ตอนใหม่ รับหลังปีใหม่ กับพันทิปโฉมใหม่
Psycho man: ขอบคุณมากๆ ค่ะ มีคำแนะนำ ติ ชม บอกได้เลยนะคะ (โค้งงามๆ)
chenjiayi: ใช่แล้ว ยิ่งโลภยิ่งหายนะ อยากจะสื่อแบบนี้แหละค่ะ (ดีใจ ตรงตามจุดประสงค์)
ตอนเก่าเน่อ
อารัมภบท และ บทที่ ๑
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W12879288/W12879288.html
บทที่ ๒
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W12911942/W12911942.html
บทที่ ๓
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W12978217/W12978217.html
บทที่ ๔
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W13009856/W13009856.html
บทที่ ๕
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W13040155/W13040155.html
บทที่ ๖
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W13070973/W13070973.html
บทที่ ๗
http://pantip.com/topic/13101210
และแฟนเพจ ^^
http://www.facebook.com/treepunt
###
บทที่ ๘ สาวน้อยในหอชาย
ผมเคยเล่าถึงภูตวารีไปแล้ว กลุ่มภูตที่ผมมีโอกาสได้ประสบพบเห็นเพียงครั้งเดียว หากแต่ในตอนนี้ ผมยังมีเรื่องเกี่ยวกับภูตอีก ทว่าภูตตนนี้อยู่ใกล้ตัวผมมาก หลังจากครั้งแรกที่พบกัน เธอก็เข้ามาป่วนผมที่ห้องเป็นประจำ เพราะเธอคือภูตประจำหอชายนี่เอง
ทว่าก่อนที่จะกล่าวถึงเธอ ผมคงต้องทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านก่อนว่า ภูตคืออะไร
ทวยะเคยเล่าให้ผมฟังว่า ภูต คือผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ ให้มาพิทักษ์รักษาบางสิ่งบางอย่าง เช่นภูตวารี ก็พิทักษ์รักษาน้ำ ภูตไพร ก็พิทักษ์รักษาต้นไม้ เป็นต้น
สำหรับภูตที่ผมจะกล่าวถึงนี้ เธอเป็นภูตที่มีหน้าที่ดูแลหอพักนักเรียนชายในโรงเรียน แม้ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงก็ตาม
ผมเห็นเธอครั้งแรกในบ่ายวันเสาร์ต้นเดือนสิงหาคม วันนั้นผมไปขอยืมสมุดจดวิชาเคมีที่ห้องของเตชวิทย์ ซึ่งเป็นเพื่อนที่เรียนอยู่ห้องเดียวกัน และเป็นเด็กเรียนเอามากๆ มุเรียนเสียจนแทบไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
ส่วนรูมเมทของเขานั้นชื่อไอสูรย์ เรียนห้องเดียวกับทวยะ เขาค่อนข้างเป็นเพลย์บอย เจ้าชู้กรุ้มกริ่ม และเนื้อหอมในหมู่สาวๆ
เตชวิทย์เคยบอกผมว่า รูมเมทของเขาเป็นเด็กขาดความอบอุ่น พ่อแม่หย่าร้าง แม้จะมีป้าคอยดูแลอยู่ แต่เขาก็ยังคงโหยหาความรัก
เพราะเตชวิทย์มีรูมเมทเช่นนี้ ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่ได้เห็นเด็กสาวในห้องของพวกเขาในวันนั้น...
ความจริงวันนั้นผมไม่ได้เข้าไปในห้องของพวกเขา เพื่อนผมเพียงแค่เอาสมุดออกมาให้ที่หน้าห้อง แต่ในจังหวะที่เขาเปิดประตูทิ้งไว้ เพื่อเดินกลับเข้าไปเอาสมุดนั่นเอง ผมจึงเห็นเธอ เด็กสาวอยู่ในชุดกระโปรงสีแดง นั่งอยู่ที่เตียงไอสูรย์
เธอน่ารัก ผมบอกได้แค่นั้น...เหมือนตุ๊กตาฝรั่ง
ทว่าหลังจากที่ผมเดินจากมาได้ไม่ถึงสิบก้าว ผมก็นึกขึ้นมาได้ โรงเรียนนี้มีกฏเข้มงวด ห้ามเด็กผู้ชายขึ้นหอหญิง และห้ามเด็กผู้หญิงขึ้นหอชาย อย่างมากก็ได้แต่รอที่ใต้ตึกเท่านั้น แล้วนี่มันอะไร...
คิดเช่นนั้นแล้ว ผมก็เดินกลับไปเคาะประตูห้องเพื่อนอีกครั้ง
“ไทวะ มีอะไรอีกล่ะ” เตชวิทย์ชะโงกหน้าออกมาถาม
“เอ่อ...เมื่อกี้ ฉันเห็นเด็กผู้หญิงอยู่ในห้องนาย...ใช่หรือเปล่า” ผมบอกไปตามตรง
“ไอ้บ้า! นี่มันหอชายนะ จะมีผู้หญิงอยู่ได้ยังไง ซาตานรู้ก็ได้มาหักคอน่ะสิ”
ผมนึกถึงหน้าครูนรินทร์เขี้ยวโง้งขึ้นมาได้ทันใด แต่หากเป็นไอสูรย์ เขาก็อาจจะกล้า
“แต่ฉันเห็นจริงๆ นี่หว่า เด็กของไอสูรย์หรือเปล่า”
“ไอสูรย์มันไม่พาเด็กของมันกลับมาหรอก เสี่ยงเกินไป แล้วนี่มันก็หายหัวไปตั้งแต่เช้าแล้ว กว่าจะกลับก็คงดึกอีกเหมือนเดิม”
เฮ้ย! แล้วที่ผมเห็นเมื่อครู่คืออะไรล่ะ
สมองผมคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดทางที่เดินกลับห้อง ผมเห็นเธอแน่ๆ แต่ทำไมเตชวิทย์จึงยืนยันว่าไม่มี เขาไม่ใช่คนช่างปด และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโกหกให้ไอสูรย์ หรือถ้าจะบอกว่าเขาโกหกเพื่อตัวเอง เขาเป็นคนพาเด็กผู้หญิงคนนั้นขึ้นตึกมาเอง ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เตชวิทย์ไม่ใช่คนแบบนั้น อะไรที่เป็นอันตรายต่อการเรียนของเขา เขาจะไม่ทำเด็ดขาด
แล้วเธอเป็นใคร มาจากไหน และมาทำอะไร
“นี่...” เสียงใสทักขึ้นที่ด้านหลัง ผมเหลียวกลับไปตามสัญชาตญาณ แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยง...เด็กผู้หญิงคนนั้น!
“นายเห็นฉันจริงๆ ด้วย” เธอหัวเราะเสียงใส ท่าทางมีความสุขเอามากๆ ว่าแต่ ‘เห็นจริงๆ ด้วย’ มันหมายความว่าอย่างไร
ผมเริ่มขนลุก รู้สึกว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ
“เธอ...ขึ้นมาได้ยังไง นี่มันหอชายนะ เขาห้ามผู้หญิงขึ้น” ผมถามออกไปหลังจากที่ตั้งสติได้
สาวน้อยนั้นมองซ้ายมองขวา แล้วหันกลับมามองผมตาปริบๆ
“ทำไมถึงห้ามล่ะ”
“ก็นี่มันหอพักนักเรียนชาย เด็กผู้หญิงไม่ควรขึ้นมา มันเป็นกฎน่ะ”
“ทำไมล่ะ”
แม่คุณ...จะเล่นคำถามแบบนี้อีกนานไหม
“เอาเถอะน่า กฎก็คือกฎ ทางที่ดีเธอรีบกลับไปซะดีกว่า จะกลับหอหรือกลับบ้านก็เรื่องของเธอ”
ทว่าเมื่อผมพูดจบเท่านั้น หน้าเธอก็เริ่มงอง้ำ ในที่สุดก็ส่งเสียงสะอึกสะอื้นออกมา ทำเอาผมถึงกับอึ้งไป
“นายรังเกียจฉันหรือ” เธอตัดพ้อ ผมจึงต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ไม่ใช่ แต่นี่มันหอพักชาย เธอขึ้นมาบนนี้จะไม่เหมาะ อยากจะเจอใครก็ควรลงไปรอที่ใต้ตึกดีกว่า”
“อย่างนั้นหรือ” ว่าแล้วเธอส่งยิ้มออกมาอย่างไร้เดียงสา ก่อนจะหมุนตัวเดินลงบันไดไปอย่างว่าง่าย
หากแต่เธอเพิ่งเลี้ยวหายไปตรงเหลี่ยมบันไดเพียงครู่หนึ่ง ผมก็เห็นเธอกลับขึ้นมาใหม่พร้อมกับส่งยิ้มเจ้าเล่ห์
“มีอะไรอีกล่ะทีนี้” ผมถามออกไป ทว่าเสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงเธอ
“อะไรจ๊ะ ไทวะ” ครูปานลักษมิ์ ซึ่งเดินขึ้นบันไดตามหลังเด็กสาวคนนั้นมากลับเป็นผู้ตอบ
“เอ่อ เปล่าครับ”
ครูปานยิ้มอย่างอ่อนหวาน นางฟ้า...ยังไงก็เป็นนางฟ้าล่ะนะ
“จริงสิ ไทวะเห็นปากกาของครูไหมจ๊ะ ที่เป็นหมึกซึม ด้ามสีเงินน่ะจ๊ะ”
ผมนิ่งคิดนิดหนึ่ง จำได้ว่าปากกาด้ามนี้ เป็นด้ามที่ผมเห็นครูปานใช้อยู่ประจำ ดูท่าว่าจะเป็นของหวงเสียด้วย ทว่าในตอนนั้นเอง ผมก็เห็นแท่งสีเงินบางอย่างแกว่งไปมาอยู่ในมือของเด็กผู้หญิงคนนั้น ซึ่งเวลานี้ยืนทำหน้าล้อเลียนนางฟ้าของผมอยู่ด้านหลังเธอเอง
“นั่นไงครับครู เด็กคนนั้นถือยู่” ผมชี้มือไปทางด้านหลังครูปาน เธอจึงหันมองกลับไป แล้วก็หันกลับมาใหม่ด้วยสีหน้างุนงงสงสัย
“เด็กคนไหนจ๊ะ ไม่เห็นมีใครเลย”
คำตอบของครูปาน ทำเอาเสียวต้นคอวูบ มือที่ชี้อยู่ค่อยๆ ตกลงนิดหนึ่ง
“ก็คนที่ยืนอยู่ข้างหลังครูไงครับ”
ครูปานมองกลับไปทางด้านหลังอีกครั้ง แล้วจึงหันกลับมา ด้วยสีหน้าซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด
“ไทวะ อย่าล้อครูเล่นสิ ครูกลัวเหมือนกันนะ”
ผมนิ่งไป คิดว่าหน้าตาผมตอนนั้นคงตลกมาก ยายเด็กป่วนนั่นจึงกุมท้องหัวเราะแบบไร้เสียงจนหงายหน้าหงายหลังไป
“เอ่อ...ผะ...ผมขอโทษครับครู” ในที่สุดผมก็ตัดสินใจจะไม่ยืนยันในสิ่งที่ตัวเองเห็น เพื่อไม่ให้ครูปานรู้สึกกลัว ทว่าตัวผมเองตอนนั้นขนลุกเกรียวเลยทีเดียว
“ไม่เป็นไรจ๊ะ ยังไงถ้าเธอเห็นปากกาของครูก็เก็บไว้ให้ด้วยนะ”
“คะ...ครับ”
“ขอบใจจ๊ะ” ครูปานบอก ก่อนจะเดินลงบันไดไป โดยมีเด็กสาวตัวป่วนคนนั้นเดินตามเธอไปติดๆ
ว้าก! ตอนนั้นผมอยากร้องออกมาแบบนี้ หากร้องไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่นั่นเป็นครู่ใหญ่ กว่าจะลากเท้าพาตัวเองกลับห้องด้วยความลำบากยากเย็น
ผมกลับมาถึงห้องตัวเองด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ที่โต๊ะอ่านหนังสือ ยังรู้สึกขนลุกขนพองไม่หาย ไอ้ที่ตั้งท่าเตรียมจะอ่านสมุดจดซึ่งยืมมาจากเตชวิทย์เพื่อทบทวนบทเรียน ก็ไม่มีสมาธิเสียแล้ว เพราะในใจมันเอาแต่วนเวียนคิดถึงเรื่องสยองเมื่อครู่
...ไม่มีใครเห็นเด็กสาวคนนั้น นอกจากผม
“งั้นก็ผีน่ะสิ!” ผมโพล่งออกมา ทำเอาทวยะหันเหความสนใจจากหนังสือปกดำที่เขาอ่านมาเป็นแรมเดือนขึ้นมาชำเลืองมองผม
“เจอผีมาหรือ” เขาถามน้ำเสียงนิ่ง ราวกับไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น... ใช่สิ สำหรับหมอนี่ เรื่องแบบนี้มันเป็นปกติธรรมดาอยู่แล้ว
“ไม่...ไม่ใช่...ไม่ใช่หรอก” ผมตอบกลับไป รู้สึกเลยว่าเสียงตัวเองสั่นนิดๆ
“แล้วอยากเจอไหมล่ะ” คำถามแบบนี้มีแต่จะออกจากปากทวยะร้ายเท่านั้น
“ไม่” ผมตอบน้ำเสียงเด็ดขาด
“งั้นก็แล้วไป” ทวยะหัวเราะ หึๆ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือในมือต่อ ส่วนผม กะจิตกะใจจะทบทวนบทเรียนที่ตั้งใจไว้ได้มลายหายไปแต่แรกแล้ว
---
[ที่ไม่พอ ต่อข้างล่างนะคะ]
Half Twins บทที่ ๘ สาวน้อยในหอชาย
Psycho man: ขอบคุณมากๆ ค่ะ มีคำแนะนำ ติ ชม บอกได้เลยนะคะ (โค้งงามๆ)
chenjiayi: ใช่แล้ว ยิ่งโลภยิ่งหายนะ อยากจะสื่อแบบนี้แหละค่ะ (ดีใจ ตรงตามจุดประสงค์)
ตอนเก่าเน่อ
อารัมภบท และ บทที่ ๑ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W12879288/W12879288.html
บทที่ ๒ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W12911942/W12911942.html
บทที่ ๓ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W12978217/W12978217.html
บทที่ ๔ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W13009856/W13009856.html
บทที่ ๕ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W13040155/W13040155.html
บทที่ ๖ http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W13070973/W13070973.html
บทที่ ๗ http://pantip.com/topic/13101210
และแฟนเพจ ^^
http://www.facebook.com/treepunt
###
บทที่ ๘ สาวน้อยในหอชาย
ผมเคยเล่าถึงภูตวารีไปแล้ว กลุ่มภูตที่ผมมีโอกาสได้ประสบพบเห็นเพียงครั้งเดียว หากแต่ในตอนนี้ ผมยังมีเรื่องเกี่ยวกับภูตอีก ทว่าภูตตนนี้อยู่ใกล้ตัวผมมาก หลังจากครั้งแรกที่พบกัน เธอก็เข้ามาป่วนผมที่ห้องเป็นประจำ เพราะเธอคือภูตประจำหอชายนี่เอง
ทว่าก่อนที่จะกล่าวถึงเธอ ผมคงต้องทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านก่อนว่า ภูตคืออะไร
ทวยะเคยเล่าให้ผมฟังว่า ภูต คือผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ ให้มาพิทักษ์รักษาบางสิ่งบางอย่าง เช่นภูตวารี ก็พิทักษ์รักษาน้ำ ภูตไพร ก็พิทักษ์รักษาต้นไม้ เป็นต้น
สำหรับภูตที่ผมจะกล่าวถึงนี้ เธอเป็นภูตที่มีหน้าที่ดูแลหอพักนักเรียนชายในโรงเรียน แม้ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงก็ตาม
ผมเห็นเธอครั้งแรกในบ่ายวันเสาร์ต้นเดือนสิงหาคม วันนั้นผมไปขอยืมสมุดจดวิชาเคมีที่ห้องของเตชวิทย์ ซึ่งเป็นเพื่อนที่เรียนอยู่ห้องเดียวกัน และเป็นเด็กเรียนเอามากๆ มุเรียนเสียจนแทบไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
ส่วนรูมเมทของเขานั้นชื่อไอสูรย์ เรียนห้องเดียวกับทวยะ เขาค่อนข้างเป็นเพลย์บอย เจ้าชู้กรุ้มกริ่ม และเนื้อหอมในหมู่สาวๆ
เตชวิทย์เคยบอกผมว่า รูมเมทของเขาเป็นเด็กขาดความอบอุ่น พ่อแม่หย่าร้าง แม้จะมีป้าคอยดูแลอยู่ แต่เขาก็ยังคงโหยหาความรัก
เพราะเตชวิทย์มีรูมเมทเช่นนี้ ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่ได้เห็นเด็กสาวในห้องของพวกเขาในวันนั้น...
ความจริงวันนั้นผมไม่ได้เข้าไปในห้องของพวกเขา เพื่อนผมเพียงแค่เอาสมุดออกมาให้ที่หน้าห้อง แต่ในจังหวะที่เขาเปิดประตูทิ้งไว้ เพื่อเดินกลับเข้าไปเอาสมุดนั่นเอง ผมจึงเห็นเธอ เด็กสาวอยู่ในชุดกระโปรงสีแดง นั่งอยู่ที่เตียงไอสูรย์
เธอน่ารัก ผมบอกได้แค่นั้น...เหมือนตุ๊กตาฝรั่ง
ทว่าหลังจากที่ผมเดินจากมาได้ไม่ถึงสิบก้าว ผมก็นึกขึ้นมาได้ โรงเรียนนี้มีกฏเข้มงวด ห้ามเด็กผู้ชายขึ้นหอหญิง และห้ามเด็กผู้หญิงขึ้นหอชาย อย่างมากก็ได้แต่รอที่ใต้ตึกเท่านั้น แล้วนี่มันอะไร...
คิดเช่นนั้นแล้ว ผมก็เดินกลับไปเคาะประตูห้องเพื่อนอีกครั้ง
“ไทวะ มีอะไรอีกล่ะ” เตชวิทย์ชะโงกหน้าออกมาถาม
“เอ่อ...เมื่อกี้ ฉันเห็นเด็กผู้หญิงอยู่ในห้องนาย...ใช่หรือเปล่า” ผมบอกไปตามตรง
“ไอ้บ้า! นี่มันหอชายนะ จะมีผู้หญิงอยู่ได้ยังไง ซาตานรู้ก็ได้มาหักคอน่ะสิ”
ผมนึกถึงหน้าครูนรินทร์เขี้ยวโง้งขึ้นมาได้ทันใด แต่หากเป็นไอสูรย์ เขาก็อาจจะกล้า
“แต่ฉันเห็นจริงๆ นี่หว่า เด็กของไอสูรย์หรือเปล่า”
“ไอสูรย์มันไม่พาเด็กของมันกลับมาหรอก เสี่ยงเกินไป แล้วนี่มันก็หายหัวไปตั้งแต่เช้าแล้ว กว่าจะกลับก็คงดึกอีกเหมือนเดิม”
เฮ้ย! แล้วที่ผมเห็นเมื่อครู่คืออะไรล่ะ
สมองผมคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดทางที่เดินกลับห้อง ผมเห็นเธอแน่ๆ แต่ทำไมเตชวิทย์จึงยืนยันว่าไม่มี เขาไม่ใช่คนช่างปด และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโกหกให้ไอสูรย์ หรือถ้าจะบอกว่าเขาโกหกเพื่อตัวเอง เขาเป็นคนพาเด็กผู้หญิงคนนั้นขึ้นตึกมาเอง ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เตชวิทย์ไม่ใช่คนแบบนั้น อะไรที่เป็นอันตรายต่อการเรียนของเขา เขาจะไม่ทำเด็ดขาด
แล้วเธอเป็นใคร มาจากไหน และมาทำอะไร
“นี่...” เสียงใสทักขึ้นที่ด้านหลัง ผมเหลียวกลับไปตามสัญชาตญาณ แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยง...เด็กผู้หญิงคนนั้น!
“นายเห็นฉันจริงๆ ด้วย” เธอหัวเราะเสียงใส ท่าทางมีความสุขเอามากๆ ว่าแต่ ‘เห็นจริงๆ ด้วย’ มันหมายความว่าอย่างไร
ผมเริ่มขนลุก รู้สึกว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ
“เธอ...ขึ้นมาได้ยังไง นี่มันหอชายนะ เขาห้ามผู้หญิงขึ้น” ผมถามออกไปหลังจากที่ตั้งสติได้
สาวน้อยนั้นมองซ้ายมองขวา แล้วหันกลับมามองผมตาปริบๆ
“ทำไมถึงห้ามล่ะ”
“ก็นี่มันหอพักนักเรียนชาย เด็กผู้หญิงไม่ควรขึ้นมา มันเป็นกฎน่ะ”
“ทำไมล่ะ”
แม่คุณ...จะเล่นคำถามแบบนี้อีกนานไหม
“เอาเถอะน่า กฎก็คือกฎ ทางที่ดีเธอรีบกลับไปซะดีกว่า จะกลับหอหรือกลับบ้านก็เรื่องของเธอ”
ทว่าเมื่อผมพูดจบเท่านั้น หน้าเธอก็เริ่มงอง้ำ ในที่สุดก็ส่งเสียงสะอึกสะอื้นออกมา ทำเอาผมถึงกับอึ้งไป
“นายรังเกียจฉันหรือ” เธอตัดพ้อ ผมจึงต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ไม่ใช่ แต่นี่มันหอพักชาย เธอขึ้นมาบนนี้จะไม่เหมาะ อยากจะเจอใครก็ควรลงไปรอที่ใต้ตึกดีกว่า”
“อย่างนั้นหรือ” ว่าแล้วเธอส่งยิ้มออกมาอย่างไร้เดียงสา ก่อนจะหมุนตัวเดินลงบันไดไปอย่างว่าง่าย
หากแต่เธอเพิ่งเลี้ยวหายไปตรงเหลี่ยมบันไดเพียงครู่หนึ่ง ผมก็เห็นเธอกลับขึ้นมาใหม่พร้อมกับส่งยิ้มเจ้าเล่ห์
“มีอะไรอีกล่ะทีนี้” ผมถามออกไป ทว่าเสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงเธอ
“อะไรจ๊ะ ไทวะ” ครูปานลักษมิ์ ซึ่งเดินขึ้นบันไดตามหลังเด็กสาวคนนั้นมากลับเป็นผู้ตอบ
“เอ่อ เปล่าครับ”
ครูปานยิ้มอย่างอ่อนหวาน นางฟ้า...ยังไงก็เป็นนางฟ้าล่ะนะ
“จริงสิ ไทวะเห็นปากกาของครูไหมจ๊ะ ที่เป็นหมึกซึม ด้ามสีเงินน่ะจ๊ะ”
ผมนิ่งคิดนิดหนึ่ง จำได้ว่าปากกาด้ามนี้ เป็นด้ามที่ผมเห็นครูปานใช้อยู่ประจำ ดูท่าว่าจะเป็นของหวงเสียด้วย ทว่าในตอนนั้นเอง ผมก็เห็นแท่งสีเงินบางอย่างแกว่งไปมาอยู่ในมือของเด็กผู้หญิงคนนั้น ซึ่งเวลานี้ยืนทำหน้าล้อเลียนนางฟ้าของผมอยู่ด้านหลังเธอเอง
“นั่นไงครับครู เด็กคนนั้นถือยู่” ผมชี้มือไปทางด้านหลังครูปาน เธอจึงหันมองกลับไป แล้วก็หันกลับมาใหม่ด้วยสีหน้างุนงงสงสัย
“เด็กคนไหนจ๊ะ ไม่เห็นมีใครเลย”
คำตอบของครูปาน ทำเอาเสียวต้นคอวูบ มือที่ชี้อยู่ค่อยๆ ตกลงนิดหนึ่ง
“ก็คนที่ยืนอยู่ข้างหลังครูไงครับ”
ครูปานมองกลับไปทางด้านหลังอีกครั้ง แล้วจึงหันกลับมา ด้วยสีหน้าซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด
“ไทวะ อย่าล้อครูเล่นสิ ครูกลัวเหมือนกันนะ”
ผมนิ่งไป คิดว่าหน้าตาผมตอนนั้นคงตลกมาก ยายเด็กป่วนนั่นจึงกุมท้องหัวเราะแบบไร้เสียงจนหงายหน้าหงายหลังไป
“เอ่อ...ผะ...ผมขอโทษครับครู” ในที่สุดผมก็ตัดสินใจจะไม่ยืนยันในสิ่งที่ตัวเองเห็น เพื่อไม่ให้ครูปานรู้สึกกลัว ทว่าตัวผมเองตอนนั้นขนลุกเกรียวเลยทีเดียว
“ไม่เป็นไรจ๊ะ ยังไงถ้าเธอเห็นปากกาของครูก็เก็บไว้ให้ด้วยนะ”
“คะ...ครับ”
“ขอบใจจ๊ะ” ครูปานบอก ก่อนจะเดินลงบันไดไป โดยมีเด็กสาวตัวป่วนคนนั้นเดินตามเธอไปติดๆ
ว้าก! ตอนนั้นผมอยากร้องออกมาแบบนี้ หากร้องไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่นั่นเป็นครู่ใหญ่ กว่าจะลากเท้าพาตัวเองกลับห้องด้วยความลำบากยากเย็น
ผมกลับมาถึงห้องตัวเองด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ที่โต๊ะอ่านหนังสือ ยังรู้สึกขนลุกขนพองไม่หาย ไอ้ที่ตั้งท่าเตรียมจะอ่านสมุดจดซึ่งยืมมาจากเตชวิทย์เพื่อทบทวนบทเรียน ก็ไม่มีสมาธิเสียแล้ว เพราะในใจมันเอาแต่วนเวียนคิดถึงเรื่องสยองเมื่อครู่
...ไม่มีใครเห็นเด็กสาวคนนั้น นอกจากผม
“งั้นก็ผีน่ะสิ!” ผมโพล่งออกมา ทำเอาทวยะหันเหความสนใจจากหนังสือปกดำที่เขาอ่านมาเป็นแรมเดือนขึ้นมาชำเลืองมองผม
“เจอผีมาหรือ” เขาถามน้ำเสียงนิ่ง ราวกับไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น... ใช่สิ สำหรับหมอนี่ เรื่องแบบนี้มันเป็นปกติธรรมดาอยู่แล้ว
“ไม่...ไม่ใช่...ไม่ใช่หรอก” ผมตอบกลับไป รู้สึกเลยว่าเสียงตัวเองสั่นนิดๆ
“แล้วอยากเจอไหมล่ะ” คำถามแบบนี้มีแต่จะออกจากปากทวยะร้ายเท่านั้น
“ไม่” ผมตอบน้ำเสียงเด็ดขาด
“งั้นก็แล้วไป” ทวยะหัวเราะ หึๆ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือในมือต่อ ส่วนผม กะจิตกะใจจะทบทวนบทเรียนที่ตั้งใจไว้ได้มลายหายไปแต่แรกแล้ว
---
[ที่ไม่พอ ต่อข้างล่างนะคะ]