปยิ้มกับยายเด็กนั่นอีกครั้ง แล้วก้าวจากมา

---

ทวยะไม่เข้าเรียนอย่างที่พูดไว้จริงๆ เขาโดดเรียนเพื่อพาเด็กบ้าไปสวนสนุก... ผมไม่รู้ว่าเขามีเหตุผลอะไร แต่การกระทำของเขาทำให้ผมรู้สึกว่า เพื่อนผมท่าจะบ๊องไปใหญ่แล้ว

ผมไม่ได้โดดเรียนตามทวยะ ไม่อยากทำตัวไร้สาระแบบนั้น แต่อย่างไรก็ยังอดชะเง้อคอยาวคอยรูมเมทของผมกลับมาไม่ได้

ทวยะหายไปตั้งแต่เช้า กระทั่งเลิกเรียนแล้วก็ยังไม่กลับ กว่าผมจะเห็นหน้าเขาอีกทีก็เกือบค่ำ

เขากลับมาพร้อมด้วยเนื้อตัวมอมแมมเหมือนลูกหมา...เหมือนไปคลุกฝุ่นที่ไหนมา

“นายไปสวนสนุกหรือไปปั้นดินกันแน่ ทำไมมอมแบบนี้” ผมถาม ขณะที่เขากำลังหยิบเสื้อผ้าเตรียมตัวอาบน้ำ

“โดนเด็กแกล้ง” เขาตอบเสียงเรียบโดยไม่หันกลับมามอง

อย่างทวยะปล่อยให้เด็กแกล้ง... เป็นไปได้หรือ!

“นายปล่อยให้ยายนั่นแกล้ง แล้วแฝดนายไม่โกรธรึไง”

เพื่อนผมหันมาส่ายหน้าเล็กน้อย แล้วเดินออกนอกระเบียงไปโดยไม่สนใจสีหน้าตื่นตระหนกของผมเลย

“เอ้อ ไทวะ” เขาเปิดประตู โผล่หน้ากลับมาเรียก “พรุ่งนี้ฉันก็จะโดดอีกนะ ฝากนายถามเพื่อนห้องฉันหน่อยว่ามีการบ้านอะไรบ้าง”

นี่มันเกินไปหรือเปล่า... ผมถามตัวเอง รู้สึกว่าการกระทำของเขาไร้เหตุผลเกินไป อีกอย่าง ระยะนั้นทวยะร้ายก็หายไปด้วย เขาไม่โผล่ออกมาเลยตั้งแต่พบกับยายเด็กแสบนั่น

นี่มันประหลาดเกินไปแล้ว...

---

เพื่อนผมขาดเรียนตั้งแต่วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธก็ยังหายไปอีก ผมจึงอดทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ได้ ขอไปกับเขาด้วยในวันพฤหัส ซึ่งเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร อันที่จริง หากไม่ใช่เรื่องจับปิศาจส่งลงนรก เขาก็มักจะไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว

ทวยะนัดกับยายเด็กร้ายกาจในสวนสาธารณะที่เดิม เมื่อเราไปถึง เด็กนั่นก็วิ่งมากอดเพื่อนผมทันที ทว่าเมื่อเธอเห็นผมมาด้วย ก็นิ่วหน้าทันทีเช่นกัน

“ทำไมต้องพาคนนี้มาด้วย” เธอถามเสียงห้วน

“ก็พามาเล่นด้วยไง”

“เขาเล่นด้วยไม่ได้หรอก” เธอบอก พร้อมกับจ้องผมตาขวาง แล้วบ่นอุบอิบ “วันนี้วันสำคัญแท้ๆ ไม่น่าพามาด้วยเลย”

ตอนนั้นผมอยากจะเข้าไปทุบกะโหลกเด็กปากร้ายนั่นเสียจริงๆ แต่เมื่อเห็นท่าทางของทวยะ ผมก็ได้แต่สูดลมหายใจลึกๆ แล้วนับหนึ่งถึงสิบ

“ก็เพราะวันนี้เป็นวันสำคัญน่ะสิ ถึงต้องมีเพื่อนเยอะๆ เล่นด้วยกันหลายๆ คนสนุกนะ” ทวยะบอกเสียงอ่อนโยน

“อืม ก็ได้” ยายเด็กบ้าตอบ พร้อมกับเชิดจมูก

“แล้ววันนี้จะเล่นอะไรดีล่ะ” เพื่อนผมถาม

ยายเด็กนั่นกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด

“ขี่คอ” ในที่สุดเธอก็โพล่งออกมา

“เอาสิ” ผมบอก พลางย่อตัวลงให้เธอขึ้นขี่ ในใจคิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมจะลองเล่นกับยายเด็กนี่สักครั้ง แกล้งทำให้เธอตกลงมาสักทีสองทีคงไม่ถึงกับแข้งขาหักไปกระมัง

“ไม่ หนูจะขี่คอทวยะ”

“คนไหนก็เหมือนกันล่ะน่า สนุกเหมือนกัน” ผมว่าพลางขยับเข้าไปใกล้เธออีก ทำท่าจะรวบตัวเธอเข้ามา ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะสัมผัสถูก ยายเด็กแสบก็กรีดร้องลั่น แล้ววิ่งไปหลบอยู่หลังทวยะ ทำอย่างกับผมจะไปหักคออย่างนั้น

“เฮ้ย! ไม่ได้จะกินสักหน่อย” ผมเริ่มฉุนขึ้นมาอีก อยากจับมาหักคอจริงๆ สักที

ทวยะอุ้มยายเด็กบ้าขึ้นขี่คอตัวเองอย่างง่ายๆ เหมือนหิ้วตุ๊กตาจนผมรู้สึกประหลาดใจ ถึงยายนี่จะตัวผอมแห้งเหมือนเด็กขาดสารอาหาร แต่ก็ไม่น่าจะเบาได้ขนาดนั้น

“ช่างเถอะน่า” ทวยะบอก แล้วก็พายายเด็กนั่นวิ่งไปข้างหน้า ยายเด็กบ้าก็หัวเราะร่าเหมือนคนบ้าไปจริงๆ

---

“ทวยะ หนูเหนี่อยแล้ว” ในที่สุดยายนั่นก็พูดประโยคนี้ออกมา หลังจากปล่อยให้เพื่อนผมวิ่งไปทางโน้นทีทางนี้ทีอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง

ทวยะพาเด็กนั่นไปนั่งพักที่ม้าหินใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง

“เดี๋ยวก่อน!” ผมร้องขึ้น เมื่อเห็นว่าบนม้านั่งตรงที่ยายเด็กบ้ากำลังจะหย่อนก้นลงไปมีตัวอะไรอยู่ ผมหยิบมันขึ้นมา

“ผีเสื้อน่ะ แต่...ดูท่ามันจะตายแล้ว”

“กรี๊ด!” เธอร้องขึ้นมาอีก แล้วซุกหน้าหลบอยู่หลังทวยะ แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่หลบเฉยๆ ยังร้องไห้โฮเลยด้วย

“อะไรกัน แค่ผีเสื้อเอง กลัวหรือ” ผมถาม รู้สึกสะใจเหลือจะกล่าว จึงยื่นซากผีเสื้อเข้าไปใกล้อีก

ยายเด็กนั่นยิ่งกรี๊ด ยิ่งร้องไห้ วิ่งไปหลบอยู่ใต้ต้นไม้ห่างไปเสียหลายเมตร

“อ้าว กลัวจริงหรือ” ผมกะว่าจะถือซากผีเสื้อเดินเข้าไปแกล้งเธออีก ทว่าทวยะคว้าไหล่ผมไว้เสียก่อน

“ไทวะ อย่า” เขาบอกนิ่งๆ แต่น้ำเสียงจริงจัง แล้วก็เดินเข้าไปปลอบยายเด็กนั่นเสียยกใหญ่

ปลอบกันอยู่สักพัก ยายนั่นก็กลับมายิ้มได้ และชวนเพื่อนผมเล่นอีกเป็นครู่ จนกระทั่งใกล้เที่ยง ยายนั่นก็ไม่มีท่าทีอยากหาอะไรใส่ท้องเลยแม้แต่น้อย มีแต่ผมที่หิวจนไส้กิ่ว เพราะตั้งแต่เช้าได้ดื่มนมไปเพียงแก้วเดียว

---

“เล่นซ่อนหากันเถอะ” ยายเด็กบ้าเสนอเกมสุดท้ายของวันออกมาในตอนเกือบบ่ายสี่โมง “แต่ต้องหาหนูให้เจอก่อนหกโมงเย็นนะ”

หากแทนที่ทวยะจะตอบรับทันทีเหมือนทุกครั้งที่เธอชวน เขากลับมองเด็กคนนั้นนิ่งนาน ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ

“สัญญานะ” เธอย้ำอีก

“ฉันสัญญา”

เด็กนั่นยิ้มให้เขา ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับมีแววเศร้าประหลาด จากนั้นเธอจึงผละจากเพื่อนผม วิ่งหายไปที่ไหนเสียก็ไม่ทราบ

“ดีเหมือนกัน จะได้มีเวลาไปหาอะไรกิน” ผมพึมพำออกมาให้เขาได้ยิน ทว่าก่อนที่ผมจะได้ทำอย่างที่ตั้งใจ ทวยะก็ลากผมถูลู่ถูกังออกจากสวนสาธารณะ

“เฮ้ย! จะไปไหน เดี๋ยวสิ!” ผมร้อง

“ไปโรงพยาบาล”

“ไปทำไม ขอหาอะไรกินก่อนได้รึเปล่า หิวไส้จะขาดแล้วเนี่ย”

“ไม่ได้ เวลาใกล้เข้ามาแล้ว”

“เวลาอะไรวะ!” ผมถามพลางสะบัดหลุดจากทวยะ “นายจะพูดมันให้รู้เรื่องก่อนไม่ได้หรือไง”

“เราต้องหาเธอให้เจอก่อนหกโมง ก่อนที่เธอจะจากไป” เพื่อนผมอธิบาย เป็นประโยคที่ยาวที่สุดที่เขาพูดกับผมในช่วงหลายวันนี้

“จากไป...ยายนั่นกลับบ้านไปก็ดีแล้วนี่”

“ไม่ นายไม่เข้าใจ” เขามีท่าทางร้อนรนจนแทบจะไม่ใช่ทวยะดีผู้เงียบขรึมที่ผมรู้จัก “ไว้เรื่องนี้เรียบร้อยก่อน แล้วฉันจะเล่าให้นายฟัง ตอนนี้ไปโรงพยาบาลกับฉันก่อน ไปหาเด็กคนนั้น”

ผมถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ก็รับคำ แล้วรีบตามเขาไป ผมเชื่อว่าเขาต้องมีเหตุผล และเมื่อถึงเวลา เขาจะพูดออกมาเอง

---
[ต่อด้านล่างค่ะ]
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่