เพียงครึ่งใจ (บทที่ 3)
อนรรฆเดินกลับมายังอาคารเทอร์มิเนอล์ที่เขาลงจากเครื่องเมื่อหลายชั่วโมงที่แล้ว เลือกที่จะหลบมาข้างหลังบันไดเลื่อนยาว นั่งลงบนเก้าอี้หนึ่งในหลายตัวที่เรียงรายอยู่หน้าเคาน์เตอร์ลิมูซีน
แขนทั้งสองข้างวางเท้าบนเข่า ฝ่ามือประสานกันลวกๆ นั่งนิ่งอยู่นาน จนกระทั่งรู้สึกถึงสายตาที่กำลังมองมา หากเขาไม่ใส่ใจ
สนามบินชางงีพลุกพล่านด้วยผู้คน แต่ตรงที่เขานั่งกลับเงียบเชียบไม่มีใครผ่านไปมา เมื่อเป็นเช่นนั้นก็คงไม่แปลกที่ใครอื่นจะเห็นว่าแถวๆ นี้
ในมุมนี้
ก็น่านั่งเหมือนกัน
เขารู้สึกว่าใครคนนั้นหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ห่างออกไปอีกสองสามตัว การนั่งของอีกฝ่าย…นิ่ง อาจเพราะว่าเกรงใจเขาที่นั่งอยู่ก่อนก็เป็นได้
ร่างสูงที่ยังอยู่ในเชิ้ตสีฟ้าพับแขนเสื้อขึ้น กางเกงยีนส์สีเทาเข้มตัดสินใจลุกยืนเพื่อกลับโรงแรมที่พัก ทว่าการก้าวเพื่อที่จะเดินออกไปกลับชะงักเมื่อเห็นว่า…ใคร นั่งอยู่ตรงนั้น ดวงตาของเขาปรากฏรอยพิศวง คงพอๆ กับของหญิงสาวที่กำลังมองมาเช่นกัน
เธอลุกขึ้นช้าๆ ดวงหน้าแลดูเหนื่อย หากพยายามยิ้มกลบให้ดูแจ่มใส เพียงแต่ว่าดวงตาคมสีน้ำตาลเข้มมีรอยโศก เพราะจากการร้องไห้ก่อนหน้านี้ ไม่สามารถปกปิดความทุกข์ใจได้ จนชายหนุ่มรู้สึกสงสารแกมรู้สึกผิด
เธอยังอยู่ที่นี่…มิได้มีความสุขสบายอย่างที่เขาคิดไว้
“
คือ…ผมมาส่งเพื่อน เขาบินกลับคืนนี้” คำพูดเป็นภาษาอังกฤษที่เขาคุ้นตั้งแต่เด็ก พอๆ กับอีกหลายภาษา กลับไม่คล่องไหลลื่นเช่นเคย ด้วยเจ้าตัวรู้ว่าพูดไม่จริง “
นี่กำลังจะหารถกลับโรงแรม” อนรรฆเหลือบมองเคาน์เตอร์รถลิมูซีน คล้ายให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขามาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ หาใช่เพราะเหตุผลอื่น “
แล้วคุณล่ะ ทำไมยังอยู่ที่นี่”
“
ก็คุณแนะให้ฉันรอที่สนามบินไม่ใช่เหรอ”
“
เขายังไม่ติดต่อมาเหรอ…” คำถามของเขาทำให้อีกฝ่ายพยักหน้าช้าๆ ราวเหนื่อยล้าจนอนรรฆต้องถามต่อว่า “
แล้วจะทำยังไง”
“
รอ…เมื่อกี้ขึ้นไปเช็คว่าพอมีที่นั่งในไฟท์สุดท้ายของวันหรือเปล่า”
“
ไฟท์ดึกมักจะเต็ม แม้ว่าจะเป็นวันเสาร์ก็ตามเถอะ”
“
แต่ก็ต้องหวังไม่ใช่เหรอ”
“
ใช่…” อนรรฆเสียงอ่อนลงด้วยความสงสาร “
คนเราถ้าไม่หวังก็ แสดงว่าไม่มีลมหายใจแล้ว”
คำบอกเรียกรอยยิ้มบางๆ จากหญิงสาว ที่กล่าวอย่างถอดถอน “
แต่ฉันไม่หวังว่าเขาจะติดต่อมาภายในคืนนี้ "
สีหน้าที่เจื่อนไปของเธอ ทำให้ชายหนุ่มนิ่งไปครู่ แล้วจึงถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “
คิดหรือยังว่าถ้าไม่ได้ไฟท์กลับคืนนี้แล้วจะทำยังไงต่อ”
“
ก็รอพรุ่งนี้…”
“
แล้วระหว่างรอ”
“
ก็รอ…รอจนกว่าจะมีความหวัง” หญิงสาวสบตาเขาที่กำลังมองมาอย่างพิจารณา
“
เอาอย่างนี้ดีไหม” เขาพูดราวไตร่ตรองทุกถ้อยคำ “
ตอนนี้ผมพักอยู่ที่เดอะริทซ์เดี๋ยวผมจะให้เขาช่วยหาห้องว่างให้คุณพักคืนนี้ พรุ่งนี้คุณก็ค่อยกลับมาสนามบิน”
“
ไม่ดี” คำปฏิเสธนั้นไม่ลังเล ก่อนที่จะบอก “
ฉันไม่มีเงินพอสำหรับค่าโรงแรม ทั้งเงินสดที่มีตอนนี้ และเงินในบัญชีที่ประเทศไทย”
“
รู้แล้วเหรอว่าค่าห้องมันเท่าไหร่”
“
ฉันถามฝ่ายบริการข้อมูลนักท่องเที่ยวแล้ว เรทต่ำสุดที่เขาหาให้ได้นั้นไม่ถูกเลย เงินรายเดือนค่าขนมของฉันหมดไปกับค่าเครื่องบินแล้ว” หญิงสาวไม่หลบสายตาคมเข้มที่แลจับจ้องมา “
ไม่แน่…บางทีฉันอาจจะได้กลับประเทศไทยคืนนี้ก็ได้”
“
ไม่ต้องเป็นห่วงค่าโรงแรม ผมพักด้วยราคาบริษัท ไม่ถูกนักหรอก แต่ก็ถูกกว่าราคาทั่วๆ ไป ผมจะรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายเอง แต่ค่าที่พักอย่างเดียวนะ”
อนรรฆมองอีกฝ่ายที่ไม่ปิดบังดวงหน้าครุ่นคิด เธอคิด…มองเขาที่บอกว่า
“
ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ผมไม่เรียกร้องอะไรตอบแทน ไม่มีข้อแม้นหรือข้อผูกมัดใดๆ ผมสัญญา”
เขาเห็นแล้วว่าอีกฝ่ายยังครุ่นคิดพิจารณา ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ตกลง รอยยิ้มอ่อนของเธอที่คลี่ออกนั้นบ่งบอกถึงความโล่งอก
“
แต่ฉันก็ต้องตอบแทนคืนคุณให้ได้สักวัน”
หญิงสาวเอ่ยเสียงหนักจริงจังจนเขาต้องหัวเราะอย่างเอ็นดู
“
เอาวันนี้ให้รอดก่อน แล้วเราค่อยว่ากันดีไหม” รอยยิ้มแจ่มใสของเขาที่ฉายมาเมื่อเปรยอย่างขบขัน ทำให้คนที่มีทีท่าว่าจะเถียงต้องหยุดความคิดใดๆ ไปหมดสิ้น “
ไปกันเถอะ”
อนรรฆไม่ลืมที่จะเดินไปที่เคาน์เตอร์บริการรถลิมูซีน
ก็เขาอ้างไปแล้วไม่ใช่หรือ และเมื่อจัดแจงจองและเรียกรถเรียบร้อยแล้ว เขาจึงหันมาถามอีกฝ่าย
“
กระเป๋าเดินทางล่ะ”
เพียงแต่ว่าหญิงสาวยักไหล่บอกว่า “
ฉันมาแต่ตัว มาแค่นี้”
แค่นี้…ของเธอก็แค่เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ แล้วก็กระเป๋าสะพายใบเล็กกระจิ๋วเดียวที่คล้องพาดไหล่ในเวลานี้
มีเท่านี้…จริงๆ
ห้องพักที่คิดว่าน่าจะมีเหลือ กลับเต็มแน่น แม้ในคืนวันเสาร์เช่นนี้ โรงแรมหรูราคาห้องแสนแพงขายหมดสำหรับคืนนี้และคืนถัดไป
โรงแรมนี้อยู่ในย่านธุรกิจ วันธรรมดามักจะแน่นเต็ม แต่ว่าวันหยุดสุดสัปดาห์เช่นนี้ถือว่าถือว่าโชคไม่ดีเลยสำหรับคนที่ต้องการเช็คอินโดยไม่ได้จองล่วงหน้า
“
จะเอาอย่างไร” ชายหนุ่มหันไปถามคนที่นั่งบนเก้าอี้นั่งอีกตัวตรงข้ามเขา
“
รอที่ล็อบบี้ก็ได้”
เธอตอบง่ายๆ ไม่อนาทรร้อนใจ จนอีกฝ่ายต้องขมวดคิ้วคิดเพราะขบขันมากกว่าประหลาดใจ
“
ใครเขาจะให้รอ โรงแรมจะได้เชิญคุณออกไปล่ะซิ”
“
แล้วจะให้ทำยังไง”
คำถามนั่นทำให้อนรรฆคิด…คิดอยู่นาน จนกระทั่งตัดสินใจในที่สุด “
ขึ้นไปที่ห้องกับผม ลองดูว่าคุณพออยู่ได้ไหม”
เห็นแล้วล่ะว่าหญิงสาวมองอย่างชั่งใจ ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นยืน จนในวูบความคิด อนรรฆรู้สึกว่าเขาอาจคิดผิดอย่างมหันต์ก็ได้ ที่ใจดียื่นมือเข้าช่วยเหลือ
เขาไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าของเด็กนี่
ไม่รู้แม้แต่ชื่อ
ไม่รู้อะไรอย่างอื่น นอกจากว่าน่าจะเป็นเด็กสปอย์…หรืออาจจะเป็นเด็กใจแตกที่มาหาแฟนของตัวเองถึงต่างประเทศโดยไม่รู้อะไรเลย
แล้ว…มาหาจริง หรือเปล่า เชื่อได้แค่ไหนกัน
แต่ทำอย่างไรได้ เมื่อบอกว่าจะช่วยแล้ว…ก็ต้องช่วยให้รอด
ก็ต้องดูกันไป
(ต่อ)
อนรรฆเดินกลับมายังอาคารเทอร์มิเนอล์ที่เขาลงจากเครื่องเมื่อหลายชั่วโมงที่แล้ว เลือกที่จะหลบมาข้างหลังบันไดเลื่อนยาว นั่งลงบนเก้าอี้หนึ่งในหลายตัวที่เรียงรายอยู่หน้าเคาน์เตอร์ลิมูซีน
แขนทั้งสองข้างวางเท้าบนเข่า ฝ่ามือประสานกันลวกๆ นั่งนิ่งอยู่นาน จนกระทั่งรู้สึกถึงสายตาที่กำลังมองมา หากเขาไม่ใส่ใจ
สนามบินชางงีพลุกพล่านด้วยผู้คน แต่ตรงที่เขานั่งกลับเงียบเชียบไม่มีใครผ่านไปมา เมื่อเป็นเช่นนั้นก็คงไม่แปลกที่ใครอื่นจะเห็นว่าแถวๆ นี้
ในมุมนี้
ก็น่านั่งเหมือนกัน
เขารู้สึกว่าใครคนนั้นหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ห่างออกไปอีกสองสามตัว การนั่งของอีกฝ่าย…นิ่ง อาจเพราะว่าเกรงใจเขาที่นั่งอยู่ก่อนก็เป็นได้
ร่างสูงที่ยังอยู่ในเชิ้ตสีฟ้าพับแขนเสื้อขึ้น กางเกงยีนส์สีเทาเข้มตัดสินใจลุกยืนเพื่อกลับโรงแรมที่พัก ทว่าการก้าวเพื่อที่จะเดินออกไปกลับชะงักเมื่อเห็นว่า…ใคร นั่งอยู่ตรงนั้น ดวงตาของเขาปรากฏรอยพิศวง คงพอๆ กับของหญิงสาวที่กำลังมองมาเช่นกัน
เธอลุกขึ้นช้าๆ ดวงหน้าแลดูเหนื่อย หากพยายามยิ้มกลบให้ดูแจ่มใส เพียงแต่ว่าดวงตาคมสีน้ำตาลเข้มมีรอยโศก เพราะจากการร้องไห้ก่อนหน้านี้ ไม่สามารถปกปิดความทุกข์ใจได้ จนชายหนุ่มรู้สึกสงสารแกมรู้สึกผิด
เธอยังอยู่ที่นี่…มิได้มีความสุขสบายอย่างที่เขาคิดไว้
“คือ…ผมมาส่งเพื่อน เขาบินกลับคืนนี้” คำพูดเป็นภาษาอังกฤษที่เขาคุ้นตั้งแต่เด็ก พอๆ กับอีกหลายภาษา กลับไม่คล่องไหลลื่นเช่นเคย ด้วยเจ้าตัวรู้ว่าพูดไม่จริง “นี่กำลังจะหารถกลับโรงแรม” อนรรฆเหลือบมองเคาน์เตอร์รถลิมูซีน คล้ายให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขามาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ หาใช่เพราะเหตุผลอื่น “แล้วคุณล่ะ ทำไมยังอยู่ที่นี่”
“ก็คุณแนะให้ฉันรอที่สนามบินไม่ใช่เหรอ”
“เขายังไม่ติดต่อมาเหรอ…” คำถามของเขาทำให้อีกฝ่ายพยักหน้าช้าๆ ราวเหนื่อยล้าจนอนรรฆต้องถามต่อว่า “แล้วจะทำยังไง”
“รอ…เมื่อกี้ขึ้นไปเช็คว่าพอมีที่นั่งในไฟท์สุดท้ายของวันหรือเปล่า”
“ไฟท์ดึกมักจะเต็ม แม้ว่าจะเป็นวันเสาร์ก็ตามเถอะ”
“แต่ก็ต้องหวังไม่ใช่เหรอ”
“ใช่…” อนรรฆเสียงอ่อนลงด้วยความสงสาร “คนเราถ้าไม่หวังก็ แสดงว่าไม่มีลมหายใจแล้ว”
คำบอกเรียกรอยยิ้มบางๆ จากหญิงสาว ที่กล่าวอย่างถอดถอน “แต่ฉันไม่หวังว่าเขาจะติดต่อมาภายในคืนนี้ "
สีหน้าที่เจื่อนไปของเธอ ทำให้ชายหนุ่มนิ่งไปครู่ แล้วจึงถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คิดหรือยังว่าถ้าไม่ได้ไฟท์กลับคืนนี้แล้วจะทำยังไงต่อ”
“ก็รอพรุ่งนี้…”
“แล้วระหว่างรอ”
“ก็รอ…รอจนกว่าจะมีความหวัง” หญิงสาวสบตาเขาที่กำลังมองมาอย่างพิจารณา
“เอาอย่างนี้ดีไหม” เขาพูดราวไตร่ตรองทุกถ้อยคำ “ตอนนี้ผมพักอยู่ที่เดอะริทซ์เดี๋ยวผมจะให้เขาช่วยหาห้องว่างให้คุณพักคืนนี้ พรุ่งนี้คุณก็ค่อยกลับมาสนามบิน”
“ไม่ดี” คำปฏิเสธนั้นไม่ลังเล ก่อนที่จะบอก “ฉันไม่มีเงินพอสำหรับค่าโรงแรม ทั้งเงินสดที่มีตอนนี้ และเงินในบัญชีที่ประเทศไทย”
“รู้แล้วเหรอว่าค่าห้องมันเท่าไหร่”
“ฉันถามฝ่ายบริการข้อมูลนักท่องเที่ยวแล้ว เรทต่ำสุดที่เขาหาให้ได้นั้นไม่ถูกเลย เงินรายเดือนค่าขนมของฉันหมดไปกับค่าเครื่องบินแล้ว” หญิงสาวไม่หลบสายตาคมเข้มที่แลจับจ้องมา “ไม่แน่…บางทีฉันอาจจะได้กลับประเทศไทยคืนนี้ก็ได้”
“ไม่ต้องเป็นห่วงค่าโรงแรม ผมพักด้วยราคาบริษัท ไม่ถูกนักหรอก แต่ก็ถูกกว่าราคาทั่วๆ ไป ผมจะรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายเอง แต่ค่าที่พักอย่างเดียวนะ”
อนรรฆมองอีกฝ่ายที่ไม่ปิดบังดวงหน้าครุ่นคิด เธอคิด…มองเขาที่บอกว่า
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ผมไม่เรียกร้องอะไรตอบแทน ไม่มีข้อแม้นหรือข้อผูกมัดใดๆ ผมสัญญา”
เขาเห็นแล้วว่าอีกฝ่ายยังครุ่นคิดพิจารณา ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ตกลง รอยยิ้มอ่อนของเธอที่คลี่ออกนั้นบ่งบอกถึงความโล่งอก
“แต่ฉันก็ต้องตอบแทนคืนคุณให้ได้สักวัน”
หญิงสาวเอ่ยเสียงหนักจริงจังจนเขาต้องหัวเราะอย่างเอ็นดู
“เอาวันนี้ให้รอดก่อน แล้วเราค่อยว่ากันดีไหม” รอยยิ้มแจ่มใสของเขาที่ฉายมาเมื่อเปรยอย่างขบขัน ทำให้คนที่มีทีท่าว่าจะเถียงต้องหยุดความคิดใดๆ ไปหมดสิ้น “ไปกันเถอะ”
อนรรฆไม่ลืมที่จะเดินไปที่เคาน์เตอร์บริการรถลิมูซีน
ก็เขาอ้างไปแล้วไม่ใช่หรือ และเมื่อจัดแจงจองและเรียกรถเรียบร้อยแล้ว เขาจึงหันมาถามอีกฝ่าย
“กระเป๋าเดินทางล่ะ”
เพียงแต่ว่าหญิงสาวยักไหล่บอกว่า “ฉันมาแต่ตัว มาแค่นี้”
แค่นี้…ของเธอก็แค่เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ แล้วก็กระเป๋าสะพายใบเล็กกระจิ๋วเดียวที่คล้องพาดไหล่ในเวลานี้
มีเท่านี้…จริงๆ
ห้องพักที่คิดว่าน่าจะมีเหลือ กลับเต็มแน่น แม้ในคืนวันเสาร์เช่นนี้ โรงแรมหรูราคาห้องแสนแพงขายหมดสำหรับคืนนี้และคืนถัดไป
โรงแรมนี้อยู่ในย่านธุรกิจ วันธรรมดามักจะแน่นเต็ม แต่ว่าวันหยุดสุดสัปดาห์เช่นนี้ถือว่าถือว่าโชคไม่ดีเลยสำหรับคนที่ต้องการเช็คอินโดยไม่ได้จองล่วงหน้า
“จะเอาอย่างไร” ชายหนุ่มหันไปถามคนที่นั่งบนเก้าอี้นั่งอีกตัวตรงข้ามเขา
“รอที่ล็อบบี้ก็ได้”
เธอตอบง่ายๆ ไม่อนาทรร้อนใจ จนอีกฝ่ายต้องขมวดคิ้วคิดเพราะขบขันมากกว่าประหลาดใจ
“ใครเขาจะให้รอ โรงแรมจะได้เชิญคุณออกไปล่ะซิ”
“แล้วจะให้ทำยังไง”
คำถามนั่นทำให้อนรรฆคิด…คิดอยู่นาน จนกระทั่งตัดสินใจในที่สุด “ขึ้นไปที่ห้องกับผม ลองดูว่าคุณพออยู่ได้ไหม”
เห็นแล้วล่ะว่าหญิงสาวมองอย่างชั่งใจ ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นยืน จนในวูบความคิด อนรรฆรู้สึกว่าเขาอาจคิดผิดอย่างมหันต์ก็ได้ ที่ใจดียื่นมือเข้าช่วยเหลือ
เขาไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าของเด็กนี่
ไม่รู้แม้แต่ชื่อ
ไม่รู้อะไรอย่างอื่น นอกจากว่าน่าจะเป็นเด็กสปอย์…หรืออาจจะเป็นเด็กใจแตกที่มาหาแฟนของตัวเองถึงต่างประเทศโดยไม่รู้อะไรเลย
แล้ว…มาหาจริง หรือเปล่า เชื่อได้แค่ไหนกัน
แต่ทำอย่างไรได้ เมื่อบอกว่าจะช่วยแล้ว…ก็ต้องช่วยให้รอด
ก็ต้องดูกันไป
(ต่อ)